เหตุการณ์ความไม่สงบ “6 ตุลาคม 2519” เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังอยู่ในความนึกคิดของคนไทย ในวาระครบรอบ 50 ปี Thai PBS มีโอกาสสนทนากับ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตนักศึกษา และหนึ่งใน 18 ผู้ต้องขัง เวลาผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี วันนี้ “6 ตุลา” ในมุมมองของเขาเป็นอย่างไร
มอง “6 ตุลา” ในวันผันผ่านมา 50 ปี
เริ่มต้นคุยกับ อ.วิโรจน์ กับวันเวลาที่ผ่านมาแลวกว่า 50 ปี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในวันนี้ของเขา คือ การมีสติ และมองหตุการณ์ที่เกิดอย่างรอบด้านมากขึ้น
“ถามความรู้สึกยังเจ็บปวดอยู่ไหม แน่นอน เรายังเจ็บปวดอยู่ เจ็บปวดในฐานะผู้ถูกกระทำ เจ็บปวดที่ต้องไปติดคุกอยู่ตั้งเกือบ 2 ปี เจ็บปวดที่มิตรสหายของเราต้องล้มตาย รวมทั้งอีกหลาย ๆ ครอบครัวต้องสูญเสียลูกหลานอันเป็นที่รัก”
“แต่เมื่อเวลาผ่านไป จาก 10 ปี เป็น 20 ปี เป็น 30 ปี เราเริ่มมีสติมากขึ้น พรอมกับหันกลับไปมองสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้าไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล แล้วเหตุของเหตุการณ์นั้นมันคืออะไร เหตุก็คือ คนบ้ากลุ่มหนึ่ง ทำกับผู้บริสุทธิ์กลุ่มหนึ่ง แต่เท่านั้นเองหรือ แล้วผู้บริสุทธิ์กลุ่มนั้นทำอะไรบ้าง เราไปแหย่อะไรหรือเปล่า”
ที่ผ่านมา เรามัวแต่พูดว่า เราถูกกระทำ เราถูกเขากระทำ แต่เรายังไม่เคยพูดว่า แล้วเราทำอะไร ซึ่งถึงเวลาหรือยัง ที่เราต้องถามตัวเองว่า เราทำอะไรตรงไหน
อ.วิโรจน์ บอกต่อว่า แม้จะมองอดีตได้ชัดเจนขึ้น แต่ทุก ๆ วันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี ก็ยังเป็นวันสำคัญสำหรับเขาไม่เปลี่ยนแปลง
“มันเป็นวันสำคัญของชีวิตเรา และเป็นวันสำคัญของการเติบโตของประชาธิปไตยด้วย ประชาธิปไตยบ้านเรา มีอุปสรรคมาตลอด มีทั้งอุปสรรคที่ขวางกั้นด้วยอะไรบางอย่าง รวมทั้งบางครั้งประชาธิปไตยไทยก็สะดุดตัวเอง เหมือนเราเคยก้าวไปข้างหน้า แต่แล้วเราก็สะดุด สะดุดขาตัวเองนี่แหละ ซึ่งเราเคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนั้น เราล้มลงตัวถลอกปอกเปิก แต่โชคดีที่เราไม่ตาย แต่กลับมีบางคนตาย”
เปรียบเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเสมือนแผล ถาม อ.วิโรจน์ว่า ด้วยระยะเวลากว่า 50 ปี แผลนี้ได้ตกสะเก็ดลไปบ้างแล้วหรือยัง
“สำหรับเรา สะเก็ดแผล มันคือความทรงจำของร่างกาย เช่น เราเจ็บตรงนั้น เราเจ็บตรงนี้ ซึ่งเมื่อเราเห็นสะเก็ดแผลเหล่านี้ เราจะรู้ และจะไม่ทำอะไรตรงนั้นอีก แต่เมื่อเป็นเรื่องทางความคิด สะเก็ดแผลเหล่านั้นมันยังอยู่ แต่เราเรียกสะเก็ดแผลนั้นว่า การเติบโต”
วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
50 ปี ไฟแห่งความขัดแย้ง ยุติด้วยปัญญา
ย้อนกลับไปยังวันเวลา 6 ตุลาคม 2519 อ.วิโรจน์ คือหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่ถูกปราบปรามจากเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมกับถูกจับกุมรวมทั้งสิ้น 18 คน ก่อนจะถูกคุมขังเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรมในรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชะมะนันท์ ทำให้ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา
“ทำไมตอนนั้น พลเอกเกรียงศักดิ์ ถึงปล่อยพวกเราออกมา ในมุมมองของผม เขามีปัญญาทางการเมือง ที่เรียกว่า Political wisdom เพราะตอนนั้นแค่ปล่อยพวกเรา 18 คน ในคดี 6 ตุลาออกมา ประเทศไทยสงบลงทันที ไฟสงครามกลางเมืองดับลงทันที”
แต่ถึงอย่างนั้น เวลาผ่านมา 50 ปี ประเทศไทยยังประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งอยู่เป็นระยะ เพียงแต่เปลี่ยนบริบทของเรื่องราวและตัวบุคคล ถาม อ.วิโรจน์ ในฐานะผู้ที่เคยผ่านเรื่องราวความขัดแย้งครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะก้าวข้ามเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร
“เราว่าความขัดแย้ง มันเป็นกฎทางธรรมชาติ และมันต้องมีอยู่ตลอดเวลา เหมือนมีหยิน ก็ต้องมีหยาง มีร้อน ก็ต้องมีเย็น มีสั้น ก็ต้องมียาว คือมันต้องมีขั้วตรงข้ามกันอยู่เสมอ นี่คือความปกติของธรรมชาติ”
“ดังนั้น เราจึงเชื่อว่า ความขัดแย้งยังต้องมีอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลาย แต่ในความขัดแย้งนั้น เราต้องมีปัญญา เพราะปัญญา คือกุญแจที่จะทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นยุติลง”
50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยากจะฝังกลบ
หากเปรียบเหตุการณ์ “6 ตุลา” เป็นหนังสือสักเล่มหนึ่ง แม้เนื้อหาจะว่าด้วยเรื่องราวความขัดแย้งและลงเอยที่ความรุนแรง แต่สาระสำคัญที่สะท้อนจากหนังสือเล่มนี้ คือการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียขึ้นอีก
“หนังสือเล่มนี้ถ้าอ่านดี ๆ เป็นพลังบวก แม้ระหว่างทางที่อ่าน มันอาจจะมีไฟฟ้าช็อตขึ้นมาอยู่บ้าง ดังนั้น บทเรียนจากหนังสือเล่มนี้คือ ระวังอย่าให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นอีกในประเทศนี้”
อ.วิโรจน์ เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับ “ไฟฟ้าลัดวจร” อยู่หลายครั้งหลายครา ผลลัพธ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการฉุดดึงให้ประเทศไม่เดินหน้า หรือก้าวเดินได้ช้าลงไป ทว่าด้วย “เสรีภาพ” ในปัจจุบัน แตกต่างจากเสรีภาพในอดีต นี่จึงเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะหลีกเลี่ยงเหตุอันไม่พึงประสงค์ไปได้
“เสรีภาพในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อน ยกตัวอย่างสมัยก่อน ถ้านึกจะคว้าไมโครโฟนขึ้นประกาศว่าปฏิวัติ จากนั้นเอาปืนมาจี้ก็เป็นอันเสร็จแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ยากนะ การจะทำอะไรแบบนี้ เมื่อก่อนปฏิวัติอย่างไม่เกรงใจ แต่เดี๋ยวนี้เกรงใจ (หัวเราะ) เพราะว่ามันมีแรงเสียดทานกว่าแต่ก่อนมาก”
เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ในวัย 77 ปี อ.วิโรจน์ บอกว่า กลุ่มคนที่เคยต้องขังในเรือนจำด้วยกัน ปัจจุบันเริ่มทยอยล้มหายตายจากกันไปพอสมควร แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะแปรเปลี่ยนไปตามเวลา แต่หน้าประวัติศาสตร์ “6 ตุลา” จะต้องไม่ถูกฝังกลบ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
เพราะ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับการชำระทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเราพยายามเรียกร้องตลอดเวลา ในฐานะที่เราอยู่ตรงนั้น เราต้องลุกขึ้นมาพูดอะไรบางอย่าง ทำอะไรบางอย่าง
“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ เราต้องแบทุกประเด็นไว้บนโต๊ะ เนื่องจากหลาย ๆ ประเด็น ชนชั้นปกครองเขาพยายามปิดเรื่องนี้ แม้แต่ฝ่ายเราที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ยังแบประเด็นของเราไม่ครบเลย เพราะเรามัวแต่พูดอยู่แต่ว่า เราเป็นฝ่ายที่ถูกระทำ โดยที่เราไม่ได้พูดว่า เราทำอะไร ตอนนั้นเราเสนออะไรไป”
อ.วิโรจน์บอกว่า การไม่ฝังกลบ และควรนำมากางแผ่บนโต๊ะ นั่นคือ การชำระทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมโดยถ้วนทั่วกัน ส่วนอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เจ้าตัวอยากเห็น คือ ภาพประเทศไทยที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
“ถามว่าสังคมอุดมคติของเราต้องเป็นอย่างไร คือทุกคนควรมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะได้รับการศึกษาเหมือนกัน ได้รับความเป็นธรรมเท่ากัน มีทางทำมาหากินเท่ากัน ในระดับที่ควรจะได้ เพื่อให้เราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เหมือน ๆ กัน”
“50 ปี 6 ตุลา” หากเปรียบเป็นคน ๆ หนึ่ง คงเติบโตทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ ถาม อ.วิโรจน์ว่า ถ้ามีเรื่องใดจะพูดกับ “6 ตุลา” ในวันนี้ เขาอยากบอกอะไร
ฉันจะถามตรง ๆ ว่า ตอนนั้นเธอคิดอะไร เธอมาร่วมทำไม แล้วตอนนั้นเธอยากจะได้อะไรในการร่วม 6 ตุลา แต่สำหรับตัวฉัน ฉันมีคำตอบในคำถามนี้ ฉันแค่อยากบอกว่า ฉันมาเพราะทุกคนอยากได้ประชาธิปไตย เพราะทุกคนอยากได้ความเป็นธรรมกับสังคม แค่นั้นเอง
ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำ และประวัติศาสตร์จะมีคุณค่าเสมอ หากประวัติศาสตร์นั้น สร้างบทเรียนและความคิดให้กับคนรุ่นต่อมา…
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ








