เวลาหยิบ หนังสือ สักเล่มขึ้นมาอ่าน เชื่อว่านอกจากการสะสมความรู้แล้ว สิ่งที่หลายคนมองหาคือ "แรงบันดาลใจ" ที่ช่วยจุดไอเดียใหม่ ๆ ให้การทำงาน หรือเติมพลังใจให้ชีวิต
หากย้อนดูบรรดานักคิด นักวิทยาศาสตร์ และนักเขียนระดับ พวกเขาก็เคยตามหาแรงบันดาลใจจากการอ่านเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้การอ่านของพวกเขาทรงพลังและจุดประกายความคิดเปลี่ยนโลกได้ พวกเขาเสพเล่มไหน และอ่านอย่างไร ? เราลองมาค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน
How Albert Einstein reading
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อ่านหนังสือจากยุคเก่า เพื่อหลุดออกจากอคติร่วมสมัย
“คนที่อ่านเพียงหนังสือพิมพ์ หรืออย่างดีที่สุดก็แค่อ่านหนังสือของนักเขียนร่วมสมัย ดูไม่ต่างอะไรจากคนสายตาสั้นขั้นรุนแรงที่ปฏิเสธจะสวมแว่นตา เขาต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอคติและค่านิยมตามกระแสในยุคสมัยของตนเอง”
เป็นที่รู้กันดีว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นอกจากบทบาทนักวิทยาศาสตร์เจ้าของทฤษฎีเปลี่ยนโลกมากมาย เขายังเป็นนักอ่านตัวยงที่แสวงหาแรงบันดาลใจจากปรัชญา บทกวี และวรรณกรรมคลาสสิกยุคเก่า ไอน์สไตน์เชื่อว่างานเขียนโบราณมีคุณค่าเหนือกาลเวลา เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากกรอบความคิดความเชื่อเดิม ๆ ในสังคม และเปิดมุมมองให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
Franz Kafka_reading
ฟรันซ์ คาฟคา อ่านเพื่อสั่นสะเทือนอารมณ์ และปลุกความรู้สึกให้ตื่น
“ผมคิดว่าเราควรอ่านเฉพาะหนังสือที่เชือดเฉือนและสะกิดให้เราเจ็บปวดเท่านั้น หากหนังสือที่เราอ่านไม่ได้ปลุกเราให้ตื่นขึ้นด้วยการหวดเข้าที่ศีรษะอย่างจัง แล้วเราจะอ่านมันไปเพื่ออะไร ?”
ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) นักเขียนคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 เจ้าของผลงานแนว Kafkaesque อันโดดเด่นด้วยการสะท้อนความตระหนก วิตกกังวล และความแปลกแยก ข้อความจากหนังสือ Letters to Friends, Family, and Editors แสดงให้เห็นว่า สำหรับคาฟคาแล้ว วรรณกรรมที่ทรงคุณค่าต้องทำหน้าที่ท้าทายความคิด สั่นคลอนจิตวิญญาณ และเปลี่ยนแปลงผู้อ่านอย่างลึกซึ้ง
William Faulkner_reading
วิลเลียม ฟอล์กเนอร์ อ่านทุกสิ่งอย่าง แม้กระทั่งงานเขียนที่ห่วยแตก
“จงอ่าน อ่าน อ่านให้หมดทุกอย่าง ทั้งงานขยะ งานคลาสสิก งานดีหรืองานแย่ แล้วสังเกตดูว่าพวกเขาเขียนมันออกมาอย่างไร”
นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลอย่าง วิลเลียม ฟอล์กเนอร์ (William Faulkner) เชื่อว่างานเขียนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมทรงคุณค่าหรือหนังสือที่ดูน่าเบื่อ ต่างมอบบทเรียนบางอย่างให้ผู้อ่านเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการเขียน การอ่านงานที่หลากหลายจะช่วยให้สมองซึมซับโครงสร้างและเทคนิคการเล่าเรื่องโดยไม่รู้ตัว
Harper Lee_reading
ฮาร์เปอร์ ลี เลือกอ่านหนังสือที่ช่วยให้ได้คิด ไม่ใช่เล่มที่คิดแทนเรา
“หนังสือที่คู่ควรแก่การอ่าน ไม่ใช่เล่มที่คิดแทนเรา แต่คือเล่มที่จุดประกายให้เราได้คิด”
คำกล่าวข้างต้นเป็นของ ฮาร์เปอร์ ลี (Harper Lee) นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์จากวรรณกรรมคลาสสิก To Kill a Mockingbird ลีเติบโตมาในครอบครัวที่ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ การได้ซึมซับงานเขียนหลากหลายประเภท ทั้งประวัติศาสตร์ นิยายรัก นิยายผจญภัย ไปจนถึงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หล่อหลอมให้เธอเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง
John Locke_reading
จอห์น ล็อค เปลี่ยนสิ่งที่อ่านให้กลายเป็นความรู้ ด้วยการตั้งคำถามและตกผลึก
“การอ่านเพียงแต่ป้อนวัตถุดิบทางปัญญา มีเพียงการคิดไตร่ตรองเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เราอ่านให้กลายเป็นของเราอย่างแท้จริง”
จากหนังสือ Of the Conduct of the Understanding โดย จอห์น ล็อค (John Locke) นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งเสรีนิยมสมัยใหม่" สะท้อนว่าปริมาณหนังสือที่อ่านผ่านตา อาจไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่เรานำมาคิดวิเคราะห์ต่อยอด ความรู้ที่ได้จากการอ่านจะมีคุณค่าแท้จริง ก็ต่อเมื่อผ่านการคิดไตร่ตรอง ตั้งคำถาม และเปิดใจรับมุมมองใหม่ ๆ
สำหรับนักอ่านแล้ว แทนการตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านให้จบกี่เล่มในกี่เดือนเปลี่ยนเป็น “เรานำสิ่งที่อ่านเจอมาปรับใช้อย่างไร” ก็อาจดีไม่น้อย
สำหรับใครที่ชอบเสพเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวอินสไปร์ดี ๆ สามารถติดตามคุณภาพคุณภาพจาก Thai PBS ได้ทางเหล่านี้
- เปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2 !
- กลิ่นอายวรรณกรรมและศิลปะในปารีส l พื้นที่ชีวิต
- Made My Day วันนี้ดีที่สุด
ที่มา: The Marginalian, The Economic Times







