ไทยพีบีเอสจัดเวที No Gift Policy เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและพนักงาน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อย้ำบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ยึดหลัก “ไม่รับ ไม่ให้ ไม่คาดหวัง” พร้อมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ “No Gift Policy : ยกระดับความโปร่งใส วิถีใหม่ กับคุณค่าที่มากกว่าการไม่รับ” โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร, นายเจษฎา อนุจารี กรรมการนโยบายและประธานอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และนางสาวรุ่งมณี เมฆโสภณ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของไทยพีบีเอส ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายชนม์สวัสดิ์ ประศาสน์ครุการ ผู้อำนวยการกองป้องกันการทุจริตในภาครัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมเปิดพื้นที่ให้พนักงานไทยพีบีเอสร่วมถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง ทั้งกรณีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์จากแหล่งข่าว วิธีการปฏิเสธอย่างเหมาะสม ตลอดจนประเด็นธรรมจรรยาในการรับของและสิทธิประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือขององค์กร เพื่อร่วมกำหนดแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับบทบาทของสื่อสาธารณะ ภายใต้จริยธรรม ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความไว้วางใจจากสังคมในการทำงานสื่ออย่างเป็นกลางและมืออาชีพ โดยมีนางสาวอุษา เอี่ยมสุวรรณ ผู้สื่อข่าวจากรายการสถานีประชาชนทำหน้าที่ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569


นายวันชัย ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า การที่ไทยพีบีเอสประกาศขับเคลื่อนนโยบาย ‘No Gift Policy’ และยึดหลัก ‘ไม่รับ ไม่ให้ ไม่คาดหวัง’ อย่างจริงจัง คือการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแท้จริง เวทีในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมถอดบทเรียน เรียนรู้ข้อกฎหมาย และธรรมจรรยาต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม พร้อมเป็นเกราะป้องกันในการทำงาน สามารถปฏิเสธผลประโยชน์ได้อย่างสง่างาม และร่วมกันรักษามาตรฐานของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

เวที “No Gift Policy : ยกระดับความโปร่งใส วิถีใหม่ กับคุณค่าที่มากกว่าการไม่รับ” แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงที่ 1 “เส้นบาง ๆ ระหว่างการทำข่าวกับผลประโยชน์ทับซ้อน” ร่วมถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาใกล้ตัวนักข่าว ทั้งการปฏิเสธเงินสดจากแหล่งข่าว การรับส่วนลดพิเศษจากร้านค้า การรับสิทธิ์ดูงานต่างประเทศ (Press Tour) และการรีวิวสินค้าฟรี โดยย้ำหลักจริยธรรมวิชาชีพของ ส.ส.ท. ที่ต้องรักษาความเป็นกลางและความเป็นอิสระ ไม่ให้ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์แอบแฝงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ช่วงที่ 2 “ธรรมจรรยา ไม่ได้แปลว่า รับได้ทุกอย่าง” เจาะลึกหลักเกณฑ์การรับของขวัญตามประเพณีนิยมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงาน ป.ป.ท. ผ่านกรณีตัวอย่าง เช่น ซองเงินในงานพิธี ของที่ระลึกมูลค่าสูง หรือกระเช้าปีใหม่ พร้อมสรุปหลักสำคัญว่า การรับโดยธรรมจรรยาต้องอยู่ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ มีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท เป็นการให้ตามปกติประเพณี และไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่
ช่วงที่ 3 “ผลประโยชน์ไม่ได้มาในรูปของของขวัญเสมอไป” ร่วมวิเคราะห์ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มาในลักษณะของทรัพย์สินหรือสิ่งของ แต่อาจอยู่ในรูปของ “โอกาส” และ “ความสัมพันธ์พิเศษ” เช่น การฝากบุตรหลานเข้าทำงาน หรือการให้สิทธิพิเศษเข้ารับการอบรมมูลค่าสูงจากคู่ค้า ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกันอย่างเท่าเทียม พร้อมพิจารณาเจตนาและวัตถุประสงค์อย่างรอบคอบ เนื่องจากการเข้าร่วมในฐานะตัวแทนองค์กร อาจถูกนำไปใช้เพื่อการแอบอ้างหรือประชาสัมพันธ์แฝงได้”


ทั้งนี้ สำหรับการจัดกิจกรรมขับเคลื่อน No Gift Policy เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาในครั้งนี้ นับเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสของ สำนักงาน ป.ป.ช. ในปี 2569 นี้ด้วย โดยได้มุ่งเน้นให้หน่วยงานของรัฐมีการขับเคลื่อนการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว ควบคู่ไปกับการรายงานประเมินประสิทธิผลเพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาที่ยั่งยืน
