หมอขบถ แห่งอุ้มผาง

ออกอากาศ13 ส.ค. 69

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีการเดินทางเข้าถึงได้ยาก ประชาชนในพื้นที่มีทั้งผู้ที่มีและไม่มีสัญชาติไทย หลายครอบครัวมีฐานะยากจนและอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุขจึงเป็นข้อจำกัดสำคัญของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลอุ้มผางเองก็ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ

เรื่องราวติดตามชีวิตและการทำงานของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ “หมอตุ่ย” ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอุ้มผางหลังเรียนจบแพทยศาสตร์ในปี พ.ศ. 2534 และอยู่ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องจนถึงช่วงใกล้เกษียณ ตลอดระยะเวลาการทำงาน หมอตุ่ยไม่ได้มองตนเองว่าเป็นผู้เสียสละหรือมีอุดมการณ์เป็นพิเศษ แต่ทำงานตามหน้าที่ พยายามแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิต และการทำให้งานสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยทั้งทีมงานและปัจจัยหลายด้านร่วมกัน

จากโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงที่มีอาคารเพียงหลังเดียว หมอตุ่ยและทีมงานค่อย ๆ พัฒนาโรงพยาบาลให้มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งอาคาร ห้องผ่าตัด และเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมาก โดยอาศัยเงินบริจาคและความร่วมมือจากผู้คนในหลายภาคส่วน นอกจากเงินบริจาคเพื่อจัดหาเครื่องมือและยาแล้ว ยังมีชาวบ้านนำข้าวสาร อาหาร และสิ่งของมาช่วยเหลือโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยและญาติที่เดินทางมาโดยไม่มีเงินติดตัวสามารถมีอาหารรับประทานได้

โรงพยาบาลอุ้มผางให้บริการรักษาตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ ภารกิจดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ขณะที่รายได้และทรัพยากรมีข้อจำกัด รวมถึงมีหนี้ค่ายาและเวชภัณฑ์สะสมหลายสิบล้านบาท ในช่วงหนึ่งโรงพยาบาลยังประสบปัญหาสภาพคล่องจนมีความเสี่ยงต่อการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือจากผู้บริจาคและชุมชนมีส่วนสำคัญในการประคับประคองให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้

เรื่องราวพาออกจากโรงพยาบาลไปยังพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลยิ่งขึ้น โดยหมอตุ่ยเดินทางไปยังสุขศาลาพระราชทานเลตองคุ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 100 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงเนื่องจากสภาพเส้นทาง การเดินทางดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ ขณะเดียวกันสุขศาลาแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลกับชุมชน โดยมีบุคลากรในพื้นที่ที่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน

นอกจากงานด้านการรักษาพยาบาล หมอตุ่ยยังให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยสนับสนุนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและมอบทุนการศึกษาให้เด็กในพื้นที่ เพราะมองว่าการแพทย์และสาธารณสุขเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น ขณะที่การศึกษาเป็นการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว เด็กบางคนที่ได้รับทุนสามารถเรียนต่อจนจบและกลับมาทำงานเป็นบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง

การทำงานของหมอตุ่ยยังเชื่อมโยงกับวัดและชุมชน โดยวัดอุ้มผางธรรมารามซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงสำหรับผู้ป่วยและญาติ และร่วมกับโรงพยาบาลจัดทำอาคารชีวาภิบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีผู้ดูแลอย่างเพียงพอ สะท้อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล วัด และชุมชนในการดูแลผู้คนในพื้นที่

ท้ายเรื่องกลับมาสู่ชีวิตส่วนตัวของหมอตุ่ย ซึ่งแม้ใกล้เกษียณและเพิ่งมีบ้านเป็นของตนเอง แต่ยังคงมีภาระช่วยเหลือเด็กที่อยู่ระหว่างการศึกษา และวางแผนจัดการทรัพย์สินบางส่วนเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลและการศึกษาในอนาคต เขายังตั้งใจว่าหลังเกษียณจะทำงานช่วยเหลือโรงพยาบาลและมูลนิธิต่าง ๆ ต่อไปตามกำลังที่ทำได้

เรื่องราวปิดท้ายด้วยการที่ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ได้รับรางวัลมูลนิธิสาธารณสุขแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำปี 2026 จากการอุทิศตนเพื่อมนุษยธรรม โดยหมอตุ่ยมองว่าเกียรติที่ได้รับไม่ได้เป็นของตนเองเพียงคนเดียว แต่เป็นเกียรติที่ขอมอบให้แก่ผู้คนเบื้องหลัง ทั้งบุคลากร ชาวบ้าน ผู้บริจาค และผู้ที่ร่วมกันทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางสามารถดูแลผู้คนมาได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเรื่องราวจึงสะท้อนการทำงานที่ยึดหลักมนุษยธรรม และความเชื่อว่าการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ควรถูกจำกัดด้วยเส้นเขตแดนหรือสัญชาติ

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

หมอขบถ แห่งอุ้มผาง

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีการเดินทางเข้าถึงได้ยาก ประชาชนในพื้นที่มีทั้งผู้ที่มีและไม่มีสัญชาติไทย หลายครอบครัวมีฐานะยากจนและอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุขจึงเป็นข้อจำกัดสำคัญของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลอุ้มผางเองก็ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ

เรื่องราวติดตามชีวิตและการทำงานของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ “หมอตุ่ย” ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอุ้มผางหลังเรียนจบแพทยศาสตร์ในปี พ.ศ. 2534 และอยู่ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องจนถึงช่วงใกล้เกษียณ ตลอดระยะเวลาการทำงาน หมอตุ่ยไม่ได้มองตนเองว่าเป็นผู้เสียสละหรือมีอุดมการณ์เป็นพิเศษ แต่ทำงานตามหน้าที่ พยายามแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิต และการทำให้งานสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยทั้งทีมงานและปัจจัยหลายด้านร่วมกัน

จากโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงที่มีอาคารเพียงหลังเดียว หมอตุ่ยและทีมงานค่อย ๆ พัฒนาโรงพยาบาลให้มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งอาคาร ห้องผ่าตัด และเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมาก โดยอาศัยเงินบริจาคและความร่วมมือจากผู้คนในหลายภาคส่วน นอกจากเงินบริจาคเพื่อจัดหาเครื่องมือและยาแล้ว ยังมีชาวบ้านนำข้าวสาร อาหาร และสิ่งของมาช่วยเหลือโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยและญาติที่เดินทางมาโดยไม่มีเงินติดตัวสามารถมีอาหารรับประทานได้

โรงพยาบาลอุ้มผางให้บริการรักษาตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ ภารกิจดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ขณะที่รายได้และทรัพยากรมีข้อจำกัด รวมถึงมีหนี้ค่ายาและเวชภัณฑ์สะสมหลายสิบล้านบาท ในช่วงหนึ่งโรงพยาบาลยังประสบปัญหาสภาพคล่องจนมีความเสี่ยงต่อการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือจากผู้บริจาคและชุมชนมีส่วนสำคัญในการประคับประคองให้โรงพยาบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้

เรื่องราวพาออกจากโรงพยาบาลไปยังพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลยิ่งขึ้น โดยหมอตุ่ยเดินทางไปยังสุขศาลาพระราชทานเลตองคุ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 100 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงเนื่องจากสภาพเส้นทาง การเดินทางดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ ขณะเดียวกันสุขศาลาแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลกับชุมชน โดยมีบุคลากรในพื้นที่ที่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน

นอกจากงานด้านการรักษาพยาบาล หมอตุ่ยยังให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยสนับสนุนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและมอบทุนการศึกษาให้เด็กในพื้นที่ เพราะมองว่าการแพทย์และสาธารณสุขเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น ขณะที่การศึกษาเป็นการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว เด็กบางคนที่ได้รับทุนสามารถเรียนต่อจนจบและกลับมาทำงานเป็นบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง

การทำงานของหมอตุ่ยยังเชื่อมโยงกับวัดและชุมชน โดยวัดอุ้มผางธรรมารามซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงสำหรับผู้ป่วยและญาติ และร่วมกับโรงพยาบาลจัดทำอาคารชีวาภิบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีผู้ดูแลอย่างเพียงพอ สะท้อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล วัด และชุมชนในการดูแลผู้คนในพื้นที่

ท้ายเรื่องกลับมาสู่ชีวิตส่วนตัวของหมอตุ่ย ซึ่งแม้ใกล้เกษียณและเพิ่งมีบ้านเป็นของตนเอง แต่ยังคงมีภาระช่วยเหลือเด็กที่อยู่ระหว่างการศึกษา และวางแผนจัดการทรัพย์สินบางส่วนเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลและการศึกษาในอนาคต เขายังตั้งใจว่าหลังเกษียณจะทำงานช่วยเหลือโรงพยาบาลและมูลนิธิต่าง ๆ ต่อไปตามกำลังที่ทำได้

เรื่องราวปิดท้ายด้วยการที่ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ได้รับรางวัลมูลนิธิสาธารณสุขแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำปี 2026 จากการอุทิศตนเพื่อมนุษยธรรม โดยหมอตุ่ยมองว่าเกียรติที่ได้รับไม่ได้เป็นของตนเองเพียงคนเดียว แต่เป็นเกียรติที่ขอมอบให้แก่ผู้คนเบื้องหลัง ทั้งบุคลากร ชาวบ้าน ผู้บริจาค และผู้ที่ร่วมกันทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางสามารถดูแลผู้คนมาได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเรื่องราวจึงสะท้อนการทำงานที่ยึดหลักมนุษยธรรม และความเชื่อว่าการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ควรถูกจำกัดด้วยเส้นเขตแดนหรือสัญชาติ

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย