ป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ผู้สูงอายุ
ในปี 2566 มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 12,189 คดี และนั่นกระทบจิตใจของผู้สูงอายุอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบทางการเงินและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อที่จะป้องกันตั้งแต่ต้นทาง นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จะพาไปสำรวจอีกด้านของชีวิตผู้สูงอายุ ตั้งแต่ภาพการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ความเหงา ความเศร้า และช่องโหว่ที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ไปจนถึงเรื่องราวจริงจาก พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับสายตรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่มาร่วมสะท้อนปัญหา พร้อมให้คำแนะนำในการป้องกันภัยออนไลน์ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ มิจฉาชีพแอบอ้าง และข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและสภาพจิตใจ
กลลวงของมิจฉาชีพที่ใช้จิตวิทยาหลอกผู้สูงอายุ
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีผู้สูงอายุอายุเกินหกสิบปีจนถึงแปดสิบสี่ปีถูกมิจฉาชีพหลอกไปแล้วสองร้อยห้าสิบสี่ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นสามสิบแปดล้านบาท ตามข้อมูลจากระบบไทยโพสต์ออนไลน์ ซึ่งความเสียหายสูงสุดรายเดียวถึงสามล้านบาท
กลุ่มผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพด้วยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ เป็นผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจและสังคม และเป็นผู้ที่มีเงินเก็บอยู่พอควรเพื่อความมั่นคงในชีวิต นายแพทย์ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ได้อธิบายว่าเทคนิคของมิจฉาชีพใช้กลลวงทางจิตวิทยาผ่านสี่ช่องทางหลัก
• ช่องทางของความกลัว มิจฉาชีพใช้วิธีขู่ให้กลัวด้วยการบอกว่าติดคดีหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรืออาจสร้างความกลัวเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินที่จะหายไป การสร้างความตื่นตระหนกทำให้ผู้สูงอายุตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
• ช่องทางของความหวัง การหลอกให้มีความหวังในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความหวังทางการเงินที่จะได้ผลตอบแทนสูง ความหวังในการมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นจากผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่อ้างว่าหายปวดเข่าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การสร้างความหวังเหล่านี้จะเป็นประตูนำไปสู่การหลอกลวงในขั้นต่อไป
• ช่องทางของความเหงา การสร้างความสัมพันธ์และเป็นเพื่อนคู่ใจเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางใจ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่นใจแล้วนำไปสู่การหลอกลวงในที่สุด ความเหงาเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพใช้ประโยชน์มากที่สุดเพราะผู้สูงอายุหลายคนอยู่คนเดียวและขาดคนพูดคุย
• ช่องทางของความเชื่อใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เติบโตมาในสังคมที่มีความปลอดภัยมากกว่าปัจจุบัน จึงไม่คุ้นชินกับการมีภัยทางสังคมที่มากมายและมีรูปแบบที่หลากหลาย ความเชื่อใจที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงได้
ทั้ง 4 ช่องทางนี้เป็นปัจจัยเริ่มต้นที่นำผู้สูงอายุไปสู่การตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในที่สุด สุขภาพจิตจึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพเนื่องจากสุขภาพจิตคือชีวิตประจำวันที่ทุกคนดำเนินอยู่ทุกวัน มิติด้านสุขภาพใจจึงแฝงอยู่ในทุกสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ
รูปแบบการหลอกลวงยอดฮิตและยอดเสียหาย
• การหลอกให้ลงทุน
มิจฉาชีพจะเข้ามาทักทายและพูดคุยกับผู้สูงอายุผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือไลน์ โดยอาจแกล้งทักผิดแล้วชวนคุยต่อ เนื่องจากรู้ว่าผู้สูงอายุมีความเหงาและไม่ได้ทำงานเหมือนเดิม เมื่อมีคนมาชวนคุยก็มักจะเผลอไปคุยด้วย
การพูดคุยทุกวันจะสร้างความไว้วางใจทีละน้อย จากวันแรกที่ไม่ได้ไว้ใจอะไรเลย แต่พอคุยกันนานเข้าความไว้วางใจก็ก่อตัวขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง สัญญาณเตือนที่สำคัญคือเมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายยังไม่เคยมากินข้าวด้วยหรือพบหน้ากันแต่กลับชวนลงทุนให้รู้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน
พฤติกรรมที่มิจฉาชีพชอบใช้คือการชวนจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปยังอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง โดยเฉพาะการชวนให้ไปแอดไลน์ เพราะการใช้ไลน์ทำให้มิจฉาชีพสามารถคุยได้หลายจอพร้อม ๆ กัน และสามารถดึงเข้ากรุ๊ปโอเพ่นแชทที่มีหน้าม้าหลายคนอยู่ในกลุ่มเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ามีคอมมิวนิตี้จริง ทำให้ผู้ถูกหลอกนึกว่ามีสังคมเพิ่มขึ้น แต่ความจริงทั้งหมดคือหน้าม้าของมิจฉาชีพทั้งนั้น เมื่อใดก็ตามที่ถูกชวนเข้ากรุ๊ปไลน์ให้รู้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ผู้เสียหายในกรณีนี้เสียเงินไปสูงสุดถึงสามล้านบาท การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการลงทุนที่ดูง่ายเกินไปล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระมัดระวัง
• การโทรมาข่มขู่และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่
มิจฉาชีพจะโทรมาแล้วแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หรือแม้แต่กรมบัญชีกลางที่จะคืนเงินตกเบิก โดยจะบอกว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือจะอำนวยความสะดวกให้ในเรื่องต่าง ๆ
วิธีการที่มิจฉาชีพใช้คือสุดท้ายจะให้เปิดแอปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนหรือให้เปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์มือถือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ พอเปลี่ยนแล้วผู้ถูกหลอกก็จะงงและเมื่องงแล้วมิจฉาชีพจะบอกให้เปิดแอปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนหรือกดรหัสรับเงิน ซึ่งนั่นคือการโอนเงินออกไปให้กับมิจฉาชีพโดยที่ไม่รู้ตัว
สิ่งที่ต้องจำคือเจ้าหน้าที่จะไม่มีการโทรหาแบบนี้เด็ดขาด หากมีใครโทรมาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและพยายามจะพูดหวานหูหรืออำนวยความสะดวกให้อย่าหลงเชื่อเลย ผู้เสียหายในกรณีนี้สูญเสียเงินสูงสุดสองล้านบาท
• การหลอกว่าจะช่วยตามเงินคืน
หลังจากที่ถูกหลอกไปแล้ว อาจมีมิจฉาชีพชุดใหม่มาหลอกซ้ำอีกครั้งโดยแอบอ้างว่าสามารถตามเงินคืนให้ได้ ไม่ว่าจะอ้างเป็นตำรวจ ทนายอาสา หรือเพจตำรวจไซเบอร์ มิจฉาชีพใช้การปลอมเสียง ปลอมเอไอ ปลอมเฟซและหน้าตามาหลอกว่าจะเอาเงินคืนให้
คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้คือร้อยเวรที่พบหน้าจริง ๆ ที่สถานีตำรวจ หากถูกหลอกต้องโทรหนึ่งสี่สี่หนึ่งทันทีเพื่ออายัดเงินและรีบไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ อย่าหลงเชื่อใครก็ตามบนโลกออนไลน์ที่บอกว่าช่วยตามเงินคืนให้ได้ เพราะเท่ากับมิจฉาชีพแน่นอน
การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและวิธีป้องกัน
• หลักการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเติมเต็มใจให้เต็มก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการที่จะพึ่งพาการเติมจากมิจฉาชีพ การมีใจที่เต็มเปี่ยมและมีความสุขจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกได้มาก มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและการอยู่โดดเดี่ยวลำพังอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบางอย่างได้ ดังนั้นผู้สูงอายุควรหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในช่องทางอื่น ๆ มารองรับ เช่น การมีกิจกรรมกับเพื่อน ๆ การมีส่วนร่วมในชุมชน หรือการพูดคุยกับครอบครัวบ่อย ๆ
• การสร้างความตระหนักรู้
ผู้สูงอายุควรได้รับการอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของมิจฉาชีพทางออนไลน์ว่ามีรูปแบบอย่างไรบ้างและมีกลโกงอะไรได้บ้าง การเสริมทักษะเรื่องดิจิทัลให้กับผู้สูงอายุก็มีความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้สามารถแยกแยะว่าอะไรเป็นของจริงและอะไรเป็นการหลอกลวง
• การตั้งระบบดูแลในครอบครัว
ครอบครัวควรมีการตั้งระบบเล็ก ๆ ในการช่วยกันดูแลมือถือหรือสมาร์ทโฟนของผู้สูงอายุ ลูกหลานควรหมั่นตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้หรือช่องทางในการดูภาพยนตร์หรือโฆษณาต่าง ๆ อาจตั้งระบบการตรวจสอบความถูกต้องแบบสองชั้นและสร้างความไว้วางใจในครอบครัวให้มั่นคง ทันทีที่เกิดข้อสงสัยหรือเกิดเหตุใดให้ปรึกษาคนในครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก
การดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันคล้ายกับการที่พ่อแม่ดูแลเด็กในอดีต ตอนเด็ก ๆ เล่นมือถือพ่อแม่จะมาแอบดูว่าลูกเล่นเกมอะไรหรือทำการบ้านหรือยัง ปัจจุบันลูกหลานก็ควรดูแลพ่อแม่ในลักษณะเดียวกันว่าพ่อแม่คุยกับใครหรือมีใครมาติดต่อที่น่าสงสัยหรือไม่ การชวนคุยในลักษณะนี้ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดมากและการพูดคุยก็ง่ายขึ้น
สามคำสำคัญที่ต้องจำ
• ไม่เชื่อ: อย่าเชื่อสิ่งที่คนแปลกหน้าบอกง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องเงิน
• ไม่บอก: อย่าบอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินให้คนที่ไม่รู้จัก
• ไม่กด: อย่ากดลิงก์หรือโอนเงินตามที่ถูกบอกทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบ
หากทำตามสามคำนี้จะรอดจากมิจฉาชีพแน่นอน การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะหรือความรู้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพทางสังคมด้วย
แนวทางช่วยเหลือและการดูแลผู้สูงอายุ
• กรณีที่กำลังจะถูกหลอก
หากเห็นวี่แววไม่ชอบมาพากลว่าผู้สูงอายุในบ้านกำลังจะถูกหลอก ไม่ว่าจะเตือนอยู่หน้าตู้ATMหรือหน้าจอมือถือ แต่เขายังไม่เชื่อ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เขาไม่มั่นใจว่าผู้ที่พยายามห้ามปรามได้เข้าใจสถานการณ์ไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนที่รับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตนเองมาตลอด
เทคนิคที่สำคัญอันดับแรกคือรับฟังเขาก่อน ขอให้เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นมีจุดเริ่มต้นยังไงและมีที่มาที่ไปอย่างไร พอเล่าให้ฟังเสร็จแล้วค่อยช่วยคิดด้วยกันว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่คิดจริงหรือไม่ การรับฟังอย่างตั้งใจและไม่ตัดสินจะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าถูกเข้าใจและเปิดใจรับฟังคำแนะนำมากขึ้น
• กรณีที่ถูกหลอกไปแล้ว
หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริง ๆ อย่าเพิ่งตำหนิกันและกัน ควรปลอบประโลมจิตใจให้เพราะบางครั้งทำอะไรได้ยากแล้ว ยกเว้นให้กระบวนการทางกฎหมายจัดการต่อไป คนที่อยู่รอบตัวต้องร่วมกันดูแลและให้กำลังใจ การตำหนิจะทำให้ผู้ถูกหลอกรู้สึกแย่ลงไปอีกและอาจปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคต
• ช่องทางการขอความช่วยเหลือ
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าจิตใจไม่แข็งแรง รู้สึกเหงา ว้าเหว่ หรือต้องการคนพูดคุย สามารถโทร 1323 ซึ่งเป็นสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
หากถูกหลอกแล้วหรือพบเบาะแสว่ามีมิจฉาชีพมาติดต่อ ให้โทร 1441 คือศูนย์รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่จะช่วยอายัดเงินและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นต้องรีบไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความอย่างเป็นทางการ
การดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพไม่ใช่แค่อาชญากรรมเท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาของสุขภาพจิตและสุขภาพของสังคมด้วย เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม การสร้างสังคมที่ดูแลกันและกันจะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Fact Check : ฟื้นฟูไตเสื่อม ด้วย 4 พฤติกรรม (จิบน้ำ, ออกกำลังกาย, นอนที่มืด-เย็น, ใช้สมุนไพร)
ข่าวที่แชร์: การรักษาโรคไตด้วยการปรับพฤติกรรม 4 อย่าง ได้แก่ การออกกำลังกาย การดื่มน้ำเยอะ ๆ การนอนในที่มืด+เย็น และการกินสมุนไพร สามารถฟื้นฟูเนื้อไตให้กลับมาทำงานได้ปกติหรือไม่ ?
คำตอบ: ไม่จริง
อย่าเพิ่งเชื่อคลิปแชร์ที่บอกว่า “ไตเสื่อมฟื้นกลับมาปกติได้” ด้วยการดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร ออกกำลังกาย นอนห้องมืด–เย็น–เงียบ และใช้สมุนไพร เพราะบางวิธีอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต และเสี่ยงทำให้อาการแย่ลงได้ ผู้ป่วยที่เข้าสู่โรคไตเรื้อรังแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูให้ไตกลับมาทำงานปกติเหมือนเดิมได้ แต่สามารถชะลอการเสื่อมของไตให้ลดลงช้าที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย
• การดื่มน้ำ 2-2.5 ลิตร/วัน อาจเกิดผลเสียได้ เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือได้เท่ากับคนปกติ อาจทำให้เกิดภาวะบวม ความดันโลหิตสูง และอาการเหนื่อยง่าย การรับประทานน้ำให้เหมาะสมจึงต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือไตทำงานเหลือน้อยมาก อาจต้องจำกัดน้ำและเกลือให้เหมาะสม
• การนอนหลับให้เพียงพอและถูกวิธีอาจช่วยทำให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งอาจชะลอความเสื่อมของไตทางอ้อมได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าการนอนที่ถูกวิธีจะช่วยฟื้นฟูไตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
• ปัจจุบันไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่ยืนยันว่าสามารถชะลอความเสื่อมของไตหรือฟื้นฟูไตได้ สมุนไพรบางชนิดอาจมีส่วนประกอบของแร่ธาตุหรือโลหะหนักซึ่งอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรที่ไม่ทราบชนิดและควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มใช้
วิธีชะลอความเสื่อมของไตที่ถูกต้องมี 3 หลัก ได้แก่
• ตรวจคัดกรองโรคประจำตัวที่อาจส่งผลต่อไต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และตรวจสุขภาพประจำปี
• หลีกเลี่ยง 3 สิ่ง คือ อาหารรสจัด (หวานจัด เค็มจัด มันจัด) การสูบบุหรี่ และการใช้ยาหรือสมุนไพรที่มีผลต่อไต
• ทำ 3 สิ่ง คือ ออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก ทำอาหารรับประทานเองเพื่อคุมสารอาหารและรสชาติ และติดตามพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ผู้สูงอายุ
