ประท้วงไปทำไม ? เพราะอะไรการชุมนุมจึงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตย

ประท้วงไปทำไม ? เพราะอะไรการชุมนุมจึงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตย

ภาพฝูงชนที่รวมตัวกันบนท้องถนน พร้อมป้ายข้อความที่ชูสูงเหนือศีรษะ และเสียงตะโกนที่ดังก้องกลางพื้นที่สาธารณะ น่าจะเป็นภาพที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ฝูงชนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ชาวบ้าน แรงงาน คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ ล้วนแล้วแต่ใช้ท้องถนนเป็นเวทีส่งเสียงไปยังภาครัฐและผู้มีอำนาจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แก้ไขความเดือดร้อน หรือผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและนโยบาย

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ประท้วงไปแล้วได้อะไร การชุมนุมเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ Thai PBS ขอชวนผู้อ่านทุกท่านสำรวจคำตอบ ตั้งแต่ความหมายและหลักกฎหมายที่รองรับเสรีภาพในการชุมนุม สาเหตุที่การชุมนุมบางครั้งเกิดความรุนแรง ไปจนถึงผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่เคยเกิดขึ้นหลังการประท้วง

การชุมนุมประท้วงคือส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงออก

การชุมนุมประท้วงคืออะไร

ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่าการชุมนุมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ลองมาดูความหมายของการชุมนุมกันก่อน ในทางกฎหมายไทย พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 นิยาม "การชุมนุมสาธารณะ" ไว้ว่าการชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมนั้นได้ ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้เข้าร่วม ดังนั้นการรวมตัวของคนกลุ่มเล็กเพื่อเรียกร้องความต้องการบางอย่าง จึงเข้าข่ายการชุมนุมด้วยเช่นกัน หากมองในเชิงหลักการ การชุมนุมถูกมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบกลุ่ม ที่มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้รัฐบาลรับรู้หรือแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงออกนั่นเอง

ภาพการชุมนุมประท้วงในระหว่างการประชุม IMF-World Bank 2026

ภาพการชุมนุมประท้วงในระหว่างการประชุม IMF-World Bank 2026

เสรีภาพในการชุมนุมประท้วง

ในระดับสากล ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR) ได้รับรองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ต่อมากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ได้ระบุว่า การจำกัดสิทธินี้ทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดและเท่าที่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง ความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข ศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ส่วนในประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยการจำกัดเสรีภาพนี้ต้องอาศัยกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่ง มาตรา 6 วางหลักว่าการชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วน มาตรา 10 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวังและสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป รวมถึงห้ามชุมนุมภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล

การชุมนุมประท้วงคือช่องทางที่ประชาชนใช้สื่อสารข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยตรง

ทำไมระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งแล้วจึงยังมีการชุมนุมประท้วง

การเลือกตั้งเป็นกลไกหลักในการเลือกผู้แทน ขณะที่การชุมนุมประท้วงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนใช้สื่อสารข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลและสังคมโดยตรง เมื่อประชาชนเห็นว่าปัญหาของตนไม่ได้รับการแก้ไขผ่านช่องทางปกติ จึงต้องประท้วงเพื่อทำให้รัฐบาลรับรู้ปัญหา เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้การชุมนุมประท้วงเป็นพื้นที่ให้ความเห็นที่หลากหลายถูกได้ยิน เพราะสังคมประชาธิปไตยประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อที่แตกต่างกัน การคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมจึงเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่าง ๆ แสดงความคิดเห็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็จะมีผู้ที่กังวลต่อผลกระทบของการชุมนุมประท้วง การปิดถนนหรือการใช้พื้นที่สาธารณะ ที่อาจกระทบการเดินทางและการทำมาหากินของประชาชนทั่วไป ความกังวลเหล่านี้จึงได้เป็นที่มาของกฎหมายที่วางกรอบให้การชุมนุมประท้วงต้องดำเนินไปโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่ในเรื่องของบทลงโทษยังคงมีความไม่เห็นด้วยกับการกำหนดโทษอาญาให้กับการชุมนุมประท้วง เพราะมองว่าการชุมนุมเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พร้อมมีการเสนอให้ใช้โทษปรับแทน

การชุมนุมประท้วงและความรุนแรง

อีกหนึ่งภาพจำของการประท้วงก็คือการปะทะกันด้วยความรุนแรงและการสลายการชุมนุม เป็นภาพจำที่มักจะส่งผลในด้านลบ โดยสาเหตุที่การชุมนุมยกระดับไปสู่ความรุนแรงอาจมีหลายปัจจัย เช่น การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ที่ถูกมองว่าเกินกว่าเหตุ การที่ผู้ชุมนุมกระทำการรุนแรงเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ จนทำให้สถานการณ์ตึงเครียด มีความรุนแรงเกิดขึ้นตามมา รวมไปถึงการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มหรือบุคคลที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนเอง

สถานการณ์ความรุนแรงของประท้วงในฝรั่งเศส (AFP)

สถานการณ์ความรุนแรงของประท้วงในฝรั่งเศส (AFP)

สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ด้วยจิตวิทยาฝูงชน (Crowd Psychology) เมื่อคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก จะเกิดภาวะที่เรียกว่าการสูญเสียความเป็นตัวตน (Deindividuation) บุคคลจะรู้สึกว่าตนเองซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนและไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำส่วนตัว ส่งผลให้ความยับยั้งชั่งใจลดลงและกล้าแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวที่ปกติจะไม่ทำ เช่น การขว้างปาสิ่งของ หรือการทำลายทรัพย์สิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับผู้ประท้วงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่มารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ก็สามารถเกิดภาวะการสูญเสียความเป็นตัวตนได้เช่นเดียวกัน

กรณีศึกษาล่าสุดจากการชุมนุมประท้วงที่ประเทศฝรั่งเศส แม้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ ผู้ชุมนุมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะประท้วง แต่ต้องมาพร้อมกับความเคารพ แต่จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการปะทะกันเกิดขึ้นประปราย จนในช่วงบ่ายของวันที่ 17 ต.ค. เริ่มเกิดเหตุรุนแรงที่บริเวณรอบกรุงปารีส ความยับยั้งชั่งใจไม่มีอยู่อีกต่อไป เจ้าหน้าที่ได้ใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง ส่วนผู้ชุมนุมประท้วงบางส่วนก็ขว้างปาสิ่งของและยิงดอกไม้ไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่เป็นการตอบโต้ และเมื่อมีการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ความตึงเครียดก็ทวีขึ้นถึงขีดสุด บานปลายเป็นความรุนแรงที่เราได้เห็นกันตามหน้าสื่อ และเมื่อจุดติดแล้วก็เป็นการยากที่จะยุติ

ประท้วงไปแล้วได้อะไร

แน่นอนว่าหัวใจของการประท้วงมักจะถูกตั้งต้นจากความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่โดยส่วนมากแล้วการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทุกการชุมนุม ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้ตรงไปตรงมามากนัก แต่จะขอทำการหยิบยกสถานการณ์การประท้วงในอดีตที่เคยเกิดขึ้นใน ที่พอจะอนุมานได้ว่าการชุมนุมมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นมาแล้วในทุกยุคสมัย

การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นมาแล้วในทุกยุคสมัย

  • การเดินขบวนของมหาตมะ คานธี เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1930 มหาตมะ คานธี ผู้นำคนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชของอินเดียจากจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักการอหิงสา ได้เริ่มนำขบวน สัตยาเคราะห์เกลือ (Salt March) เดินขบวนประท้วงเพื่อต่อต้านกฎหมายผูกขาดเกลือ ระหว่างทางมีผู้ร่วมเดินทางกับมหาตมะ คานธี เพิ่มมากขึ้น และในวันที่ 6 เมษายน คานธีกับผู้ติดตามก็ได้บรรลุเป้าหมายด้วยการหยิบเกลือจากชายหาด ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยเจตนา การเคลื่อนไหวนี้ขยายเป็นการอารยะขัดขืน และภายในปลายปีเดียวกันมีผู้ประท้วงถูกคุมขังเกือบ 60,000 คน จุดกระแสความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นไปทั่วประเทศ ท้ายที่สุดอินเดียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 การเดินขบวนประท้วงของมหาตมะ คานธี จึงถือได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  • การเรียกร้องการทำงาน 8 ชั่วโมง วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 คนงานกว่า 300,000 คนทั่วสหรัฐฯ นัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องวันทำงาน 8 ชั่วโมง ต่อมาในวันที่ 4 พฤษภาคม ความรุนแรงก็เกิดขึ้นผ่านเหตุระเบิดในระหว่างการชุมนุมที่จัตุรัสเฮย์มาร์เก็ต (Haymarket) ในชิคาโก มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส จนในเวลาต่อมาหลายประเทศก็ได้แสดงพลังพร้อมกันเพื่อเรียกร้องการทำงาน 8 ชั่วโมง แต่ถึงอย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้สำเร็จในทันที กว่าสหรัฐฯ จะรับรองวันทำงาน 8 ชั่วโมงเป็นกฎหมาย เวลาก็ล่วงเลยไปถึงปี ค.ศ. 1916 แต่ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นผลระยะยาวของการประท้วง

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ของการชุมนุมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แต่มักจะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเจรจา การเมืองในรัฐสภา เหตุการณ์ภายนอก หรือความรุนแรง ซึ่งผลลัพธ์มักจะไม่ปรากฏในทันที แสดงให้เห็นว่าการรวมตัวของประชาชนสามารถช่วยเปลี่ยนกระแสความคิดของสังคมในระยะยาวได้ ก่อนที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะตามมา แต่ถึงอย่างไรก็ตามผลลัพธ์ของการประท้วงก็ไม่ได้เป็นผลสำเร็จเสมอไป บางครั้งอาจนำไปสู่ความรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ตามที่เราได้เห็นกันมาแล้วจากเหตุการณ์ในอดีต ดังนั้นคำถามที่ว่า "ประท้วงแล้วได้อะไร ?" จึงอาจไม่ได้มีคำตอบแค่คำตอบเดียว แต่ถ้าหากถามว่า "ประท้วงไปทำไม ?" คำตอบที่ว่าต้องการความเปลี่ยนแปลง น่าจะเป็นคำตอบที่น่าจะให้ความหมายได้ชัดเจนที่สุด

อ้างอิง

  • การชุมนุมทางการเมือง | ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
  • Historic Protest Movements in Every Decade | History By the Decade
  • How to turn protest into powerful change - Eric | Liu TED-Ed

ติดตามอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบทความ

สรุปชนวนเหตุ ฝรั่งเศสประท้วงเดือด จากประเด็นการศึกษา สู่ปัญหาค่าครองชีพพุ่ง

‘Mai 68’ การประท้วงพฤษภาคม 1968 ที่เปลี่ยน 'ฝรั่งเศส' ไปตลอดกาล

ผู้เขียน: 

บทความ NOW แนะนำ