The Last Jigsaw ต่อเติมไทย
The Last Jigsaw ต่อเติมไทย

พื้นที่ห่างใจในโรงเรียน

หน้ารายการ
18 ม.ค. 68

พื้นที่ห่างใจในโรงเรียน ตามหาจิ๊กซอว์ที่หายไปของสุขภาพจิตและความรุนแรงในโรงเรียนไทย

ครอบครัวคือสถาบันสังคมแรกที่ช่วยขัดเกลาให้เราเติบโต แต่เมื่อเข้าสู่วัยเรียน สถาบันที่สองที่เด็กทุกคนต้องไปเจอก็คือโรงเรียน โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กมีความสุขและความสำเร็จ ทั้งจากเพื่อนและคุณครู แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นสถานที่ที่เกิดความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง หรือที่เรียกกันว่าบูลลี่ รายการ The Last Jigsaw ต่อเติมใจ ชวนไปตามหาจิ๊กซอว์ที่หายไปว่า อะไรทำให้เด็กที่มาโรงเรียนได้ความสุขและความสำเร็จ หรือกลับได้ความทุกข์และความล้มเหลวไป

บูลลี่คืออะไร แล้วต่างจากการเล่นตรงไหน

บางครั้งพฤติกรรมที่ดูเหมือนบูลลี่ก็เป็นเพียงการเล่น เช่น การล้อชื่อพ่อแม่ที่ทั้งสองฝ่ายล้อกลับไปมาแล้วหัวเราะสนุกด้วยกัน แบบนี้ตีความว่าเป็นบูลลี่ไม่ได้ เส้นแบ่งอยู่ที่ว่า เวลาเล่นกันเด็กจะสนุกทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเป็นบูลลี่จะสนุกเพียงฝ่ายเดียว และมีอีกฝ่ายที่บาดเจ็บทางกายหรือทางใจ ขณะเดียวกัน บูลลี่ยังมีอีกขอบสุดหนึ่งที่เป็นการทำร้ายหรือเจตนาทำร้าย เช่น การใช้มีดขู่กัน ซึ่งถือเป็นความผิดและเป็นความรุนแรง ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งอีกต่อไป

ตัวเลขที่สะท้อนปัญหา จากผลสำรวจล่าสุดในปี 2566 โดยกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่เก็บข้อมูลนักเรียน 37,271 คน พบว่า

  • เด็กและเยาวชนเคยถูกกลั่นแกล้งรังแกกว่าร้อยละ 44.2
  • ในจำนวนนี้ถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนกว่าร้อยละ 86.9
  • ส่วนใหญ่เป็นการล้อเลียนหน้าตาหรือบุคลิก ร้อยละ 76.6
  • การตอกย้ำปมด้อยและด่าทอ ร้อยละ 63.3
  • การทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 55.1

เมื่ออาชญากรรมคือฉากสุดท้ายของการสะสม

ในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชน บางกรณีเยาวชนได้รับการบำบัดฟื้นฟูแล้วกลับสู่สังคม แต่บางกรณีที่มีพฤติกรรมก่อภัยอันตรายต่อสังคมหรือตนเอง ก็จะถูกส่งไปควบคุมตัวและบำบัดที่สถานพินิจ ผู้ทำงานกับเยาวชนสะท้อนว่า เวลาที่เด็กคนหนึ่งตัดสินใจก่ออาชญากรรมรุนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มีบาดแผลเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตลอดเส้นทาง การก่ออาชญากรรมเป็นเพียงฉากสุดท้ายของการสะสมบางอย่างเอาไว้ คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจครั้งสุดท้าย แต่อยู่ที่กระบวนการบ่มเพาะและขัดเกลาก่อนที่เด็กจะระเบิดออกมา และเปลี่ยนจากเด็กน่ารักกลายเป็นปีศาจ นั่นคือจุดที่สังคมไทยต้องกลับไปมอง