ในปี 2566 มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 12,189 คดี และนั่นกระทบจิตใจของผู้สูงอายุอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบทางการเงินและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อที่จะป้องกันตั้งแต่ต้นทาง นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จะพาไปสำรวจอีกด้านของชีวิตผู้สูงอายุ ตั้งแต่ภาพการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ความเหงา ความเศร้า และช่องโหว่ที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ไปจนถึงเรื่องราวจริงจาก พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับสายตรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่มาร่วมสะท้อนปัญหา พร้อมให้คำแนะนำในการป้องกันภัยออนไลน์ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ มิจฉาชีพแอบอ้าง และข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและสภาพจิตใจ
กลลวงของมิจฉาชีพที่ใช้จิตวิทยาหลอกผู้สูงอายุ
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีผู้สูงอายุอายุเกินหกสิบปีจนถึงแปดสิบสี่ปีถูกมิจฉาชีพหลอกไปแล้วสองร้อยห้าสิบสี่ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นสามสิบแปดล้านบาท ตามข้อมูลจากระบบไทยโพสต์ออนไลน์ ซึ่งความเสียหายสูงสุดรายเดียวถึงสามล้านบาท
กลุ่มผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพด้วยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ เป็นผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจและสังคม และเป็นผู้ที่มีเงินเก็บอยู่พอควรเพื่อความมั่นคงในชีวิต นายแพทย์ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ได้อธิบายว่าเทคนิคของมิจฉาชีพใช้กลลวงทางจิตวิทยาผ่านสี่ช่องทางหลัก
• ช่องทางของความกลัว มิจฉาชีพใช้วิธีขู่ให้กลัวด้วยการบอกว่าติดคดีหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรืออาจสร้างความกลัวเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินที่จะหายไป การสร้างความตื่นตระหนกทำให้ผู้สูงอายุตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
• ช่องทางของความหวัง การหลอกให้มีความหวังในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความหวังทางการเงินที่จะได้ผลตอบแทนสูง ความหวังในการมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นจากผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่อ้างว่าหายปวดเข่าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การสร้างความหวังเหล่านี้จะเป็นประตูนำไปสู่การหลอกลวงในขั้นต่อไป
• ช่องทางของความเหงา การสร้างความสัมพันธ์และเป็นเพื่อนคู่ใจเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางใจ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่นใจแล้วนำไปสู่การหลอกลวงในที่สุด ความเหงาเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพใช้ประโยชน์มากที่สุดเพราะผู้สูงอายุหลายคนอยู่คนเดียวและขาดคนพูดคุย
• ช่องทางของความเชื่อใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เติบโตมาในสังคมที่มีความปลอดภัยมากกว่าปัจจุบัน จึงไม่คุ้นชินกับการมีภัยทางสังคมที่มากมายและมีรูปแบบที่หลากหลาย ความเชื่อใจที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงได้
ทั้ง 4 ช่องทางนี้เป็นปัจจัยเริ่มต้นที่นำผู้สูงอายุไปสู่การตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในที่สุด สุขภาพจิตจึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพเนื่องจากสุขภาพจิตคือชีวิตประจำวันที่ทุกคนดำเนินอยู่ทุกวัน มิติด้านสุขภาพใจจึงแฝงอยู่ในทุกสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ
รูปแบบการหลอกลวงยอดฮิตและยอดเสียหาย
• การหลอกให้ลงทุน
มิจฉาชีพจะเข้ามาทักทายและพูดคุยกับผู้สูงอายุผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือไลน์ โดยอาจแกล้งทักผิดแล้วชวนคุยต่อ เนื่องจากรู้ว่าผู้สูงอายุมีความเหงาและไม่ได้ทำงานเหมือนเดิม เมื่อมีคนมาชวนคุยก็มักจะเผลอไปคุยด้วย
การพูดคุยทุกวันจะสร้างความไว้วางใจทีละน้อย จากวันแรกที่ไม่ได้ไว้ใจอะไรเลย แต่พอคุยกันนานเข้าความไว้วางใจก็ก่อตัวขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง สัญญาณเตือนที่สำคัญคือเมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายยังไม่เคยมากินข้าวด้วยหรือพบหน้ากันแต่กลับชวนลงทุนให้รู้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน
พฤติกรรมที่มิจฉาชีพชอบใช้คือการชวนจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปยังอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง โดยเฉพาะการชวนให้ไปแอดไลน์ เพราะการใช้ไลน์ทำให้มิจฉาชีพสามารถคุยได้หลายจอพร้อม ๆ กัน และสามารถดึงเข้ากรุ๊ปโอเพ่นแชทที่มีหน้าม้าหลายคนอยู่ในกลุ่มเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ามีคอมมิวนิตี้จริง ทำให้ผู้ถูกหลอกนึกว่ามีสังคมเพิ่มขึ้น แต่ความจริงทั้งหมดคือหน้าม้าของมิจฉาชีพทั้งนั้น เมื่อใดก็ตามที่ถูกชวนเข้ากรุ๊ปไลน์ให้รู้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ผู้เสียหายในกรณีนี้เสียเงินไปสูงสุดถึงสามล้านบาท การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการลงทุนที่ดูง่ายเกินไปล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระมัดระวัง
• การโทรมาข่มขู่และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่
มิจฉาชีพจะโทรมาแล้วแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หรือแม้แต่กรมบัญชีกลางที่จะคืนเงินตกเบิก โดยจะบอกว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือจะอำนวยความสะดวกให้ในเรื่องต่าง ๆ
วิธีการที่มิจฉาชีพใช้คือสุดท้ายจะให้เปิดแอปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนหรือให้เปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์มือถือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ พอเปลี่ยนแล้วผู้ถูกหลอกก็จะงงและเมื่องงแล้วมิจฉาชีพจะบอกให้เปิดแอปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนหรือกดรหัสรับเงิน ซึ่งนั่นคือการโอนเงินออกไปให้กับมิจฉาชีพโดยที่ไม่รู้ตัว
สิ่งที่ต้องจำคือเจ้าหน้าที่จะไม่มีการโทรหาแบบนี้เด็ดขาด หากมีใครโทรมาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและพยายามจะพูดหวานหูหรืออำนวยความสะดวกให้อย่าหลงเชื่อเลย ผู้เสียหายในกรณีนี้สูญเสียเงินสูงสุดสองล้านบาท
• การหลอกว่าจะช่วยตามเงินคืน
หลังจากที่ถูกหลอกไปแล้ว อาจมีมิจฉาชีพชุดใหม่มาหลอกซ้ำอีกครั้งโดยแอบอ้างว่าสามารถตามเงินคืนให้ได้ ไม่ว่าจะอ้างเป็นตำรวจ ทนายอาสา หรือเพจตำรวจไซเบอร์ มิจฉาชีพใช้การปลอมเสียง ปลอมเอไอ ปลอมเฟซและหน้าตามาหลอกว่าจะเอาเงินคืนให้
คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้คือร้อยเวรที่พบหน้าจริง ๆ ที่สถานีตำรวจ หากถูกหลอกต้องโทรหนึ่งสี่สี่หนึ่งทันทีเพื่ออายัดเงินและรีบไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ อย่าหลงเชื่อใครก็ตามบนโลกออนไลน์ที่บอกว่าช่วยตามเงินคืนให้ได้ เพราะเท่ากับมิจฉาชีพแน่นอน
การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและวิธีป้องกัน
• หลักการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเติมเต็มใจให้เต็มก่อน เพื่อลดความเสี่ยงของการที่จะพึ่งพาการเติมจากมิจฉาชีพ การมีใจที่เต็มเปี่ยมและมีความสุขจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกได้มาก มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและการอยู่โดดเดี่ยวลำพังอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบางอย่างได้ ดังนั้นผู้สูงอายุควรหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในช่องทางอื่น ๆ มารองรับ เช่น การมีกิจกรรมกับเพื่อน ๆ การมีส่วนร่วมในชุมชน หรือการพูดคุยกับครอบครัวบ่อย ๆ
• การสร้างความตระหนักรู้
ผู้สูงอายุควรได้รับการอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของมิจฉาชีพทางออนไลน์ว่ามีรูปแบบอย่างไรบ้างและมีกลโกงอะไรได้บ้าง การเสริมทักษะเรื่องดิจิทัลให้กับผู้สูงอายุก็มีความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้สามารถแยกแยะว่าอะไรเป็นของจริงและอะไรเป็นการหลอกลวง
• การตั้งระบบดูแลในครอบครัว
ครอบครัวควรมีการตั้งระบบเล็ก ๆ ในการช่วยกันดูแลมือถือหรือสมาร์ทโฟนของผู้สูงอายุ ลูกหลานควรหมั่นตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้หรือช่องทางในการดูภาพยนตร์หรือโฆษณาต่าง ๆ อาจตั้งระบบการตรวจสอบความถูกต้องแบบสองชั้นและสร้างความไว้วางใจในครอบครัวให้มั่นคง ทันทีที่เกิดข้อสงสัยหรือเกิดเหตุใดให้ปรึกษาคนในครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก
การดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันคล้ายกับการที่พ่อแม่ดูแลเด็กในอดีต ตอนเด็ก ๆ เล่นมือถือพ่อแม่จะมาแอบดูว่าลูกเล่นเกมอะไรหรือทำการบ้านหรือยัง ปัจจุบันลูกหลานก็ควรดูแลพ่อแม่ในลักษณะเดียวกันว่าพ่อแม่คุยกับใครหรือมีใครมาติดต่อที่น่าสงสัยหรือไม่ การชวนคุยในลักษณะนี้ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดมากและการพูดคุยก็ง่ายขึ้น
สามคำสำคัญที่ต้องจำ
• ไม่เชื่อ: อย่าเชื่อสิ่งที่คนแปลกหน้าบอกง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องเงิน
• ไม่บอก: อย่าบอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินให้คนที่ไม่รู้จัก
• ไม่กด: อย่ากดลิงก์หรือโอนเงินตามที่ถูกบอกทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบ
หากทำตามสามคำนี้จะรอดจากมิจฉาชีพแน่นอน การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะหรือความรู้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพทางสังคมด้วย
แนวทางช่วยเหลือและการดูแลผู้สูงอายุ
• กรณีที่กำลังจะถูกหลอก
หากเห็นวี่แววไม่ชอบมาพากลว่าผู้สูงอายุในบ้านกำลังจะถูกหลอก ไม่ว่าจะเตือนอยู่หน้าตู้ATMหรือหน้าจอมือถือ แต่เขายังไม่เชื่อ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เขาไม่มั่นใจว่าผู้ที่พยายามห้ามปรามได้เข้าใจสถานการณ์ไปพร้อมกับเขาหรือไม่ เพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนที่รับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตนเองมาตลอด
เทคนิคที่สำคัญอันดับแรกคือรับฟังเขาก่อน ขอให้เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นมีจุดเริ่มต้นยังไงและมีที่มาที่ไปอย่างไร พอเล่าให้ฟังเสร็จแล้วค่อยช่วยคิดด้วยกันว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่คิดจริงหรือไม่ การรับฟังอย่างตั้งใจและไม่ตัดสินจะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าถูกเข้าใจและเปิดใจรับฟังคำแนะนำมากขึ้น
• กรณีที่ถูกหลอกไปแล้ว
หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริง ๆ อย่าเพิ่งตำหนิกันและกัน ควรปลอบประโลมจิตใจให้เพราะบางครั้งทำอะไรได้ยากแล้ว ยกเว้นให้กระบวนการทางกฎหมายจัดการต่อไป คนที่อยู่รอบตัวต้องร่วมกันดูแลและให้กำลังใจ การตำหนิจะทำให้ผู้ถูกหลอกรู้สึกแย่ลงไปอีกและอาจปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคต
• ช่องทางการขอความช่วยเหลือ
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าจิตใจไม่แข็งแรง รู้สึกเหงา ว้าเหว่ หรือต้องการคนพูดคุย สามารถโทร 1323 ซึ่งเป็นสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
หากถูกหลอกแล้วหรือพบเบาะแสว่ามีมิจฉาชีพมาติดต่อ ให้โทร 1441 คือศูนย์รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่จะช่วยอายัดเงินและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นต้องรีบไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความอย่างเป็นทางการ
การดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพไม่ใช่แค่อาชญากรรมเท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาของสุขภาพจิตและสุขภาพของสังคมด้วย เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม การสร้างสังคมที่ดูแลกันและกันจะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Fact Check : ฟื้นฟูไตเสื่อม ด้วย 4 พฤติกรรม (จิบน้ำ, ออกกำลังกาย, นอนที่มืด-เย็น, ใช้สมุนไพร)
ข่าวที่แชร์: การรักษาโรคไตด้วยการปรับพฤติกรรม 4 อย่าง ได้แก่ การออกกำลังกาย การดื่มน้ำเยอะ ๆ การนอนในที่มืด+เย็น และการกินสมุนไพร สามารถฟื้นฟูเนื้อไตให้กลับมาทำงานได้ปกติหรือไม่ ?
คำตอบ: ไม่จริง
อย่าเพิ่งเชื่อคลิปแชร์ที่บอกว่า “ไตเสื่อมฟื้นกลับมาปกติได้” ด้วยการดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร ออกกำลังกาย นอนห้องมืด–เย็น–เงียบ และใช้สมุนไพร เพราะบางวิธีอาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต และเสี่ยงทำให้อาการแย่ลงได้ ผู้ป่วยที่เข้าสู่โรคไตเรื้อรังแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูให้ไตกลับมาทำงานปกติเหมือนเดิมได้ แต่สามารถชะลอการเสื่อมของไตให้ลดลงช้าที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย
• การดื่มน้ำ 2-2.5 ลิตร/วัน อาจเกิดผลเสียได้ เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือได้เท่ากับคนปกติ อาจทำให้เกิดภาวะบวม ความดันโลหิตสูง และอาการเหนื่อยง่าย การรับประทานน้ำให้เหมาะสมจึงต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือไตทำงานเหลือน้อยมาก อาจต้องจำกัดน้ำและเกลือให้เหมาะสม
• การนอนหลับให้เพียงพอและถูกวิธีอาจช่วยทำให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งอาจชะลอความเสื่อมของไตทางอ้อมได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าการนอนที่ถูกวิธีจะช่วยฟื้นฟูไตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
• ปัจจุบันไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่ยืนยันว่าสามารถชะลอความเสื่อมของไตหรือฟื้นฟูไตได้ สมุนไพรบางชนิดอาจมีส่วนประกอบของแร่ธาตุหรือโลหะหนักซึ่งอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรที่ไม่ทราบชนิดและควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มใช้
วิธีชะลอความเสื่อมของไตที่ถูกต้องมี 3 หลัก ได้แก่
• ตรวจคัดกรองโรคประจำตัวที่อาจส่งผลต่อไต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และตรวจสุขภาพประจำปี
• หลีกเลี่ยง 3 สิ่ง คือ อาหารรสจัด (หวานจัด เค็มจัด มันจัด) การสูบบุหรี่ และการใช้ยาหรือสมุนไพรที่มีผลต่อไต
• ทำ 3 สิ่ง คือ ออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก ทำอาหารรับประทานเองเพื่อคุมสารอาหารและรสชาติ และติดตามพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:









