ดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ พร้อมเช็กสูตร "ไข่ดิบ + นมดิบ" เพิ่มกล้ามเนื้อจริงหรือไม่
คนสู้โรคจะชวนคุณผู้ชมมาพูดคุยกันเรื่องของเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับใครหลาย ๆ คน นั่นก็คือ “กาแฟ” ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนเลือกที่จะดื่มในตอนท้องว่าง หรือดื่มแทนการรับประทานอาหารกันเลย ด้วยพฤติกรรมการดื่มกาแฟแบบนี้ ทำให้กระทบกับเรื่องของสุขภาพ วันนี้คนสู้โรคจะชวนคุณผู้ชมไปหาคำตอบกับปัญหานี้พร้อมกันค่ะ ว่าต้องดื่มกาแฟอย่างไร ไม่ให้อันตรายถึงชีวิตของผู้สูงวัย
ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ การดื่มตอนท้องว่างจึงทำให้กระเพาะเป็นกรดมากขึ้น ผู้ที่มีปัญหากรดเกินอยู่แล้วอาจรู้สึกไม่สบายท้อง ส่วนกรณีผู้สูงอายุที่ตื่นเช้ามาดื่มกาแฟแทนมื้อเช้าแล้วเกิดอาการวูบหรือเป็นลม เกิดจากการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานมานาน เพราะหลังมื้อเย็นจนถึงเช้าเป็นช่วงที่ระดับน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว เมื่อดื่มกาแฟดำซึ่งไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็ยังไม่ได้พลังงาน ทำให้ช่วงที่น้ำตาลต่ำยาวนานเกินไปจนเกิดอาการวูบได้
หากต้องการดื่มกาแฟตอนเช้า การเลือกสูตรจึงสำคัญ กาแฟที่ชงกับนม นมโอ๊ต หรือนมธัญพืช รวมถึงการดื่มคู่กับขนม จะช่วยให้ได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน แต่ถ้าเป็นกาแฟดำล้วนจะไม่ได้พลังงานใด ๆ เลย ทั้งนี้ ในเรื่องของชนิดกาแฟ เมล็ดกาแฟหลักของโลกแบ่งเป็นอาราบิกาที่ค่อนข้างพรีเมียม รสคุ้นเคย และโรบัสตาที่ออกขมกว่า ทั้งสองชนิดให้คาเฟอีนเหมือนกัน โดยปริมาณคาเฟอีนขึ้นอยู่กับระดับการคั่ว การคั่วอ่อนจะเหลือคาเฟอีนมาก ส่วนการคั่วเข้มคาเฟอีนจะสลายลงไปบ้าง ดังนั้นความเชื่อที่ว่ากาแฟยิ่งขมยิ่งทำให้ตื่น จึงไม่จริงเสมอไป เพราะปริมาณคาเฟอีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความขม แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณผงกาแฟที่ใช้
ปริมาณที่เหมาะสมและประโยชน์ของกาแฟต่อสุขภาพ
โดยปกติไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นกาแฟประมาณ 2-4 แก้ว (กาแฟ 1 แก้วมีคาเฟอีนราว 100 มิลลิกรัม) สำหรับคนไทยทั่วไปที่ดื่มเพื่อรักษาสุขภาพ เพียงวันละ 2 แก้วก็เพียงพอ การดื่มวันละ 3-4 แก้วยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่หากเกิน 4 แก้วอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและความดันโลหิต นอกจากนี้ กาแฟสดยังให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่ากาแฟสำเร็จรูป
กาแฟยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบ ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากศึกษาความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน โดยมีแนวโน้มว่าอาจช่วยได้ อย่างไรก็ตาม กาแฟไม่ใช่สิ่งวิเศษที่จะทำให้โรคหายไป ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมร่วมด้วย ทั้งนี้ กาแฟที่ใช้ในการศึกษาเป็นกาแฟดำประมาณ 3-4 แก้วต่อวัน ที่ไม่ใส่น้ำตาลและนม จึงจะได้ประโยชน์ตามที่ต้องการโดยไม่ได้รับไขมันและพลังงานส่วนเกิน
ในด้านข้อควรระวัง ผู้ที่ต้องควบคุมความดันโลหิตและผู้มีโรคกระเพาะควรเฝ้าระวังปริมาณการดื่ม ส่วนการรับประทานยาควรดื่มกับน้ำเปล่าเท่านั้น ไม่ควรดื่มกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มหรือลดการดูดซึมยา เช่นเดียวกับการรับประทานแคลเซียมที่ไม่ควรกินคู่กับกาแฟ เพราะจะลดการดูดซึม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน จึงควรเว้นระยะมื้อให้ห่างกัน
เลิกหรือลดกาแฟแล้วปวดหัว และเคล็ดลับดื่มอย่างถูกวิธี
อาการปวดหัวเมื่อไม่ได้ดื่มกาแฟตามเวลาปกติเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อุปาทาน เกิดจากภาวะถอนคาเฟอีน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังหยุดดื่ม และอาจคงอยู่ราว 1 สัปดาห์หรือมากกว่า ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ลดลงเองเมื่อร่างกายเริ่มชิน สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะลดหรือเลิกกาแฟ แนะนำให้ค่อย ๆ ลดปริมาณลงครั้งละ 1 ใน 4 จากที่เคยดื่ม ไม่ควรหยุดทันที และสามารถดื่มเครื่องดื่มอื่นทดแทนความสดชื่นได้ เช่น ชาอ่อน ๆ หรือน้ำผลไม้ ส่วนผู้ที่ต้องการคาเฟอีนแต่อยากเปลี่ยนจากกาแฟ ก็สามารถดื่มชาหรือโกโก้ที่มีคาเฟอีนเช่นกันได้
ส่วนคำถามที่พบบ่อย เช่น การปัสสาวะมีกลิ่นกาแฟ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณว่าดื่มน้ำไม่เพียงพอจนปัสสาวะเข้มข้น โดยควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5-2 ลิตร และไม่ใช้กาแฟเป็นแหล่งน้ำของร่างกาย ขณะที่การดื่มกาแฟตอนเช้าอาจช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ แต่การขับถ่ายที่ดียังต้องอาศัยกากใยและการดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย
ข้อแนะนำสำหรับการดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ ผู้ที่ดื่มเป็นประจำควรจำกัดไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน เลือกเป็นกาแฟดำที่ไม่เติมครีมเทียม นม หรือน้ำตาลมากเกินไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรควบคุมปริมาณเพื่อไม่ให้ฤทธิ์ของกาแฟไปรบกวนโรคที่เป็นอยู่ และเนื่องจากกาแฟมีผลต่อการนอน จึงควรเว้นระยะมื้อสุดท้ายให้ห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
Fact Check : สูตรอาหาร ไข่ดิบ+นมดิบ เสริมกล้ามเนื้อ จริงหรือไม่ ?
เรื่องที่แชร์ : “กินไข่ดิบกับนมดิบ” จะช่วยให้ได้รับโปรตีนแบบเต็มที่ เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย
คำตอบ: ไม่จริง
มีข้อมูลแชร์กันในโลกออนไลน์ว่าสูตรผสมระหว่างไข่ดิบกับนมสด ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและโปรตีนได้รวดเร็ว เหมาะกับสายออกกำลังกายและเล่นเวต ผลการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง แม้นมดิบและไข่ดิบจะเป็นแหล่งโปรตีนสูงจริง แต่เป็นโปรตีนที่มาพร้อมอันตราย จึงไม่แนะนำให้รับประทาน
ในไข่ดิบมีเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งอยู่ที่เปลือกไข่และมีโอกาสปนเปื้อนลงในเนื้อไข่ได้ เชื้อนี้ทำให้ติดเชื้อในทางเดินอาหารและกระแสเลือด นอกจากนี้ในเนื้อไข่ดิบยังมีโปรตีนชื่ออะวิดิน (Avidin) ที่ย่อยยากและไปจับกับไบโอติน (Biotin) ซึ่งเป็นแร่ธาตุบำรุงเส้นผม ผู้ที่มีปัญหาผมบางจึงไม่ควรรับประทานไข่ดิบ ส่วนนมดิบมีเชื้อที่น่ากังวลอย่างอีโคไล (E. coli) และลิสทีเรีย (Listeria) ซึ่งเป็นเหตุผลที่นมต้องผ่านความร้อนด้วยกระบวนการพาสเจอไรซ์หรือสเตอริไลซ์เพื่อฆ่าเชื้อ อีกทั้งนมดิบยังทำให้ผู้ที่ย่อยนมยากเกิดอาการท้องอืดได้ง่ายขึ้น สรุปคือสูตรนี้ไม่เพียงไม่ได้โปรตีนเพิ่ม แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและท้องเสียรุนแรง จึงเลือกรับประทานไข่สุกและนมสุกจะปลอดภัยและได้ประโยชน์ครบถ้วนกว่า
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ แนะนำให้เลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ไข่สุก เนื้อสีขาวอย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ ซึ่งดีกว่าเนื้อแดงที่มักมีไขมันแทรกและอาจกระตุ้นการอักเสบ รวมถึงถั่วต่าง ๆ ที่ต้องแช่น้ำและทำให้สุกก่อน ส่วนผู้ที่ต้องการโปรตีนเข้มข้นจากนมแต่ดื่มนมได้ไม่มาก สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการระเหยน้ำออก เช่น ชีส (เนยแข็ง 1 แผ่นเทียบเท่านม 1 แก้ว) หรือกรีกโยเกิร์ตที่มีโปรตีนเข้มข้นสูง
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ พร้อมเช็กสูตร "ไข่ดิบ + นมดิบ" เพิ่มกล้ามเนื้อจริงหรือไม่
คนสู้โรคจะชวนคุณผู้ชมมาพูดคุยกันเรื่องของเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับใครหลาย ๆ คน นั่นก็คือ “กาแฟ” ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนเลือกที่จะดื่มในตอนท้องว่าง หรือดื่มแทนการรับประทานอาหารกันเลย ด้วยพฤติกรรมการดื่มกาแฟแบบนี้ ทำให้กระทบกับเรื่องของสุขภาพ วันนี้คนสู้โรคจะชวนคุณผู้ชมไปหาคำตอบกับปัญหานี้พร้อมกันค่ะ ว่าต้องดื่มกาแฟอย่างไร ไม่ให้อันตรายถึงชีวิตของผู้สูงวัย
ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ การดื่มตอนท้องว่างจึงทำให้กระเพาะเป็นกรดมากขึ้น ผู้ที่มีปัญหากรดเกินอยู่แล้วอาจรู้สึกไม่สบายท้อง ส่วนกรณีผู้สูงอายุที่ตื่นเช้ามาดื่มกาแฟแทนมื้อเช้าแล้วเกิดอาการวูบหรือเป็นลม เกิดจากการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานมานาน เพราะหลังมื้อเย็นจนถึงเช้าเป็นช่วงที่ระดับน้ำตาลต่ำอยู่แล้ว เมื่อดื่มกาแฟดำซึ่งไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็ยังไม่ได้พลังงาน ทำให้ช่วงที่น้ำตาลต่ำยาวนานเกินไปจนเกิดอาการวูบได้
หากต้องการดื่มกาแฟตอนเช้า การเลือกสูตรจึงสำคัญ กาแฟที่ชงกับนม นมโอ๊ต หรือนมธัญพืช รวมถึงการดื่มคู่กับขนม จะช่วยให้ได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน แต่ถ้าเป็นกาแฟดำล้วนจะไม่ได้พลังงานใด ๆ เลย ทั้งนี้ ในเรื่องของชนิดกาแฟ เมล็ดกาแฟหลักของโลกแบ่งเป็นอาราบิกาที่ค่อนข้างพรีเมียม รสคุ้นเคย และโรบัสตาที่ออกขมกว่า ทั้งสองชนิดให้คาเฟอีนเหมือนกัน โดยปริมาณคาเฟอีนขึ้นอยู่กับระดับการคั่ว การคั่วอ่อนจะเหลือคาเฟอีนมาก ส่วนการคั่วเข้มคาเฟอีนจะสลายลงไปบ้าง ดังนั้นความเชื่อที่ว่ากาแฟยิ่งขมยิ่งทำให้ตื่น จึงไม่จริงเสมอไป เพราะปริมาณคาเฟอีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความขม แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณผงกาแฟที่ใช้
ปริมาณที่เหมาะสมและประโยชน์ของกาแฟต่อสุขภาพ
โดยปกติไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นกาแฟประมาณ 2-4 แก้ว (กาแฟ 1 แก้วมีคาเฟอีนราว 100 มิลลิกรัม) สำหรับคนไทยทั่วไปที่ดื่มเพื่อรักษาสุขภาพ เพียงวันละ 2 แก้วก็เพียงพอ การดื่มวันละ 3-4 แก้วยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่หากเกิน 4 แก้วอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและความดันโลหิต นอกจากนี้ กาแฟสดยังให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่ากาแฟสำเร็จรูป
กาแฟยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบ ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากศึกษาความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน โดยมีแนวโน้มว่าอาจช่วยได้ อย่างไรก็ตาม กาแฟไม่ใช่สิ่งวิเศษที่จะทำให้โรคหายไป ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมร่วมด้วย ทั้งนี้ กาแฟที่ใช้ในการศึกษาเป็นกาแฟดำประมาณ 3-4 แก้วต่อวัน ที่ไม่ใส่น้ำตาลและนม จึงจะได้ประโยชน์ตามที่ต้องการโดยไม่ได้รับไขมันและพลังงานส่วนเกิน
ในด้านข้อควรระวัง ผู้ที่ต้องควบคุมความดันโลหิตและผู้มีโรคกระเพาะควรเฝ้าระวังปริมาณการดื่ม ส่วนการรับประทานยาควรดื่มกับน้ำเปล่าเท่านั้น ไม่ควรดื่มกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มหรือลดการดูดซึมยา เช่นเดียวกับการรับประทานแคลเซียมที่ไม่ควรกินคู่กับกาแฟ เพราะจะลดการดูดซึม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน จึงควรเว้นระยะมื้อให้ห่างกัน
เลิกหรือลดกาแฟแล้วปวดหัว และเคล็ดลับดื่มอย่างถูกวิธี
อาการปวดหัวเมื่อไม่ได้ดื่มกาแฟตามเวลาปกติเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อุปาทาน เกิดจากภาวะถอนคาเฟอีน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังหยุดดื่ม และอาจคงอยู่ราว 1 สัปดาห์หรือมากกว่า ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ลดลงเองเมื่อร่างกายเริ่มชิน สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะลดหรือเลิกกาแฟ แนะนำให้ค่อย ๆ ลดปริมาณลงครั้งละ 1 ใน 4 จากที่เคยดื่ม ไม่ควรหยุดทันที และสามารถดื่มเครื่องดื่มอื่นทดแทนความสดชื่นได้ เช่น ชาอ่อน ๆ หรือน้ำผลไม้ ส่วนผู้ที่ต้องการคาเฟอีนแต่อยากเปลี่ยนจากกาแฟ ก็สามารถดื่มชาหรือโกโก้ที่มีคาเฟอีนเช่นกันได้
ส่วนคำถามที่พบบ่อย เช่น การปัสสาวะมีกลิ่นกาแฟ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณว่าดื่มน้ำไม่เพียงพอจนปัสสาวะเข้มข้น โดยควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5-2 ลิตร และไม่ใช้กาแฟเป็นแหล่งน้ำของร่างกาย ขณะที่การดื่มกาแฟตอนเช้าอาจช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ แต่การขับถ่ายที่ดียังต้องอาศัยกากใยและการดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย
ข้อแนะนำสำหรับการดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ ผู้ที่ดื่มเป็นประจำควรจำกัดไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน เลือกเป็นกาแฟดำที่ไม่เติมครีมเทียม นม หรือน้ำตาลมากเกินไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรควบคุมปริมาณเพื่อไม่ให้ฤทธิ์ของกาแฟไปรบกวนโรคที่เป็นอยู่ และเนื่องจากกาแฟมีผลต่อการนอน จึงควรเว้นระยะมื้อสุดท้ายให้ห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
Fact Check : สูตรอาหาร ไข่ดิบ+นมดิบ เสริมกล้ามเนื้อ จริงหรือไม่ ?
เรื่องที่แชร์ : “กินไข่ดิบกับนมดิบ” จะช่วยให้ได้รับโปรตีนแบบเต็มที่ เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย
คำตอบ: ไม่จริง
มีข้อมูลแชร์กันในโลกออนไลน์ว่าสูตรผสมระหว่างไข่ดิบกับนมสด ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและโปรตีนได้รวดเร็ว เหมาะกับสายออกกำลังกายและเล่นเวต ผลการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง แม้นมดิบและไข่ดิบจะเป็นแหล่งโปรตีนสูงจริง แต่เป็นโปรตีนที่มาพร้อมอันตราย จึงไม่แนะนำให้รับประทาน
ในไข่ดิบมีเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งอยู่ที่เปลือกไข่และมีโอกาสปนเปื้อนลงในเนื้อไข่ได้ เชื้อนี้ทำให้ติดเชื้อในทางเดินอาหารและกระแสเลือด นอกจากนี้ในเนื้อไข่ดิบยังมีโปรตีนชื่ออะวิดิน (Avidin) ที่ย่อยยากและไปจับกับไบโอติน (Biotin) ซึ่งเป็นแร่ธาตุบำรุงเส้นผม ผู้ที่มีปัญหาผมบางจึงไม่ควรรับประทานไข่ดิบ ส่วนนมดิบมีเชื้อที่น่ากังวลอย่างอีโคไล (E. coli) และลิสทีเรีย (Listeria) ซึ่งเป็นเหตุผลที่นมต้องผ่านความร้อนด้วยกระบวนการพาสเจอไรซ์หรือสเตอริไลซ์เพื่อฆ่าเชื้อ อีกทั้งนมดิบยังทำให้ผู้ที่ย่อยนมยากเกิดอาการท้องอืดได้ง่ายขึ้น สรุปคือสูตรนี้ไม่เพียงไม่ได้โปรตีนเพิ่ม แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและท้องเสียรุนแรง จึงเลือกรับประทานไข่สุกและนมสุกจะปลอดภัยและได้ประโยชน์ครบถ้วนกว่า
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ แนะนำให้เลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ไข่สุก เนื้อสีขาวอย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ ซึ่งดีกว่าเนื้อแดงที่มักมีไขมันแทรกและอาจกระตุ้นการอักเสบ รวมถึงถั่วต่าง ๆ ที่ต้องแช่น้ำและทำให้สุกก่อน ส่วนผู้ที่ต้องการโปรตีนเข้มข้นจากนมแต่ดื่มนมได้ไม่มาก สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการระเหยน้ำออก เช่น ชีส (เนยแข็ง 1 แผ่นเทียบเท่านม 1 แก้ว) หรือกรีกโยเกิร์ตที่มีโปรตีนเข้มข้นสูง
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:




























