เสียงจากคนใน: คนแกล้ง คนดู และคนที่เสียใจ

มีการสำรวจมุมมองจากตัวแทนในระบบนิเวศของโรงเรียน หลายคนยอมรับว่า การกลั่นแกล้งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก บางคนเป็นคนนำแกล้งเองเพราะรู้สึกว่ามันสนุก บางเหตุการณ์เริ่มจากเรื่องเล็ก เช่น การโดดเรียนไปเล่นเกมแล้วมีเพื่อนไปฟ้องครู จนนำไปสู่การท้าต่อยและซ้ำจนหัวแตกกลายเป็นเรื่องใหญ่ บางคนเคยร่วมกลุ่มล้อเพื่อนเรื่องสีผิว เอากระเป๋าและการบ้านเพื่อนไปซ่อนตามเพื่อนในกลุ่มไป

หนึ่งในนั้นคือ "กาย" ที่เล่าว่าเคยอยู่ในกลุ่มที่ชอบมีอำนาจและกดคนอื่น วันหนึ่งมีคนในกลุ่มลงมือทำร้าย ถุยน้ำลาย และกระชากเสื้อคนที่ถูกเลือกเป็นเป้า แม้จะหัวเราะขำไปกับเพื่อน แต่ใจอีกด้านรู้สึกว่ามันรุนแรงเกินไป หลังจากนั้นหนึ่งปีเขาจึงตัดสินใจออกจากกลุ่ม เพราะรู้สึกว่าผู้ถูกกระทำในวันนั้นไม่เคยได้รับการเยียวยา แม้แต่โรงเรียนก็ไม่ได้ใส่ใจ เป็นความเสียใจที่ติดค้างมาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อออกจากกลุ่ม เขาเองก็กลับมาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่เลือกที่จะไม่ตอบโต้ เพราะเข้าใจทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ในเมื่อตนเองก็เคยกระทำมาก่อน

อีกหลายคนบอกว่าหากได้เจอเพื่อนที่เคยกระทำหรือถูกกระทำอีกครั้ง วันนี้ไม่ได้โกรธแล้ว และสิ่งที่อยากบอกคือคำขอโทษและความเสียใจ เพราะไม่ใช่แค่คนที่ถูกบูลลี่ที่เจ็บปวด บางครั้งคนที่บูลลี่ก็เจ็บปวดเหมือนกัน

ทำไมเด็กถึงกลายเป็นคนแกล้ง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คนที่แกล้งมักมีบางอย่างอยู่ข้างในอยู่แล้ว แบ่งได้หลายแบบ

  • เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง เด็กสัมผัสความรุนแรงและเลือกทำสิ่งนั้น เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมมาทำที่โรงเรียนเพื่อคลายความทุกข์ของตัวเองที่บ้าน โดยที่เด็กเองอาจไม่รู้ตัว
  • เด็กที่ไม่เคยถูกฝึกเรื่องความเห็นอกเห็นใจ ไม่เข้าใจว่าเวลาทำให้เพื่อนเจ็บแล้วเพื่อนรู้สึกอย่างไร คือเด็กที่ทักษะสังคมและอารมณ์ยังไม่ผ่าน
  • เด็กที่มีโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง เช่น สมาธิสั้น ที่อาจหุนหันหรือมีพลังมากกว่าคนอื่น เล่นกับเพื่อนแล้วเพื่อนเจ็บโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคนแกล้งและคนถูกแกล้ง

ขณะเดียวกัน บูลลี่ไม่ใช่ปัญหาแค่ระหว่างคนแกล้งกับคนถูกแกล้ง แต่เป็นปัญหาของบริบทด้วย เพราะมีบายสแตนเดอร์ หรือคนที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จำนวนมากที่ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร หรือกลัวถูกทำร้าย ส่วนคุณครูบางครั้งก็เข้าใจว่าเป็นแค่การเล่นของเด็ก เมื่อรวมทั้งบริบทที่มีคนยืนมองเฉย ๆ คนแกล้ง และคนถูกแกล้งเข้าด้วยกัน ก็เท่ากับว่าเรากำลังยอมให้การแกล้งกันเป็นเรื่องธรรมชาติของโรงเรียน ซึ่งเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง

เวิร์กช็อป Lego Serious Play: เล่นเพื่อเข้าใจตัวเอง

การทำเวิร์กช็อประหว่างคุณครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยอาจารย์ปุ้ม ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Lego Serious Play คือการใช้การเล่นมาช่วยให้ค้นพบคำตอบและเกิดความตระหนักรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ความคิด กรอบการมอง และความคาดหวังที่มีต่อตัวเองและผู้อื่น เพื่อให้สังคมโรงเรียนน่าอยู่และปลอดภัยขึ้น

กติกาของกระบวนการคือ ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่อตัดสิน ฟังด้วยตาไม่ใช่แค่หู มีสมาธิอยู่กับตัวเองขณะต่อเลโก้ และอยู่กับปัจจุบัน ผู้นำกระบวนการจะให้โจทย์ แล้วทุกคนต่อคำตอบของตัวเองออกมาเพื่อสื่อความหมาย ไม่เน้นความสวย เมื่อเล่าให้เพื่อนฟังก็จะดึงเรื่องราวออกมาเป็นก้อน และเรียนรู้จากเรื่องที่แตกต่างกัน โดยสิ่งที่ต่อออกมาไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่จับต้องได้ แต่เป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรม เช่น ความหนักที่ต้องแบก ซึ่งสื่อออกมาด้วยเมทาฟอร์ให้เห็นภาพชัดขึ้น

การฟังเชิงลึก: หลักไข่ขาว ไข่แดง

สิ่งที่คนทั่วไปควรทำคือ “เทคนิคการฟังเชิงลึกหรือการฟังอย่างใส่ใจ” เพราะการฟังคือพลังที่ดีที่สุด ผู้เชี่ยวชาญใช้หลักที่เรียกว่า "ไข่ขาว ไข่แดง" โดยไข่ขาวคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว ส่วนไข่แดงคือความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผู้คนอาจอยู่ในไข่ขาวเดียวกันแต่ไข่แดงไม่เหมือนกัน เช่น เด็กสองคนโดนล้อชื่อพ่อแม่เหมือนกัน แต่ข้างในคนหนึ่งอาจสนุก อีกคนอาจโกรธมาก

บ่อยครั้งเราพยายามฟังว่าเหตุการณ์มีอะไรและรีบช่วยแก้ปัญหา แต่การฟังที่แท้จริงคือการฟังให้เข้าใจไข่แดงของผู้คน ให้รู้ว่าเขากำลังคิดและรู้สึกอย่างไร เปรียบเหมือนทำตาให้เล็กลง อย่าเพิ่งไปมองที่ตัวปัญหา และทำหูให้ใหญ่ขึ้นเพื่อฟังให้เข้าใจ เมื่อเราเปิดใจกว้างและเข้าไปในไข่แดงของเขาได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังจะดีขึ้น และกลายเป็นพลังของการเยียวยาที่แท้จริงในโรงเรียน สังคมแห่งการรับฟังคือสังคมที่ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้น

บ้านกาญจนาภิเษก: เปลี่ยนมายด์เซ็ต ไม่ใช่แค่พฤติกรรม

โดยปกติเรือนจำมักเล่นกับด้านมืดของมนุษย์ แต่ผู้ดูแลบ้านกาญจนาภิเษกไม่เห็นด้วย เมื่อค้นพบว่าเด็กมีความเป็นมนุษย์และมีด้านดีอยู่ จึงยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่าจะไม่เล่นกับด้านมืดของเด็ก แม้เด็กจะมืดมาแค่ไหนก็ตาม

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นจากข่าวเด็กหญิงวัยราว 9-10 ปีที่นั่งอยู่บนรถเมล์ แล้วถูกก้อนหินที่ปาใส่รถจากเหตุวัยรุ่นไล่ตีกันจนอาจตาบอดและต้องอยู่ห้องไอซียู เมื่อนำข่าวนี้มาคุยกับเด็ก ๆ ที่บ้านกาญจนา กลับพบว่าเด็กตั้งใจฟังและแววตาเปลี่ยนไป เยาวชนที่ดูเหมือนโหดร้ายกลับมีความเป็นมนุษย์อยู่ในแววตาอย่างชัดเจน เมื่อชวนเขียนจดหมายถึงเด็กหญิงคนนั้น การได้อ่านจดหมายทำให้เห็นว่าพวกเขามีด้านดีอยู่มาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาชีวิตของบ้านกาญจนาที่ไม่ได้ออกแบบไว้ก่อน

บทเรียนสำคัญคือ หากจัดการเฉพาะพฤติกรรมภายนอก เด็กอาจดูสงบและเชื่อง แต่เมื่อปล่อยกลับไปเจอสถานการณ์เดิมก็จะทำผิดซ้ำ แต่เมื่อทำงานกับความคิด จิตใจ และความเป็นมนุษย์ของเขา จะได้พฤติกรรมที่ดีตามมาด้วย เครื่องมือที่เลือกใช้จึงเป็นการเปลี่ยนมายด์เซ็ต ไม่ใช่แค่เปลี่ยนพฤติกรรม เพราะการเปลี่ยนแต่พฤติกรรมนำไปสู่การทำผิดซ้ำจำนวนมาก

เรื่องของพี่อ๊อฟ อดีตเยาวชนที่เคยอยู่ที่นี่และกลับไปใช้ชีวิตปกติแล้ว เล่าว่าเคยมีคู่อริเยอะและพกปืนตลอด วันหนึ่งเจอคู่อริระหว่างทางจึงขี่รถตามไปประกบและเหนี่ยวไก จนได้รับคำชมจากเพื่อนว่า "เท่" ซึ่งยิ่งกระตุ้นเข้าไปอีก แต่เขาบอกว่าถ้าคิดได้อีกนิดคงไม่ทำ เพราะความเท่นั้นอยู่แค่ห้านาที คำชมและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ หลังศาลตัดสิน เขานั่งคุยกับตัวเองว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร สุดท้ายไม่ได้อะไรกลับมาเลย เพื่อนที่เคยบอกรักกันก็หายไปหมด สิ่งที่ทำลงไปติดตัวตลอด เหมือนตกนรกและมีคนเดินตาม 24 ชั่วโมง

สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือมายด์เซ็ต ผ่านการพัฒนาตัวเองด้วยการเขียน วิเคราะห์ข่าว ดูหนัง และวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ในสังคมทุกวันว่าเกิดจากอะไรและจะแก้ไขอย่างไร ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะรู้สึกว่ามายด์เซ็ตเริ่มเปลี่ยน โดยเริ่มจากการได้พูดคุยกับแขกที่มาเยือน จนกลายเป็นวิทยากรเล่าความผิดพลาดของตัวเอง วันนี้เขากล้าพูดได้เต็มร้อยเพราะชีวิตกระโดดขึ้นมาแล้ว จากที่เคยถูกเหยียดย่ำจนกลับขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกวันนี้มีกำลังใจจากครอบครัวและครูที่คอยสนับสนุน และเชื่อว่าทุกคนสามารถแก้ไขตัวเองได้ อยู่ที่ว่าจะชนะใจตัวเองเมื่อไหร่

แก้ความรุนแรงด้วยความเมตตา

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เหตุการณ์ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากคนที่มีความสุข จึงอยากสนับสนุนสังคมที่ต่อต้านพฤติกรรมรุนแรงทุกรูปแบบ แต่ชวนให้ต่อต้านที่พฤติกรรม ไม่ใช่ต่อต้านตัวคน ยิ่งความรุนแรงออกมาในรูปแบบที่เหมือนการแก้แค้นมากเท่าไหร่ ยิ่งสะท้อนความโกรธจากการถูกกระทำ ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ถูกเอาเปรียบ หรือได้รับความอยุติธรรม

คำถามจึงกลับมาที่สังคมว่า เราไม่มีทางกำจัดความรุนแรงด้วยความรุนแรง แต่แก้ไขความโกรธของผู้คนได้ด้วยความเมตตาเท่านั้น ยิ่งเราเกลียดความรุนแรงมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องกลับไปอ่อนโยนและเติมความอ่อนโยนให้กับคนที่ควรได้รับ

โมเดลป้องกัน: ห้องจิตวิทยาในโรงเรียนวังเหนือวิทยา

เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข รายการจึงพาไปดูโรงเรียนวังเหนือวิทยา อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ที่เปลี่ยนห้องว่างเปล่าให้กลายเป็นห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ซึ่งมีนักเรียนมาใช้บริการกว่า 200 ครั้ง เป็นพื้นที่ที่ลดระยะห่างระหว่างนักเรียนกับคุณครู

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นโดยคุณเฟรม นักศิลปะบำบัด ที่สมัครโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิ Teach for Thailand ซึ่งส่งคนที่มีศักยภาพสูงเข้าไปพัฒนานักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สิ่งที่ทำคือการเปลี่ยนการรับรู้ของคนทั้งคุณครู เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน เพราะในไทยการไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ยังเป็นเรื่องที่ทำใจยากและอาจถูกตัดสิน โดยคงคอนเซ็ปต์การทำงานทั้งเชิงป้องกัน (พรีเวนชัน) และการเข้าไปช่วยเหลือ (อินเตอร์เวนชัน) ต่อมาเมื่อคุณเฟรมไม่อยู่แล้ว น้องปอนด์เข้ามาสานต่อและขยายผลเรื่องการเปลี่ยนการรับรู้ออกไปอีกมาก

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน — ผอ. เทวินทร์ เย็นใจ อธิบายว่าโรงเรียนมีกระบวนการห้าขั้นตอน เริ่มจากการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลด้วยการเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกหลัง แล้วคัดกรองเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติเรียกว่า "กลุ่มวางใจ" กลุ่มเสี่ยงเรียกว่า "กลุ่มห่วงใย" และกลุ่มที่มีปัญหาเรียกว่า "กลุ่มใกล้ชิด"

กลุ่มวางใจจะได้รับการส่งเสริมสุขภาพเต็มที่ ทั้งกีฬา ดนตรี และศิลปะ ส่วนกลุ่มห่วงใยและกลุ่มใกล้ชิดเป็นกลุ่มที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ไถลไปสู่กลุ่มที่มีปัญหา เช่น ความเสี่ยงด้านยาเสพติด โดยมีเครือข่ายทั้งตำรวจ (สภ.วังเหนือ) โรงพยาบาลวังเหนือ และสาธารณสุขวังเหนือเข้ามาร่วม ส่วนเรื่องสภาวะจิตใจจะใช้ระบบส่งต่อภายใน หากเด็กมีปัญหาระดับเข้มข้นจะเข้าสู่ส่วนจิตวิทยาภายในก่อน และหากเกินขีดความสามารถก็จะส่งต่อภายนอกไปหานักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลวังเหนือ เหมือนการส่งไม้ต่อกันเพื่อดูแลสวัสดิภาพของนักเรียน

เพื่อนที่ปรึกษา — ครูปอนด์ (ธนศาสตร์ วงคำ) เล่าว่าเมื่อพบพฤติกรรมบูลลี่เล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้องเรียนจะไม่ปล่อยผ่าน แต่จะเข้าไปพูดคุยกับทั้งคนที่บูลลี่และคนที่ถูกบูลลี่ เพื่อสร้างเอ็มพาทีต่อกัน และเทรนเด็กให้เป็นเพื่อนที่ปรึกษาในห้องเรียนของตัวเอง สร้างความแข็งแกร่งจากภายในผ่านการรู้คุณค่าของตัวเอง ดึงคุณค่านั้นออกมาแสดง จนเกิดความภาคภูมิใจและความมั่นใจ นำไปสู่การค้นพบพลังของตัวเอง (เซลฟ์ดิสคัฟเวอรี) และการนำพลังนั้นไปให้กับโลก โดยเพื่อนที่ปรึกษาเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เพื่อนเห็นว่า ถ้าทำแบบนั้นจะได้อะไร และถ้าไม่ทำจะได้อะไร

นักเรียนอย่างชมพู่และมายด์เล่าว่า เพื่อนที่เข้ามาปรึกษามักมีเรื่องความรัก การอกหักครั้งแรก และมักโทษตัวเองว่าทำได้ไม่ดีพอ เมื่อรับฟังก็จะให้กำลังใจให้เพื่อนให้อภัยตัวเอง และนัดติดตามอาการตามขั้นตอนที่เทรนมาจากนักจิตวิทยา จนเพื่อนดีขึ้นมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ภูมิใจที่สุด แต่ก็ย้ำกับเพื่อนเสมอว่าตนได้แค่แนะนำ คนที่พาตัวเองออกมาจากความรู้สึกลบได้คือตัวเพื่อนเอง

ทีมที่ผ่านการเทรนนิ่งมีประมาณ 10 คน ทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ทักษะที่ฝึกมีราว 8-9 ทักษะ เช่น การใส่ใจ การฟัง การให้กำลังใจ และการสรุปความ รวมถึงการสร้างความไว้วางใจกับเคสก่อน การเก็บความลับให้แน่นหนา เทคนิคการสังเกต เช่น ดูสีหน้า แววตา หรือร่องรอยบาดแผล และเทคนิคการวางแผนโดยหาแนวทางให้เพื่อนเลือกเอง แม้จะเป็นเพียงนักเรียนชั้น ม.6 ที่เปรียบเหมือนเด็กฝึกงาน แต่ก็ทำได้อย่างคมชัด และเป็นแบบอย่างที่โรงเรียนอื่นสามารถนำไปทำตามได้

มุมมองภาครัฐ

นี่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่ภาครัฐต้องมองเห็น เพราะการจัดการปัญหาที่ยั่งยืนต้องมีนโยบายที่เป็นรูปธรรม รายการได้พูดคุยกับผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่าปัญหาภาวะซึมเศร้า การใช้ความรุนแรง และการบูลลี่ในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญและพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไปได้ไม่ดีนัก ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนนักเรียนมากเมื่อเทียบกับบุคลากรที่ดูแลซึ่งมีจำกัด

ปัจจุบันในสถานศึกษามีวิชาอย่างดิจิทัลลิเทอเรซีและมีเดียลิเทอเรซีเพื่อให้เด็กรู้เท่าทัน แต่ลำพังในสถานศึกษาอย่างเดียวอาจไม่พอ สังคมต้องช่วยกัน และสื่อมีส่วนสำคัญในการนำร่อง เพราะบางคอนเทนต์จำเป็นต้องมีการกำหนดร่วมกันและเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งปรับหลักสูตรสำหรับเด็กเล็กเพื่อให้มีอีคิวสูงขึ้น การให้ความรู้กับเด็กวัยเริ่มต้น การให้ผู้ปกครองสอนเรื่องการยับยั้งชั่งใจ และการฝึกสมาธิ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยได้

จิ๊กซอว์ที่หายไป

ปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือนักเรียนอาชีวะ ค่อนข้างมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราสามารถหาจิ๊กซอว์ต่าง ๆ มาช่วยแก้และป้องกันปัญหาให้ลดลงได้ นักเรียนไทยก็จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของอนาคตและสังคมไทยต่อไปได้

ติดตามชม รายการ The Last Jigsaw Season 4 ชุด ต่อเติมใจ ตอน พื้นที่ห่างใจในโรงเรียน ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/TheLastJigsaw

วิดีโอแนะนำ

ล่าสุด
ล่าสุด

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย