ก่อนแสงสุดท้าย

ออกอากาศ23 ก.ค. 69

คนดูแลก็ต้องได้รับการดูแล

ชีวิตของกิ๊ฟ แม่ติดเตียง และคำถามต่อระบบสุขภาพไทย

“แม่อยู่กับหนูไปนาน ๆ นะ” ในห้องเช่าเล็ก ๆ หลังประตูบานหนึ่งของเมือง กิ๊ฟจับมือแม่ ก้มลงหอมแก้ม และพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เหมือนกำลังยืนยันกับแม่ และยืนยันกับตัวเองว่า ต่อให้ชีวิตต้องเลือกใหม่อีกครั้ง เธอก็ยังจะเลือกให้แม่อยู่กับเธอ

“หนูไม่รู้ว่าแม่อยากอยู่ต่อไหม แต่ถ้าต้องเลือกอีกครั้ง หนูก็เลือกให้แม่อยู่กับหนู ถึงแม่ต้องอยู่ในสภาพนี้ หนูจะดูแลแม่ไปตลอด แม่ไม่ต้องห่วงนะ กิ๊ฟรักแม่นะ” แม่ของกิ๊ฟเป็นผู้ป่วยติดเตียงจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก อาการเริ่มจากวันที่แม่ล้มลง หลังออกจากโรงพยาบาลไม่นาน ภาวะสมองบวมทำให้ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ต่อมามีภาวะปอดติดเชื้อ ร่างกายของแม่จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากแม่ค้าคนหนึ่งที่เคยทำงานเลี้ยงลูก มาเป็นผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาลูกสาวแทบทุกอย่าง ทุกวันนี้ กิ๊ฟใช้ชีวิตแข่งกับเวลา เช้า เธอดูแลแม่ เปลี่ยนผ้ารอง เช็ดตัว เตรียมอาหาร เตรียมยา ก่อนออกไปทำงาน กลางวัน เธอต้องพะวงว่าแม่อยู่ในห้องคนเดียวเป็นอย่างไร เย็น เธอกลับห้องเช่าอย่างเร่งรีบ เดินขึ้นบันไดแคบ ๆ เปิดประตูเข้าไปหาแม่ แล้วเริ่มงานอีกกะหนึ่งในฐานะลูก พยาบาล คนหาเงิน คนจัดยา คนทำแผล คนเฝ้าอาการ คนตัดสินใจ และคนปลอบใจตัวเอง ไม่มีวันหยุด ไม่มีโอที และไม่มีคนเปลี่ยนเวร

ในวันที่แม่กลายเป็นผู้ป่วย กิ๊ฟไม่ได้กลายเป็นแค่ “ลูกกตัญญู” เธอกลายเป็นระบบดูแลทั้งระบบของแม่ และเธอคือระบบที่มีหัวใจ มีเงินเดือนหลักหมื่น มีเวลาพักเที่ยงจำกัด มีหนี้หลักแสน และมีคำสั่งเดียวที่บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า เจ็บไม่ได้ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้

ก่อนหน้านี้ กิ๊ฟเคยจ้างน้ามาช่วยดูแลแม่ เพราะรู้ว่าอย่างน้อยแม่จะปลอดภัยระหว่างที่เธอออกไปทำงาน แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนทำให้เงินเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ท้ายที่สุด เธอต้องกลับมาแบกรับทุกอย่างด้วยตัวเอง

กิ๊ฟทำงานในบริษัทกฎหมาย รายได้ไม่มากนัก แต่รายจ่ายของผู้ป่วยติดเตียงไม่เคยหยุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารทางการแพทย์ น้ำสะอาด แผ่นรอง ผ้าอ้อม เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทำแผล ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันแล้วหนักเกินกำลังของคนทำงานคนเดียว ในทางเศรษฐกิจ กิ๊ฟคือแรงงานวัยทำงานคนหนึ่ง แต่ในทางครอบครัว เธอคือรัฐสวัสดิการขนาดเล็กที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่องของกิ๊ฟไม่ใช่เรื่องพิเศษที่หาไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็นภาพล่วงหน้าของสังคมไทยที่กำลังเดินมาถึงเราเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลสำรวจประชากรสูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 ระบุว่า ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อคนแก่มีจำนวนมากขึ้น อายุยืนขึ้น และป่วยด้วยโรคเรื้อรังนานขึ้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครจะดูแลผู้สูงอายุ” แต่คือ “ระบบแบบไหนจะดูแลทั้งผู้ป่วยและคนที่ต้องดูแลผู้ป่วย” เพราะผู้ดูแลไม่ใช่ฉากหลังของผู้ป่วย ผู้ดูแลคืออีกชีวิตหนึ่งที่กำลังถูกใช้ไปพร้อมกัน

กิ๊ฟไม่ได้สูญเสียแค่เวลาเที่ยว เวลาเจอเพื่อน หรืออนาคตบางอย่างของตัวเอง เธอสูญเสียความสามารถที่จะป่วย สูญเสียสิทธิที่จะเหนื่อย และสูญเสียพื้นที่เล็ก ๆ ของชีวิตที่มนุษย์คนหนึ่งควรมีไว้หายใจ

แม่เป็นผู้ป่วย stroke ติดเตียง ต้องการการดูแลต่อเนื่องและซับซ้อน กิ๊ฟเป็นผู้ดูแลหลักคนเดียว ไม่มีคนผลัด ยังต้องทำงานหาเงิน รายได้จำกัด แต่รายจ่ายด้านการดูแลสูงและต่อเนื่อง ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ แม้เธออยู่ในเมือง ใกล้โรงพยาบาล ใกล้ศูนย์บริการสุขภาพมากกว่าคนชนบทจำนวนมาก แต่ชีวิตเมืองกลับทำให้ความสัมพันธ์ของชุมชนหลวมกว่าเดิม ความโดดเดี่ยวจึงซ่อนอยู่หลังประตูห้องเช่าอย่างเงียบงันนี่คือความโดดเดี่ยวแบบใหม่ของเมือง ไม่ใช่การอยู่ไกลโรงพยาบาลแต่คือการอยู่ใกล้ทุกอย่าง ยกเว้นความช่วยเหลือที่ไปถึงชีวิตจริง

งานวิจัยเกี่ยวกับภาระของผู้ดูแลในระบบประคับประคองชี้ว่า บทบาทของผู้ดูแลครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม และสามารถนำไปสู่ความเครียด รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ดูแลเองได้ ในอีกด้านหนึ่ง งานศึกษาผู้ดูแลผู้สูงอายุในไทยก็สะท้อนว่า ระบบบริการปฐมภูมิที่เข้าถึงครอบครัวได้จริง การดูแลเชิงรุก การฟื้นฟู การดูแลระยะท้าย และกำลังคนที่เพียงพอ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยลดภาระของครอบครัวและผู้ดูแลได้

แต่ในชีวิตจริง ผู้ดูแลจำนวนมากยังถูกมองเป็น “ญาติ” มากกว่าจะถูกมองเป็น “ผู้ปฏิบัติงานดูแล” ที่กำลังแบกต้นทุนของระบบสุขภาพไว้ส่วนหนึ่งพวกเขาไม่ได้รับเงินเดือนจากการดูแล ไม่มีวันลา ไม่มีการประเมินความเสี่ยงสุขภาพใจ ไม่มีคนถามว่าได้นอนกี่ชั่วโมง กินข้าวครบไหม มีใครช่วยไหม หรือยังไหวอยู่หรือเปล่า

หลายครั้ง ระบบถามถึงผู้ป่วย แต่ไม่ได้ถามถึงคนที่ทำให้ผู้ป่วยยังอยู่ได้ สำหรับกิ๊ฟ ความหวังไม่ได้ใหญ่โต เธอไม่ได้ขอให้แม่กลับมาเดินได้เหมือนเดิม ความหวังของเธอเล็กกว่านั้น และเจ็บกว่านั้นเธอแค่อยากให้แม่กลับมาพูดได้ เพื่อบอกได้ว่าเจ็บตรงไหน ต้องการอะไร หรืออย่างน้อยได้หัวเราะและพูดคุยกันอีกครั้งเหมือนเดิม

ในบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ความเงียบไม่ได้แปลว่าสงบเสมอไป บางครั้งความเงียบคือความเจ็บปวดที่ไม่มีภาษา เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ และเป็นภาระทางใจที่คนดูแลต้องตีความเอาเองทุกวัน

แม่เจ็บไหม แม่อยากอยู่ต่อไหม เราทำถูกไหม ถ้าวันหนึ่งเราไม่ไหว แม่จะเป็นอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีตัวเลขในระบบงบประมาณ แต่กัดกินใจผู้ดูแลช้า ๆ

การเข้ามาของ “เยือนเย็น” จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาดูแลผู้ป่วยอีกหนึ่งราย เยือนเย็นเข้ามาในฐานะมืออีกคู่หนึ่งที่ช่วยประคองบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้ไว้ ทีมพยาบาลเข้ามาช่วยดูแล เปลี่ยนสายสวน ประเมินอาการ ช่วยให้คำแนะนำ และที่สำคัญ พวกเขาเห็นสิ่งที่ระบบมักมองข้าม นั่นคือความทุ่มเทของกิ๊ฟ พยาบาลชมว่าเธอดูแลแม่ดีมาก จากแผลกดทับที่เคยลึก กิ๊ฟดูแลจนแผลหาย สิ่งนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าแผลของแม่ดีขึ้น แต่มันบอกว่าลูกสาวคนหนึ่งได้ใช้แรง ใช้เวลา ใช้ความอดทน และใช้ชีวิตของตัวเองไปมากเพียงใดเพื่อประคองแม่ไว้

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้งเยือนเย็น ทำงานบนแนวคิดการดูแลแบบประคับประคองที่ไม่ได้มองความตายเป็นความล้มเหลวของการรักษา แต่มองว่าคนเราควรมีสิทธิอยู่ในช่วงท้ายของชีวิตอย่างสบาย และจากไปอย่างสงบในที่ที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ซึ่งสำหรับหลายคนคือ “บ้าน” องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า การดูแลแบบประคับประคองคือแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญโรคคุกคามชีวิต โดยบรรเทาความทุกข์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

สำหรับกิ๊ฟ เยือนเย็นจึงไม่ได้เข้ามาดูแลแค่แม่แต่เข้ามาช่วยให้ลูกสาวคนหนึ่งไม่ต้องแบกความกลัวทั้งหมดไว้เพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม เยือนเย็นไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบแทนระบบทั้งหมด เพราะองค์กรหนึ่ง ทีมหนึ่ง หรือหมอคนหนึ่ง ไม่สามารถแทนที่ระบบดูแลระยะยาวของประเทศได้ สิ่งที่เยือนเย็นทำได้คือการเข้าไปเสริมช่องว่าง เห็นผู้ป่วย เห็นผู้ดูแล เห็นบ้าน เห็นความสัมพันธ์ และเห็นความทุกข์ที่ไม่ได้จบอยู่แค่โรค แต่คำถามใหญ่กว่านั้นยังคงอยู่

เมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายงานด้านสุขภาพระบุว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวอาจอยู่ราว 6–7 แสนคน และผู้ดูแลมืออาชีพยังมีไม่เพียงพอ ระบบใหญ่จะปล่อยให้ครอบครัวจำนวนมากแก้ปัญหากันเองต่อไปอีกนานแค่ไหน

คนแบบกิ๊ฟจะมีเพิ่มขึ้น ลูกวัยทำงานที่ยังต้องหาเงินพ่อแม่ที่ป่วยนานขึ้นครอบครัวที่เล็กลงพี่น้องที่หายไปจากระบบดูแลเมืองที่มีบริการมาก แต่ความสัมพันธ์น้อยและผู้ดูแลที่กำลังกลายเป็นผู้ป่วยคนถัดไปสิ่งที่ผู้ดูแลต้องการจึงไม่ใช่คำชมว่า “เก่งมาก” เท่านั้น แต่คือระบบที่ทำให้เขาไม่ต้องเก่งจนพังพวกเขาต้องการข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ บริการเยี่ยมบ้านที่ต่อเนื่อง ระบบปรึกษาออนไลน์ การช่วยเหลือเรื่องการเดินทาง อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ เงินสนับสนุน การปรับบ้าน การพักแทนผู้ดูแลชั่วคราว และการดูแลสุขภาพใจที่ไม่ต้องรอให้พังเสียก่อนจึงค่อยได้รับความช่วยเหลือที่สำคัญ พวกเขาต้องได้รับการยอมรับจากระบบสุขภาพว่าเป็น “คนที่ต้องได้รับการดูแล” ไม่ใช่เพียงคนพาผู้ป่วยมาตรวจกิ๊ฟเคยบอกว่า ท้อ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสู้ต่อไป เพราะแม่รออยู่ประโยคนี้ฟังดูเข้มแข็ง แต่ถ้าฟังให้ลึก มันคือประโยคของคนที่ไม่มีทางเลือกและสังคมไม่ควรภูมิใจกับความเข้มแข็งที่เกิดจากการไม่มีทางเลือกความรักของลูกไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้รัฐถอยออกจากหน้าที่ความกตัญญูไม่ควรถูกแปลว่า ครอบครัวต้องรับทุกอย่างไว้เองและบ้านไม่ควรถูกทำให้เป็นโรงพยาบาลขนาดย่อม โดยไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล ไม่มีรายได้ ไม่มีวันหยุด และไม่มีระบบประคองใจเรื่องของกิ๊ฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องลูกสาวดูแลแม่ติดเตียงในห้องเช่า

แต่มันคือคำถามต่อระบบสุขภาพไทยว่า ในวันที่ผู้ป่วยกลับมาอยู่บ้านมากขึ้น ระบบพร้อมกลับบ้านไปกับเขาด้วยหรือยังถ้าโรงพยาบาลรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาลถูกส่งกลับไปให้ลูกคนเดียวแบกรับ นั่นยังถือว่าเป็นระบบสุขภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ถ้าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแล ระบบจะดูแลผู้ดูแลอย่างไรและถ้าวันหนึ่งกิ๊ฟล้ม ใครจะรับแม่ไว้

ก่อนแสงสุดท้ายของชีวิตแม่ กิ๊ฟยังอยากพาแม่ไปไหว้หลวงพ่อโสธรสักครั้ง เธออยากจับมือแม่ขึ้นพนม ให้อธิษฐานร่วมกัน เหมือนยืนยันว่าแม่ยังเป็นคนที่มีความปรารถนา มีศักดิ์ศรี และมีความหมาย ไม่ใช่เพียงผู้ป่วยติดเตียงในห้องเช่า ความฝันนี้เล็กมากแต่การทำให้เกิดขึ้นกลับยากมากเพราะในชีวิตของคนจนเมืองที่มีผู้ป่วยติดเตียงอยู่บนชั้นสอง แค่การพาแม่ออกจากห้อง ไปถึงวัด แล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ก็ต้องใช้คน ใช้รถ ใช้เงิน ใช้แรง และใช้ระบบที่มากเกินกว่าลูกสาวคนเดียวจะจัดการได้

บางทีคำว่า “ตายดี” จึงไม่ได้หมายถึงวินาทีสุดท้ายเท่านั้นแต่มันหมายถึงการมีชีวิตช่วงท้ายอย่างไม่ถูกทิ้ง ไม่ถูกทำให้เจ็บปวดเกินจำเป็น และไม่ทำให้คนที่รักต้องพังไปพร้อมกันกิ๊ฟยังดูแลแม่ต่อไปเยือนเย็นยังเข้ามาช่วยประคองช่องว่างบางส่วนแต่ประเทศไทยกำลังต้องตอบคำถามที่ใหญ่กว่าห้องเช่าเล็ก ๆ ห้องนี้

เราจะปล่อยให้คนวัยทำงานจำนวนมากกลายเป็นระบบดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีระบบดูแลพวกเขาหรือไม่

เราจะรอให้ผู้ดูแลหมดแรงทีละคน แล้วค่อยเรียกมันว่าปัญหาครอบครัวหรือความกตัญญูที่ไม่พอหรือไม่

หรือเราจะยอมรับเสียทีว่า ผู้ดูแลคือส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพและถ้าคนดูแลล้ม ผู้ป่วยก็ล้มตาม

ก่อนแสงสุดท้ายของผู้ป่วยจะดับลง สิ่งที่สังคมต้องเตรียม อาจไม่ใช่เพียงเตียง ยา หรือเครื่องมือแพทย์ แต่คือระบบที่จะไม่ปล่อยให้คนรักกันต้องแบกความรักจนหมดแรงเพราะคนอย่างกิ๊ฟไม่ควรถูกยกย่องเพียงว่าเป็นลูกกตัญญูเธอควรถูกมองเห็นในฐานะพลเมืองวัยทำงานคนหนึ่งที่กำลังทำงานดูแลซึ่งมีมูลค่า มีต้นทุน มีความเสี่ยง และควรได้รับการประคองจากระบบไม่ใช่ถูกปล่อยให้กลายเป็นแสงสุดท้ายของแม่ในวันที่ตัวเธอเองก็กำลังค่อย ๆ ดับลงเหมือนกัน

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

ก่อนแสงสุดท้าย

คนดูแลก็ต้องได้รับการดูแล

ชีวิตของกิ๊ฟ แม่ติดเตียง และคำถามต่อระบบสุขภาพไทย

“แม่อยู่กับหนูไปนาน ๆ นะ” ในห้องเช่าเล็ก ๆ หลังประตูบานหนึ่งของเมือง กิ๊ฟจับมือแม่ ก้มลงหอมแก้ม และพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เหมือนกำลังยืนยันกับแม่ และยืนยันกับตัวเองว่า ต่อให้ชีวิตต้องเลือกใหม่อีกครั้ง เธอก็ยังจะเลือกให้แม่อยู่กับเธอ

“หนูไม่รู้ว่าแม่อยากอยู่ต่อไหม แต่ถ้าต้องเลือกอีกครั้ง หนูก็เลือกให้แม่อยู่กับหนู ถึงแม่ต้องอยู่ในสภาพนี้ หนูจะดูแลแม่ไปตลอด แม่ไม่ต้องห่วงนะ กิ๊ฟรักแม่นะ” แม่ของกิ๊ฟเป็นผู้ป่วยติดเตียงจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก อาการเริ่มจากวันที่แม่ล้มลง หลังออกจากโรงพยาบาลไม่นาน ภาวะสมองบวมทำให้ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ต่อมามีภาวะปอดติดเชื้อ ร่างกายของแม่จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากแม่ค้าคนหนึ่งที่เคยทำงานเลี้ยงลูก มาเป็นผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาลูกสาวแทบทุกอย่าง ทุกวันนี้ กิ๊ฟใช้ชีวิตแข่งกับเวลา เช้า เธอดูแลแม่ เปลี่ยนผ้ารอง เช็ดตัว เตรียมอาหาร เตรียมยา ก่อนออกไปทำงาน กลางวัน เธอต้องพะวงว่าแม่อยู่ในห้องคนเดียวเป็นอย่างไร เย็น เธอกลับห้องเช่าอย่างเร่งรีบ เดินขึ้นบันไดแคบ ๆ เปิดประตูเข้าไปหาแม่ แล้วเริ่มงานอีกกะหนึ่งในฐานะลูก พยาบาล คนหาเงิน คนจัดยา คนทำแผล คนเฝ้าอาการ คนตัดสินใจ และคนปลอบใจตัวเอง ไม่มีวันหยุด ไม่มีโอที และไม่มีคนเปลี่ยนเวร

ในวันที่แม่กลายเป็นผู้ป่วย กิ๊ฟไม่ได้กลายเป็นแค่ “ลูกกตัญญู” เธอกลายเป็นระบบดูแลทั้งระบบของแม่ และเธอคือระบบที่มีหัวใจ มีเงินเดือนหลักหมื่น มีเวลาพักเที่ยงจำกัด มีหนี้หลักแสน และมีคำสั่งเดียวที่บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า เจ็บไม่ได้ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้

ก่อนหน้านี้ กิ๊ฟเคยจ้างน้ามาช่วยดูแลแม่ เพราะรู้ว่าอย่างน้อยแม่จะปลอดภัยระหว่างที่เธอออกไปทำงาน แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนทำให้เงินเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ท้ายที่สุด เธอต้องกลับมาแบกรับทุกอย่างด้วยตัวเอง

กิ๊ฟทำงานในบริษัทกฎหมาย รายได้ไม่มากนัก แต่รายจ่ายของผู้ป่วยติดเตียงไม่เคยหยุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารทางการแพทย์ น้ำสะอาด แผ่นรอง ผ้าอ้อม เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทำแผล ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันแล้วหนักเกินกำลังของคนทำงานคนเดียว ในทางเศรษฐกิจ กิ๊ฟคือแรงงานวัยทำงานคนหนึ่ง แต่ในทางครอบครัว เธอคือรัฐสวัสดิการขนาดเล็กที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่องของกิ๊ฟไม่ใช่เรื่องพิเศษที่หาไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็นภาพล่วงหน้าของสังคมไทยที่กำลังเดินมาถึงเราเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลสำรวจประชากรสูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 ระบุว่า ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.0 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อคนแก่มีจำนวนมากขึ้น อายุยืนขึ้น และป่วยด้วยโรคเรื้อรังนานขึ้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครจะดูแลผู้สูงอายุ” แต่คือ “ระบบแบบไหนจะดูแลทั้งผู้ป่วยและคนที่ต้องดูแลผู้ป่วย” เพราะผู้ดูแลไม่ใช่ฉากหลังของผู้ป่วย ผู้ดูแลคืออีกชีวิตหนึ่งที่กำลังถูกใช้ไปพร้อมกัน

กิ๊ฟไม่ได้สูญเสียแค่เวลาเที่ยว เวลาเจอเพื่อน หรืออนาคตบางอย่างของตัวเอง เธอสูญเสียความสามารถที่จะป่วย สูญเสียสิทธิที่จะเหนื่อย และสูญเสียพื้นที่เล็ก ๆ ของชีวิตที่มนุษย์คนหนึ่งควรมีไว้หายใจ

แม่เป็นผู้ป่วย stroke ติดเตียง ต้องการการดูแลต่อเนื่องและซับซ้อน กิ๊ฟเป็นผู้ดูแลหลักคนเดียว ไม่มีคนผลัด ยังต้องทำงานหาเงิน รายได้จำกัด แต่รายจ่ายด้านการดูแลสูงและต่อเนื่อง ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ แม้เธออยู่ในเมือง ใกล้โรงพยาบาล ใกล้ศูนย์บริการสุขภาพมากกว่าคนชนบทจำนวนมาก แต่ชีวิตเมืองกลับทำให้ความสัมพันธ์ของชุมชนหลวมกว่าเดิม ความโดดเดี่ยวจึงซ่อนอยู่หลังประตูห้องเช่าอย่างเงียบงันนี่คือความโดดเดี่ยวแบบใหม่ของเมือง ไม่ใช่การอยู่ไกลโรงพยาบาลแต่คือการอยู่ใกล้ทุกอย่าง ยกเว้นความช่วยเหลือที่ไปถึงชีวิตจริง

งานวิจัยเกี่ยวกับภาระของผู้ดูแลในระบบประคับประคองชี้ว่า บทบาทของผู้ดูแลครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม และสามารถนำไปสู่ความเครียด รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ดูแลเองได้ ในอีกด้านหนึ่ง งานศึกษาผู้ดูแลผู้สูงอายุในไทยก็สะท้อนว่า ระบบบริการปฐมภูมิที่เข้าถึงครอบครัวได้จริง การดูแลเชิงรุก การฟื้นฟู การดูแลระยะท้าย และกำลังคนที่เพียงพอ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยลดภาระของครอบครัวและผู้ดูแลได้

แต่ในชีวิตจริง ผู้ดูแลจำนวนมากยังถูกมองเป็น “ญาติ” มากกว่าจะถูกมองเป็น “ผู้ปฏิบัติงานดูแล” ที่กำลังแบกต้นทุนของระบบสุขภาพไว้ส่วนหนึ่งพวกเขาไม่ได้รับเงินเดือนจากการดูแล ไม่มีวันลา ไม่มีการประเมินความเสี่ยงสุขภาพใจ ไม่มีคนถามว่าได้นอนกี่ชั่วโมง กินข้าวครบไหม มีใครช่วยไหม หรือยังไหวอยู่หรือเปล่า

หลายครั้ง ระบบถามถึงผู้ป่วย แต่ไม่ได้ถามถึงคนที่ทำให้ผู้ป่วยยังอยู่ได้ สำหรับกิ๊ฟ ความหวังไม่ได้ใหญ่โต เธอไม่ได้ขอให้แม่กลับมาเดินได้เหมือนเดิม ความหวังของเธอเล็กกว่านั้น และเจ็บกว่านั้นเธอแค่อยากให้แม่กลับมาพูดได้ เพื่อบอกได้ว่าเจ็บตรงไหน ต้องการอะไร หรืออย่างน้อยได้หัวเราะและพูดคุยกันอีกครั้งเหมือนเดิม

ในบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ความเงียบไม่ได้แปลว่าสงบเสมอไป บางครั้งความเงียบคือความเจ็บปวดที่ไม่มีภาษา เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ และเป็นภาระทางใจที่คนดูแลต้องตีความเอาเองทุกวัน

แม่เจ็บไหม แม่อยากอยู่ต่อไหม เราทำถูกไหม ถ้าวันหนึ่งเราไม่ไหว แม่จะเป็นอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีตัวเลขในระบบงบประมาณ แต่กัดกินใจผู้ดูแลช้า ๆ

การเข้ามาของ “เยือนเย็น” จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาดูแลผู้ป่วยอีกหนึ่งราย เยือนเย็นเข้ามาในฐานะมืออีกคู่หนึ่งที่ช่วยประคองบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้ไว้ ทีมพยาบาลเข้ามาช่วยดูแล เปลี่ยนสายสวน ประเมินอาการ ช่วยให้คำแนะนำ และที่สำคัญ พวกเขาเห็นสิ่งที่ระบบมักมองข้าม นั่นคือความทุ่มเทของกิ๊ฟ พยาบาลชมว่าเธอดูแลแม่ดีมาก จากแผลกดทับที่เคยลึก กิ๊ฟดูแลจนแผลหาย สิ่งนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าแผลของแม่ดีขึ้น แต่มันบอกว่าลูกสาวคนหนึ่งได้ใช้แรง ใช้เวลา ใช้ความอดทน และใช้ชีวิตของตัวเองไปมากเพียงใดเพื่อประคองแม่ไว้

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้งเยือนเย็น ทำงานบนแนวคิดการดูแลแบบประคับประคองที่ไม่ได้มองความตายเป็นความล้มเหลวของการรักษา แต่มองว่าคนเราควรมีสิทธิอยู่ในช่วงท้ายของชีวิตอย่างสบาย และจากไปอย่างสงบในที่ที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ซึ่งสำหรับหลายคนคือ “บ้าน” องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า การดูแลแบบประคับประคองคือแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญโรคคุกคามชีวิต โดยบรรเทาความทุกข์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

สำหรับกิ๊ฟ เยือนเย็นจึงไม่ได้เข้ามาดูแลแค่แม่แต่เข้ามาช่วยให้ลูกสาวคนหนึ่งไม่ต้องแบกความกลัวทั้งหมดไว้เพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม เยือนเย็นไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบแทนระบบทั้งหมด เพราะองค์กรหนึ่ง ทีมหนึ่ง หรือหมอคนหนึ่ง ไม่สามารถแทนที่ระบบดูแลระยะยาวของประเทศได้ สิ่งที่เยือนเย็นทำได้คือการเข้าไปเสริมช่องว่าง เห็นผู้ป่วย เห็นผู้ดูแล เห็นบ้าน เห็นความสัมพันธ์ และเห็นความทุกข์ที่ไม่ได้จบอยู่แค่โรค แต่คำถามใหญ่กว่านั้นยังคงอยู่

เมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายงานด้านสุขภาพระบุว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวอาจอยู่ราว 6–7 แสนคน และผู้ดูแลมืออาชีพยังมีไม่เพียงพอ ระบบใหญ่จะปล่อยให้ครอบครัวจำนวนมากแก้ปัญหากันเองต่อไปอีกนานแค่ไหน

คนแบบกิ๊ฟจะมีเพิ่มขึ้น ลูกวัยทำงานที่ยังต้องหาเงินพ่อแม่ที่ป่วยนานขึ้นครอบครัวที่เล็กลงพี่น้องที่หายไปจากระบบดูแลเมืองที่มีบริการมาก แต่ความสัมพันธ์น้อยและผู้ดูแลที่กำลังกลายเป็นผู้ป่วยคนถัดไปสิ่งที่ผู้ดูแลต้องการจึงไม่ใช่คำชมว่า “เก่งมาก” เท่านั้น แต่คือระบบที่ทำให้เขาไม่ต้องเก่งจนพังพวกเขาต้องการข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ บริการเยี่ยมบ้านที่ต่อเนื่อง ระบบปรึกษาออนไลน์ การช่วยเหลือเรื่องการเดินทาง อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ เงินสนับสนุน การปรับบ้าน การพักแทนผู้ดูแลชั่วคราว และการดูแลสุขภาพใจที่ไม่ต้องรอให้พังเสียก่อนจึงค่อยได้รับความช่วยเหลือที่สำคัญ พวกเขาต้องได้รับการยอมรับจากระบบสุขภาพว่าเป็น “คนที่ต้องได้รับการดูแล” ไม่ใช่เพียงคนพาผู้ป่วยมาตรวจกิ๊ฟเคยบอกว่า ท้อ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสู้ต่อไป เพราะแม่รออยู่ประโยคนี้ฟังดูเข้มแข็ง แต่ถ้าฟังให้ลึก มันคือประโยคของคนที่ไม่มีทางเลือกและสังคมไม่ควรภูมิใจกับความเข้มแข็งที่เกิดจากการไม่มีทางเลือกความรักของลูกไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้รัฐถอยออกจากหน้าที่ความกตัญญูไม่ควรถูกแปลว่า ครอบครัวต้องรับทุกอย่างไว้เองและบ้านไม่ควรถูกทำให้เป็นโรงพยาบาลขนาดย่อม โดยไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล ไม่มีรายได้ ไม่มีวันหยุด และไม่มีระบบประคองใจเรื่องของกิ๊ฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องลูกสาวดูแลแม่ติดเตียงในห้องเช่า

แต่มันคือคำถามต่อระบบสุขภาพไทยว่า ในวันที่ผู้ป่วยกลับมาอยู่บ้านมากขึ้น ระบบพร้อมกลับบ้านไปกับเขาด้วยหรือยังถ้าโรงพยาบาลรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาลถูกส่งกลับไปให้ลูกคนเดียวแบกรับ นั่นยังถือว่าเป็นระบบสุขภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ถ้าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแล ระบบจะดูแลผู้ดูแลอย่างไรและถ้าวันหนึ่งกิ๊ฟล้ม ใครจะรับแม่ไว้

ก่อนแสงสุดท้ายของชีวิตแม่ กิ๊ฟยังอยากพาแม่ไปไหว้หลวงพ่อโสธรสักครั้ง เธออยากจับมือแม่ขึ้นพนม ให้อธิษฐานร่วมกัน เหมือนยืนยันว่าแม่ยังเป็นคนที่มีความปรารถนา มีศักดิ์ศรี และมีความหมาย ไม่ใช่เพียงผู้ป่วยติดเตียงในห้องเช่า ความฝันนี้เล็กมากแต่การทำให้เกิดขึ้นกลับยากมากเพราะในชีวิตของคนจนเมืองที่มีผู้ป่วยติดเตียงอยู่บนชั้นสอง แค่การพาแม่ออกจากห้อง ไปถึงวัด แล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ก็ต้องใช้คน ใช้รถ ใช้เงิน ใช้แรง และใช้ระบบที่มากเกินกว่าลูกสาวคนเดียวจะจัดการได้

บางทีคำว่า “ตายดี” จึงไม่ได้หมายถึงวินาทีสุดท้ายเท่านั้นแต่มันหมายถึงการมีชีวิตช่วงท้ายอย่างไม่ถูกทิ้ง ไม่ถูกทำให้เจ็บปวดเกินจำเป็น และไม่ทำให้คนที่รักต้องพังไปพร้อมกันกิ๊ฟยังดูแลแม่ต่อไปเยือนเย็นยังเข้ามาช่วยประคองช่องว่างบางส่วนแต่ประเทศไทยกำลังต้องตอบคำถามที่ใหญ่กว่าห้องเช่าเล็ก ๆ ห้องนี้

เราจะปล่อยให้คนวัยทำงานจำนวนมากกลายเป็นระบบดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีระบบดูแลพวกเขาหรือไม่

เราจะรอให้ผู้ดูแลหมดแรงทีละคน แล้วค่อยเรียกมันว่าปัญหาครอบครัวหรือความกตัญญูที่ไม่พอหรือไม่

หรือเราจะยอมรับเสียทีว่า ผู้ดูแลคือส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพและถ้าคนดูแลล้ม ผู้ป่วยก็ล้มตาม

ก่อนแสงสุดท้ายของผู้ป่วยจะดับลง สิ่งที่สังคมต้องเตรียม อาจไม่ใช่เพียงเตียง ยา หรือเครื่องมือแพทย์ แต่คือระบบที่จะไม่ปล่อยให้คนรักกันต้องแบกความรักจนหมดแรงเพราะคนอย่างกิ๊ฟไม่ควรถูกยกย่องเพียงว่าเป็นลูกกตัญญูเธอควรถูกมองเห็นในฐานะพลเมืองวัยทำงานคนหนึ่งที่กำลังทำงานดูแลซึ่งมีมูลค่า มีต้นทุน มีความเสี่ยง และควรได้รับการประคองจากระบบไม่ใช่ถูกปล่อยให้กลายเป็นแสงสุดท้ายของแม่ในวันที่ตัวเธอเองก็กำลังค่อย ๆ ดับลงเหมือนกัน

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.30 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย