70 ปี แห่งการควบคุมโรคเรื้อน สู่เป้าหมายการกำจัดการแพร่โรคอย่างยั่งยืน
การเฝ้าระวังและบทเรียน 70 ปีสาธารณสุขไทย จากรับมือไวรัสนิปาสู่ภารกิจปิดตำนานโรคเรื้อน
ประเทศไทยก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 70 ปีแห่งความสำเร็จในการควบคุมโรคเรื้อน จากโรคที่เคยเป็นปัญหาสาธารณสุข สู่การรักษาที่หายได้ และเป้าหมายใหม่คือการกำจัดการแพร่โรคอย่างยั่งยืน แต่ความท้าทายที่ยังคงอยู่ไม่ใช่เพียงเรื่องโรค แต่คืออคติและความเข้าใจผิด ที่ฝังรากในสังคม รายการ คนสู้โรค Daily ชวนย้อนมองบทเรียนความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมเปิดมุมมองของการกำจัดโรคเรื้อน ท่ามกลางโลกที่การเดินทางและแรงงานข้ามชาติไม่เคยหยุด รวมถึงไขข้อสงสัยเรื่องอาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม และความจริงที่ควรรู้ว่าโรคเรื้อนในวันนี้ รักษาหายได้ ไม่จำเป็นต้องตีตรา ร่วมพูดคุยกับ ศ.(พิเศษ) นพ.ธีระ รามสูต ประธานมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
รับมือไวรัสนิปา การ์ดอย่าตกกับการเฝ้าระวังโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ในขณะที่สถานการณ์โรคระบาดทั่วโลกยังคงมีความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง การระบาดของ "ไวรัสนิปา" (Nipah Virus) ในประเทศอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงนับร้อยราย ได้กลับมาสร้างความตระหนักรู้ให้กับนานาชาติอีกครั้ง โรคนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 13 โรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยมีพาหะหลักคือ "ค้างคาวผลไม้" ซึ่งสามารถแพร่เชื้อไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ เช่น สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ ก่อนจะส่งต่อมาสู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสมูลสัตว์ สารคัดหลั่ง หรือการรับประทานผลไม้ที่มีรอยแทะของค้างคาวตกอยู่ตามพื้น
แม้อาการเริ่มต้นจะดูคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีไข้สูงและปวดศีรษะ แต่ความรุนแรงของไวรัสนิปาคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตอย่างปอดบวมและสมองอักเสบ โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 - 50 หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคที่เคยมีการระบาดครั้งใหญ่มาแล้วในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งไทยมีบทเรียนและองค์ความรู้ในการรับมือเป็นอย่างดี ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายแรก แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำโมเดลการเฝ้าระวังโควิด-19 มาปรับใช้ โดยตั้งจุดคัดกรองเข้มข้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจจับผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการไข้หรือระบบทางเดินหายใจ พร้อมส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาทันที สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ และหลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ
โรคเรื้อน ภัยเงียบทำลายเส้นประสาทที่รักษาหายได้หากรู้เท่าทัน
อีกด้านหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สาธารณสุขไทย คือวาระครบรอบ 70 ปีของการควบคุม "โรคเรื้อน" (Leprosy) โรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium leprae ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้อวัณโรค แต่มีเป้าหมายการโจมตีที่แตกต่างกัน โดยเชื้อโรคเรื้อนจะมุ่งเน้นทำลายผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย ความน่ากลัวของโรคนี้คือระยะฟักตัวที่ยาวนานถึง 3 - 5 ปี และอาการที่แสดงออกมักเป็น "ภัยเงียบ" ที่สังเกตได้ยากในระยะแรก ผู้ป่วยจะมีรอยโรคเป็นวงด่างสีขาวหรือแดงตามผิวหนัง แต่จุดสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากโรคผิวหนังทั่วไปคือบริเวณนั้นจะ "ไม่คัน" และมีอาการ "ชา" จนหยิกไม่เจ็บ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเชื้อได้เข้าทำลายเส้นประสาทใต้ผิวหนังแล้ว
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะแบ่งตัวและลุกลามเข้าสู่เส้นประสาทใหญ่ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดความพิการทางกายภาพที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อลีบ มือหงิกงอ นิ้วกุด หรือกระดูกถูกทำลายเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการแพทย์มีความก้าวหน้าไปมาก โดยมียาเคมีบำบัดผสมแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพียงรับประทานยาที่มีส่วนผสมของ Rifampicin เพียงเม็ดเดียว ก็สามารถฆ่าเชื้อที่มีชีวิตได้ถึง 99.99% ภายในเวลาสั้น ๆ ซึ่งช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อและป้องกันความพิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ยังระบุว่าคนทั่วไปกว่าร้อยละ 95 มีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตามธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสป่วย จึงไม่ควรตื่นตระหนกหรือรังเกียจผู้ป่วย
70 ปี ราชประชาสมาสัย พลิกฟื้นชีวิตผู้ป่วยสู่การยอมรับของสังคม
ความสำเร็จในการควบคุมโรคเรื้อนของไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ แต่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อตั้ง "สถาบันราชประชาสมาสัย" ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 ในยุคที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยสูงถึง 140,000 ราย และสังคมยังเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ แนวพระราชดำริ "ราชประชาสมาสัย" ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์และประชาชนย่อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการปัญหาโรคเรื้อนจากการกักกันแยกโรค มาสู่การรักษาและฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
โครงการพระราชดำรินี้ครอบคลุมทั้งการวิจัย การฝึกอบรมบุคลากร และการแก้ปัญหาสังคมด้วยการจัดตั้งโรงเรียนราชประชาสมาสัย เพื่อให้ลูกหลานของผู้ป่วยที่เคยถูกปฏิเสธจากสถานศึกษาทั่วไปได้มีโอกาสเรียนร่วมกับเด็กปกติ การรณรงค์อย่างต่อเนื่องช่วยลดการตีตราทางสังคม ทำให้ผู้ป่วยกล้าที่จะเปิดเผยตัวและเข้ารับการรักษามากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมหาศาล จากแสนกว่ารายเหลือเพียงผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนรักษา 155 คนในปัจจุบัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนความชุกเพียง 0.1 ต่อประชากรหมื่นคน ซึ่งถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคเรื้อนตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกก่อนกำหนดการจริงถึง 13 ปี และสามารถเปลี่ยนนิคมโรคเรื้อนให้กลายเป็นชุมชนปกติที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างมีความสุข
มุ่งสู่ปี 2570 ปฏิบัติการเชิงรุกและเทคโนโลยีเพื่อไทยปลอดโรคเรื้อน
แม้ตัวเลขผู้ป่วยจะลดลงจนน่าพอใจ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังคงเดินหน้าด้วยเป้าหมายที่ท้าทายยิ่งกว่า คือการประกาศให้ประเทศไทย "ปลอดโรคเรื้อน" (Leprosy Free) อย่างสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2570 โดยนิยามความสำเร็จนี้วัดจาก 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่ การไม่ตีตราผู้ป่วยเพื่อเปิดทางให้เข้าถึงการรักษา การลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาให้เหลือศูนย์ และการตัดวงจรการระบาดไม่ให้มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น ปัจจุบันอำเภอทั่วประเทศกว่าร้อยละ 96 สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์แล้ว เหลือเพียงพื้นที่ส่วนน้อยที่ต้องเร่งรัดจัดการ
ความท้าทายสำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่คือการจัดการกับกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากสถิติพบว่าผู้ป่วยรายใหม่กว่าร้อยละ 40 เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัสเตือนไว้เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของประชากร กรมควบคุมโรคจึงต้องปรับกลยุทธ์เป็นเชิงรุก โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อเข้าถึงแรงงานนอกระบบ และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เพื่อช่วยสื่อสารและคัดกรอง นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคทางไกลผ่านภาพถ่าย เพื่อให้การค้นหาผู้ป่วยทำได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดก่อนที่จะเกิดความพิการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโรคเรื้อนจะกลายเป็นเพียงอดีตและไม่กลับมาคุกคามสุขภาพคนไทยอีกต่อไป
จากบทเรียนความสำเร็จในอดีตสู่ความท้าทายในอนาคต คุณคิดว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยให้ไทยไปถึงเป้าหมาย "แผ่นดินปลอดโรคเรื้อน" ได้เร็วขึ้นหรือไม่?
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
การเฝ้าระวังและบทเรียน 70 ปีสาธารณสุขไทย จากรับมือไวรัสนิปาสู่ภารกิจปิดตำนานโรคเรื้อน
ประเทศไทยก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 70 ปีแห่งความสำเร็จในการควบคุมโรคเรื้อน จากโรคที่เคยเป็นปัญหาสาธารณสุข สู่การรักษาที่หายได้ และเป้าหมายใหม่คือการกำจัดการแพร่โรคอย่างยั่งยืน แต่ความท้าทายที่ยังคงอยู่ไม่ใช่เพียงเรื่องโรค แต่คืออคติและความเข้าใจผิด ที่ฝังรากในสังคม รายการ คนสู้โรค Daily ชวนย้อนมองบทเรียนความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมเปิดมุมมองของการกำจัดโรคเรื้อน ท่ามกลางโลกที่การเดินทางและแรงงานข้ามชาติไม่เคยหยุด รวมถึงไขข้อสงสัยเรื่องอาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม และความจริงที่ควรรู้ว่าโรคเรื้อนในวันนี้ รักษาหายได้ ไม่จำเป็นต้องตีตรา ร่วมพูดคุยกับ ศ.(พิเศษ) นพ.ธีระ รามสูต ประธานมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
รับมือไวรัสนิปา การ์ดอย่าตกกับการเฝ้าระวังโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ในขณะที่สถานการณ์โรคระบาดทั่วโลกยังคงมีความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง การระบาดของ "ไวรัสนิปา" (Nipah Virus) ในประเทศอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงนับร้อยราย ได้กลับมาสร้างความตระหนักรู้ให้กับนานาชาติอีกครั้ง โรคนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 13 โรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยมีพาหะหลักคือ "ค้างคาวผลไม้" ซึ่งสามารถแพร่เชื้อไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ เช่น สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ ก่อนจะส่งต่อมาสู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสมูลสัตว์ สารคัดหลั่ง หรือการรับประทานผลไม้ที่มีรอยแทะของค้างคาวตกอยู่ตามพื้น
แม้อาการเริ่มต้นจะดูคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีไข้สูงและปวดศีรษะ แต่ความรุนแรงของไวรัสนิปาคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตอย่างปอดบวมและสมองอักเสบ โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 - 50 หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคที่เคยมีการระบาดครั้งใหญ่มาแล้วในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งไทยมีบทเรียนและองค์ความรู้ในการรับมือเป็นอย่างดี ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายแรก แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำโมเดลการเฝ้าระวังโควิด-19 มาปรับใช้ โดยตั้งจุดคัดกรองเข้มข้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจจับผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการไข้หรือระบบทางเดินหายใจ พร้อมส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาทันที สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ และหลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ
โรคเรื้อน ภัยเงียบทำลายเส้นประสาทที่รักษาหายได้หากรู้เท่าทัน
อีกด้านหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สาธารณสุขไทย คือวาระครบรอบ 70 ปีของการควบคุม "โรคเรื้อน" (Leprosy) โรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium leprae ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้อวัณโรค แต่มีเป้าหมายการโจมตีที่แตกต่างกัน โดยเชื้อโรคเรื้อนจะมุ่งเน้นทำลายผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย ความน่ากลัวของโรคนี้คือระยะฟักตัวที่ยาวนานถึง 3 - 5 ปี และอาการที่แสดงออกมักเป็น "ภัยเงียบ" ที่สังเกตได้ยากในระยะแรก ผู้ป่วยจะมีรอยโรคเป็นวงด่างสีขาวหรือแดงตามผิวหนัง แต่จุดสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากโรคผิวหนังทั่วไปคือบริเวณนั้นจะ "ไม่คัน" และมีอาการ "ชา" จนหยิกไม่เจ็บ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเชื้อได้เข้าทำลายเส้นประสาทใต้ผิวหนังแล้ว
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะแบ่งตัวและลุกลามเข้าสู่เส้นประสาทใหญ่ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดความพิการทางกายภาพที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อลีบ มือหงิกงอ นิ้วกุด หรือกระดูกถูกทำลายเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการแพทย์มีความก้าวหน้าไปมาก โดยมียาเคมีบำบัดผสมแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพียงรับประทานยาที่มีส่วนผสมของ Rifampicin เพียงเม็ดเดียว ก็สามารถฆ่าเชื้อที่มีชีวิตได้ถึง 99.99% ภายในเวลาสั้น ๆ ซึ่งช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อและป้องกันความพิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ยังระบุว่าคนทั่วไปกว่าร้อยละ 95 มีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตามธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสป่วย จึงไม่ควรตื่นตระหนกหรือรังเกียจผู้ป่วย
70 ปี ราชประชาสมาสัย พลิกฟื้นชีวิตผู้ป่วยสู่การยอมรับของสังคม
ความสำเร็จในการควบคุมโรคเรื้อนของไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ แต่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อตั้ง "สถาบันราชประชาสมาสัย" ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 ในยุคที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยสูงถึง 140,000 ราย และสังคมยังเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ แนวพระราชดำริ "ราชประชาสมาสัย" ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์และประชาชนย่อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการปัญหาโรคเรื้อนจากการกักกันแยกโรค มาสู่การรักษาและฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
โครงการพระราชดำรินี้ครอบคลุมทั้งการวิจัย การฝึกอบรมบุคลากร และการแก้ปัญหาสังคมด้วยการจัดตั้งโรงเรียนราชประชาสมาสัย เพื่อให้ลูกหลานของผู้ป่วยที่เคยถูกปฏิเสธจากสถานศึกษาทั่วไปได้มีโอกาสเรียนร่วมกับเด็กปกติ การรณรงค์อย่างต่อเนื่องช่วยลดการตีตราทางสังคม ทำให้ผู้ป่วยกล้าที่จะเปิดเผยตัวและเข้ารับการรักษามากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมหาศาล จากแสนกว่ารายเหลือเพียงผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนรักษา 155 คนในปัจจุบัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนความชุกเพียง 0.1 ต่อประชากรหมื่นคน ซึ่งถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคเรื้อนตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกก่อนกำหนดการจริงถึง 13 ปี และสามารถเปลี่ยนนิคมโรคเรื้อนให้กลายเป็นชุมชนปกติที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างมีความสุข
มุ่งสู่ปี 2570 ปฏิบัติการเชิงรุกและเทคโนโลยีเพื่อไทยปลอดโรคเรื้อน
แม้ตัวเลขผู้ป่วยจะลดลงจนน่าพอใจ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังคงเดินหน้าด้วยเป้าหมายที่ท้าทายยิ่งกว่า คือการประกาศให้ประเทศไทย "ปลอดโรคเรื้อน" (Leprosy Free) อย่างสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2570 โดยนิยามความสำเร็จนี้วัดจาก 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่ การไม่ตีตราผู้ป่วยเพื่อเปิดทางให้เข้าถึงการรักษา การลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรักษาให้เหลือศูนย์ และการตัดวงจรการระบาดไม่ให้มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น ปัจจุบันอำเภอทั่วประเทศกว่าร้อยละ 96 สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์แล้ว เหลือเพียงพื้นที่ส่วนน้อยที่ต้องเร่งรัดจัดการ
ความท้าทายสำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่คือการจัดการกับกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากสถิติพบว่าผู้ป่วยรายใหม่กว่าร้อยละ 40 เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัสเตือนไว้เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของประชากร กรมควบคุมโรคจึงต้องปรับกลยุทธ์เป็นเชิงรุก โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อเข้าถึงแรงงานนอกระบบ และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เพื่อช่วยสื่อสารและคัดกรอง นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคทางไกลผ่านภาพถ่าย เพื่อให้การค้นหาผู้ป่วยทำได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดก่อนที่จะเกิดความพิการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโรคเรื้อนจะกลายเป็นเพียงอดีตและไม่กลับมาคุกคามสุขภาพคนไทยอีกต่อไป
จากบทเรียนความสำเร็จในอดีตสู่ความท้าทายในอนาคต คุณคิดว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยให้ไทยไปถึงเป้าหมาย "แผ่นดินปลอดโรคเรื้อน" ได้เร็วขึ้นหรือไม่?
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:









