นิ่วในตา มาจากไหน ใครเสี่ยง
โรคนิ่วในตา (Conjunctival Concretion) เป็นภาวะความเสื่อมของเยื่อบุตา เกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมของเซลล์เยื่อบุตาที่ตายแล้วร่วมกับคราบไขมันหรือแคลเซียม ตกตะกอนจนกลายเป็นจุดหรือก้อนเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเหลืองใต้แผ่นเยื่อบุตา ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้เมื่อพลิกดูบริเวณด้านในของเปลือกตาบนหรือเปลือกตาชั้นล่าง ภาวะนี้แตกต่างจากต่อมไขมันอุดตันบริเวณขอบเปลือกตาหรือตากุ้งยิง โดยทั่วไป ก้อนนิ่วในตาที่ฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุตาจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงและไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แต่หากก้อนนิ่วเจริญเติบโตจนโผล่พ้นชั้นเยื่อบุตาออกมา จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาตลอดเวลา การขยี้ตาหรือการล้างตาด้วยน้ำเปล่ามักจะไม่ทำให้อาการเคืองหายไป
ปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมกระตุ้นการเกิดนิ่วในตา
ภาวะนิ่วในตาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย โดยมีสาเหตุหลักดังนี้
- ความเสื่อมตามวัย: มักพบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากความเสื่อมสภาพของเยื่อบุตาตามธรรมชาติ
- ภาวะตาแห้งเรื้อรัง: การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ รวมถึงการทำงานในห้องแอร์ จะกระตุ้นให้ตาแห้งและเกิดการอักเสบจนกลายเป็นนิ่วในตา
- อาการอักเสบและโรคประจำตัว: ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ขึ้นตา หรือมีภาวะต่อมไขมันที่ขอบเปลือกตาอุดตัน จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- การสะสมสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง: การแต่งหน้าใกล้ชิดดวงตา เช่น การเขียนอินไลเนอร์ การติดขนตาปลอม หรือการล้างเครื่องสำอางบริเวณขอบตาไม่สะอาด ทำให้เกิดการสะสมและอุดตัน
- สภาพแวดล้อม: การเผชิญแสงแดด ลม ฝุ่นละออง หรือควันในพื้นที่กลางแจ้ง กระตุ้นให้ตาแห้งและเยื่อบุตาอักเสบ
แนวทางการรักษาและการดูแลป้องกันดวงตาอย่างถูกวิธี
เมื่อมีอาการเคืองตาคล้ายมีสิ่งแปลกปลอม ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือ การห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เยื่อบุตาบวม เกิดแผลครูดบนกระจกตา และกระตุ้นให้อาการอักเสบหรือภูมิแพ้รุนแรงขึ้น หากก้อนนิ่วโผล่พ้นเยื่อบุตาออกมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดออกให้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด
สำหรับการป้องกันนิ่วในตาและการดูแลสุขภาพดวงตาในชีวิตประจำวัน สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ใช้น้ำตาเทียม: สามารถหยอดน้ำตาเทียมเป็นประจำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาเทียมสูตรเย็นหรือยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสารเคมีอื่น ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- ทำความสะอาดขอบเปลือกตา: ผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำควรใช้น้ำยาทำความสะอาดขอบตาโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูเด็กสูตรไม่ระคายเคืองตาเจือจางด้วยน้ำสะอาด เช็ดทำความสะอาดบริเวณโคนขนตา
- การปรับพฤติกรรมใช้คอนแทคเลนส์: หากจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ ควรเลือกชนิดรายวัน ใส่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และหลีกเลี่ยงคอนแทคเลนส์ประเภทบิ๊กอาย
- สวมแว่นตากันแดด: สวมแว่นตากันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV เป็นประจำเมื่อต้องออกแดด เพื่อป้องกันความเสื่อมของดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจก
Fact Check : เป็นไมเกรนบ่อยเสี่ยง! "เส้นเลือดสมองแตก" มากกว่าคนปกติ 46% จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : ใครที่ปวดหัวบ่อย ๆ โดยเฉพาะปวดหัวไมเกรน เคยได้ยินความเชื่อนี้ไหม? ว่าคนที่ปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ จะมีความเสี่ยง "เส้นเลือดสมองแตก" มากกว่าคนปกติถึง 46% เรียกว่า เป็นเรื่องที่น่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนที่เป็นไมเกรนเป็นประจำไม่น้อย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบ
คำตอบ: ไม่จริง
ผู้ป่วยโรคไมเกรนไม่ได้มีความเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองแตกถึง 46% ตามที่มีข้อมูลแชร์กันอย่างแพร่หลาย โรคหลอดเลือดสมองแตกและโรคไมเกรนมีกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกัน แม้อาการปวดศีรษะจะมีความคล้ายคลึงกันจนสร้างความสับสน แต่ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่มีลักษณะปวดแบบตุบ ๆ ข้างเดียวหรือสองข้าง บางรายอาจมีอาการเห็นแสงวิบวับนำมาก่อน ขณะที่โรคหลอดเลือดสมองแตกมักเกิดขึ้นทันทีทันใด มีความรุนแรงสูงกว่า และมีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือหมดสติ
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไมเกรนบางประเภท โดยเฉพาะไมเกรนที่มีอาการแสงนำ (Aura) อาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะเส้นเลือดสมองตีบตันเล็กน้อย ดังนั้น ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงหรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนมาก่อนควรรีบพบแพทย์ การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด รวมถึงการรักษาภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ส่วนผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรืออาหารจำพวกชีสและแฮม
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง
นิ่วในตา มาจากไหน ใครเสี่ยง
โรคนิ่วในตา (Conjunctival Concretion) เป็นภาวะความเสื่อมของเยื่อบุตา เกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมของเซลล์เยื่อบุตาที่ตายแล้วร่วมกับคราบไขมันหรือแคลเซียม ตกตะกอนจนกลายเป็นจุดหรือก้อนเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเหลืองใต้แผ่นเยื่อบุตา ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้เมื่อพลิกดูบริเวณด้านในของเปลือกตาบนหรือเปลือกตาชั้นล่าง ภาวะนี้แตกต่างจากต่อมไขมันอุดตันบริเวณขอบเปลือกตาหรือตากุ้งยิง โดยทั่วไป ก้อนนิ่วในตาที่ฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุตาจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงและไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แต่หากก้อนนิ่วเจริญเติบโตจนโผล่พ้นชั้นเยื่อบุตาออกมา จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาตลอดเวลา การขยี้ตาหรือการล้างตาด้วยน้ำเปล่ามักจะไม่ทำให้อาการเคืองหายไป
ปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมกระตุ้นการเกิดนิ่วในตา
ภาวะนิ่วในตาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย โดยมีสาเหตุหลักดังนี้
- ความเสื่อมตามวัย: มักพบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากความเสื่อมสภาพของเยื่อบุตาตามธรรมชาติ
- ภาวะตาแห้งเรื้อรัง: การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ รวมถึงการทำงานในห้องแอร์ จะกระตุ้นให้ตาแห้งและเกิดการอักเสบจนกลายเป็นนิ่วในตา
- อาการอักเสบและโรคประจำตัว: ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ขึ้นตา หรือมีภาวะต่อมไขมันที่ขอบเปลือกตาอุดตัน จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- การสะสมสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง: การแต่งหน้าใกล้ชิดดวงตา เช่น การเขียนอินไลเนอร์ การติดขนตาปลอม หรือการล้างเครื่องสำอางบริเวณขอบตาไม่สะอาด ทำให้เกิดการสะสมและอุดตัน
- สภาพแวดล้อม: การเผชิญแสงแดด ลม ฝุ่นละออง หรือควันในพื้นที่กลางแจ้ง กระตุ้นให้ตาแห้งและเยื่อบุตาอักเสบ
แนวทางการรักษาและการดูแลป้องกันดวงตาอย่างถูกวิธี
เมื่อมีอาการเคืองตาคล้ายมีสิ่งแปลกปลอม ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือ การห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เยื่อบุตาบวม เกิดแผลครูดบนกระจกตา และกระตุ้นให้อาการอักเสบหรือภูมิแพ้รุนแรงขึ้น หากก้อนนิ่วโผล่พ้นเยื่อบุตาออกมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดออกให้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด
สำหรับการป้องกันนิ่วในตาและการดูแลสุขภาพดวงตาในชีวิตประจำวัน สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ใช้น้ำตาเทียม: สามารถหยอดน้ำตาเทียมเป็นประจำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาเทียมสูตรเย็นหรือยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสารเคมีอื่น ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- ทำความสะอาดขอบเปลือกตา: ผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำควรใช้น้ำยาทำความสะอาดขอบตาโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูเด็กสูตรไม่ระคายเคืองตาเจือจางด้วยน้ำสะอาด เช็ดทำความสะอาดบริเวณโคนขนตา
- การปรับพฤติกรรมใช้คอนแทคเลนส์: หากจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ ควรเลือกชนิดรายวัน ใส่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และหลีกเลี่ยงคอนแทคเลนส์ประเภทบิ๊กอาย
- สวมแว่นตากันแดด: สวมแว่นตากันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV เป็นประจำเมื่อต้องออกแดด เพื่อป้องกันความเสื่อมของดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจก
Fact Check : เป็นไมเกรนบ่อยเสี่ยง! "เส้นเลือดสมองแตก" มากกว่าคนปกติ 46% จริงหรือ ?
เรื่องที่แชร์ : ใครที่ปวดหัวบ่อย ๆ โดยเฉพาะปวดหัวไมเกรน เคยได้ยินความเชื่อนี้ไหม? ว่าคนที่ปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ จะมีความเสี่ยง "เส้นเลือดสมองแตก" มากกว่าคนปกติถึง 46% เรียกว่า เป็นเรื่องที่น่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนที่เป็นไมเกรนเป็นประจำไม่น้อย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ Fact Check มีคำตอบ
คำตอบ: ไม่จริง
ผู้ป่วยโรคไมเกรนไม่ได้มีความเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองแตกถึง 46% ตามที่มีข้อมูลแชร์กันอย่างแพร่หลาย โรคหลอดเลือดสมองแตกและโรคไมเกรนมีกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกัน แม้อาการปวดศีรษะจะมีความคล้ายคลึงกันจนสร้างความสับสน แต่ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่มีลักษณะปวดแบบตุบ ๆ ข้างเดียวหรือสองข้าง บางรายอาจมีอาการเห็นแสงวิบวับนำมาก่อน ขณะที่โรคหลอดเลือดสมองแตกมักเกิดขึ้นทันทีทันใด มีความรุนแรงสูงกว่า และมีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือหมดสติ
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไมเกรนบางประเภท โดยเฉพาะไมเกรนที่มีอาการแสงนำ (Aura) อาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะเส้นเลือดสมองตีบตันเล็กน้อย ดังนั้น ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงหรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนมาก่อนควรรีบพบแพทย์ การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสามารถทำได้โดยการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด รวมถึงการรักษาภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ส่วนผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรืออาหารจำพวกชีสและแฮม
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live




























































