รู้ทันกันได้ : อาการบวมแต่ละจุด ปักหมุดโรคอะไร
คุณเคยประสบปัญหาเรื่องการบวมไหม? ไม่ว่าจะเป็นหน้าบวม แขนขาบวม หรือท้องบวม เมื่ออาการบวมเกิดขึ้นมันอาจทำให้เราขาดความมั่นใจและสงสัยว่านี่คือไขมันสะสมหรือบวมน้ำกันแน่ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีแยกแยะและเฝ้าระวังอาการบวมที่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงกัน
วิธีแยกอาการบวมจากไขมันกับน้ำ
อาการบวมน้ำ - เมื่อกดลงไปจะเหมือนกดฟองน้ำที่ชุ่มน้ำ จะบุ๋มลงไปและไม่คืนตัวทันที เพราะน้ำจะกระจายไปข้างๆ
บวมจากไขมัน - เมื่อกดลงไปจะแน่นกว่า เหมือนกดหมูสามชั้น แม้จะยุบได้แต่จะเด้งกลับขึ้นมาทันที ไม่ได้ยุบลงไปเหมือนฟองน้ำ
โรคร้ายที่ทำให้เกิดอาการบวม
อาการบวมที่กดแล้วบุ๋มลงไปอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงหลายชนิด:
โรคหัวใจ
หัวใจปั๊มน้ำออกไปไม่ทัน ทำให้เกิดอาการบวมโดยเฉพาะที่ขา หากบวมและนอนหงายไม่ได้เพราะอึดอัด อาจเป็นสัญญาณหัวใจวาย
โรคตับ
อาการบวมที่ท้อง แต่แขนขาลีบ ตัวเหลือง ท้องป่อง อาจเป็นโรคตับระยะสุดท้ายหรือตับแข็งรุนแรง
โรคไต
ไตทำงานไม่ดี ทำให้ร่างกายขับน้ำและโซเดียมออกไม่ทัน เกิดอาการบวมได้โดยเฉพาะตอนตื่นนอน
ลิ่มเลือด
อาการบวมขาข้างเดียวอย่างรุนแรง ขณะที่อีกข้างลีบ อาจมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด หากลิ่มเลือดกระจายไปอุดที่ปอดหรือสมอง อาจถึงแก่ชีวิตได้ภายใน 5 นาที
เส้นเลือดขอด
ผู้ที่มีเส้นเลือดขอดเยอะและมีอาการบวมขา แสดงว่าเลือดไหลเวียนกลับไม่ดี เพราะลิ้นเลือดพัง
อาการบวมตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
อาการบวมที่ตาตอนตื่นนอนเกิดได้จาก:
- กินอาหารเค็ม - โซเดียมหรือเกลือสะสมในร่างกาย
- ร้องไห้ - จมูกบล็อกมีน้ำมูก ทำให้เลือดจากรอบตาระบายไม่ดี คล้ายท่อระบายน้ำตัน
- นอนหลับมาก - ร่างกายระบายของเหลวไม่ทัน
หนังเปลือกตาหรือหนังรอบตาเป็นจุดที่ค่อนข้างหลวม จึงเป็นจุดที่บวมง่ายกว่าบริเวณอื่นเช่นหน้าผาก
อาการบวมที่ขา
อาการบวมที่ขามีสาเหตุหลากหลาย:
- นั่งห้อยขานาน หรือ นั่งรถทัวร์นาน - เลือดไหลเวียนไม่ดี แต่จะหายได้เองเมื่อยกขาขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง
- ลิ่มเลือด - หากบวมขาข้างเดียวอย่างรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- หัวใจวาย - บวมทั้งสองข้าง พร้อมอาการเหนื่อยหอบ
- โรคเท้าช้าง - เกิดจากเชื้อปรสิต กดแล้วไม่บุ๋ม
อาการบวมที่แขน
อาการบวมแขนข้างเดียวและกดไม่ยุบ อาจเกิดจากการตัดต่อมน้ำเหลืองที่เต้านมหรือรักแร้ เช่นผู้ที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านม
สาเหตุทั่วไปของอาการบวม
อาการบวมจากไลฟ์สไตล์
- ซื้อรองเท้า - ควรไปซื้อตอนบ่ายสองโมงขึ้นไป เพราะเท้าจะบวมตามธรรมชาติในช่วงบ่าย
- เดินเยอะ - ทำให้ขาบวมได้ แต่จะหายเองเมื่อพักผ่อน
- นั่งเครื่องบินนาน - ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เกิดการบวมได้
อาการบวมจากยา
- ยาแก้ปวด เช่น นาพรอกเซน (NSAIDs) - มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการบวมถึง 9%
- ยาลดความดัน เช่น แอมโลดิพีน (Calcium channel blocker)
- ยาแก้ปวดปลายประสาท เช่น พรีกาบาลิน
- ยาจิตเวช เช่น ริสเพอริโดน
- สเตียรอยด์
- ยาคุมกำเนิด
อาการบวมตามฮอร์โมน
- ก่อนมีรอบเดือน - ผู้หญิงหลายคนมักมีอาการการบวมในช่วงนี้
- ยาคุมกำเนิด - ฮอร์โมนในยาคุมอาจทำให้บวมได้
วิธีแก้อาการบวมเฉพาะหน้า
- นอนหัวสูง - น้ำจะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำตามกฎของน้ำ
- ใช้ความเย็น - ประคบด้วยผ้าเย็นหรือช้อนเย็น โดยใช้ท้องช้อน (ไม่ใช่หน้าช้อน) แปะที่รอบตา ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดยุบและการบวมลดลงเร็ว
- ยกขาขึ้น - หากบวมที่ขา ให้ยกขาขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง
สัญญาณเตือนอาการบวมที่ต้องรีบพบแพทย์
ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากพบอาการเหล่านี้:
- บวมขาข้างเดียวอย่างรุนแรง - อาจมีลิ่มเลือดอุดตัน
- บวมพร้อมเหนื่อยหอบ - อาจเป็นหัวใจวาย
- นอนหงายไม่ได้ - น้ำคั่งในปอด อาจเป็นหัวใจวาย
- บวมท้อง แขนขาลีบ ตัวเหลือง - อาจเป็นโรคตับระยะรุนแรง
- บวมไม่หาย - แม้พักผ่อนและยกขาขึ้นแล้ว
- บวมพร้อมมีไข้ - อาจมีการติดเชื้อ
ผู้ที่บวมง่ายควรระวังและตรวจสุขภาพเป็นประจำ
ระยะเวลาที่อาการบวมควรหาย
- บวมจากเดินเยอะหรือนั่งนาน - หายได้เองภายในครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงเมื่อพักผ่อนและยกขาขึ้น
- บวมจากหัวใจวาย - ต้องรักษาด้วยการขับน้ำและเพิ่มการปั๊มของหัวใจ อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายอาทิตย์
- บวมจากยา - อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาหรือปรับขนาด
- บวมจากโรคเรื้อรัง - ต้องรักษาโรคต้นเหตุควบคู่ไป
สรุป: เฝ้าระวังอาการบวมเพื่อสุขภาพที่ดี
อาการบวมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสมอไป หากพบว่ามีการบวมควร:
- หาสาเหตุ - พิจารณาว่าอาการบวมเกิดจากหัวใจ ตับ ไต ปอด หรือยาที่รับประทาน
- สังเกตอาการ - ดูว่าบวมข้างเดียวหรือสองข้าง กดแล้วบุ๋มหรือไม่
- ตรวจสอบอาการร่วม - มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ หรือไม่
- ไม่นิ่งนอนใจ - โดยเฉพาะการบวมขาข้างเดียว เพราะอาจมีลิ่มเลือดที่อันตรายถึงชีวิต
- พบแพทย์ - หากอาการบวมไม่หายหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
การเฝ้าระวังและรู้ทันอาการบวมจะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันโรคร้ายแรงได้ทันท่วงที อย่าลืมว่าการบวมที่ดูเหมือนไม่มีอะไรอาจเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของร่างกายเรา
คำเตือน: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ




























































