เกษตรกรเลี้ยงปลา ขอรัฐหาสาเหตุปลาตายและเยียวยา จ.ปราจีนบุรี
ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในปราจีนบุรี ยังคงเป็นภาพที่น่าเห็นใจ เมื่อข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันที่ชัดเจน โดยเฉพาะสาเหตุการตายของปลาตลอดลำน้ำ ซึ่งเบื้องต้นมีเพียงคำอธิบายว่าอาจเกิดจากปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้เกษตรกรขาดความมั่นใจและเกิดความลังเลว่าควรจะตัดสินใจกลับมาลงทุนอีกครั้งเมื่อไหร่ดี
ทว่าในวิกฤตก็ยังมีคนที่ต้องสู้ต่อ เกษตรกรรายหนึ่งใน ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ ตัดสินใจทดลองเริ่มเลี้ยงปลาอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้จะสูญเสียปลาไปเกือบทั้งหมด 16 กระชัง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 8 แสนบาท แต่การกลับมาครั้งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยลดจำนวนลูกปลาทับทิมลงครึ่งหนึ่ง จากปกติกว่า 10,000 ตัว เหลือเพียง 5,000 ตัว ซึ่งเริ่มปล่อยไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนหากเกิดเหตุลูกปลาน็อกน้ำตายซ้ำ
เหตุผลที่เกษตรกรรายนี้ต้องกัดฟันทดลองเลี้ยงต่อทั้งที่ยังกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ เป็นเพราะนี่คือรายได้หลักของครอบครัว และปลาต้องใช้เวลาเลี้ยง 4-6 เดือน จึงจะจับขายได้ หากไม่เริ่มตอนนี้ก็อาจจะไม่ทันก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งในปีหน้า ในทางกลับกัน เกษตรกรอีกกลุ่มในหมู่ 2 ต.บ้านทาม อ.ศรีมหาโพธิ ยังคงเลือกที่จะระงับการปล่อยลูกปลาล็อตใหม่ลงกระชัง เพราะต้องการรอความชัดเจนของผลตรวจคุณภาพน้ำและปลาจากกรมควบคุมมลพิษและกรมประมงเสียก่อน
เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดปราจีนบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดปราจีนบุรี ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสัตว์น้ำตลอดแนวแม่น้ำปราจีนบุรี ครอบคลุมตั้งแต่ อ.กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี ไปจนถึง อ.บ้านสร้าง โดยจะส่งตรวจในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียดเพื่อหาปรสิต ไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงโรคและรอยโรคต่าง ๆ ในปลาธรรมชาติและปลาในกระชัง เพื่อนำผลไปใช้เป็นแนวทางแนะนำเกษตรกรในรอบต่อไป
ข่าวดีเล็ก ๆ ท่ามกลางวิกฤต คือ กรมประมงได้ออกมายืนยันแล้วว่าปลาใน จ.ปราจีนบุรี สามารถทานได้ แม้จะมีการตรวจพบสารโลหะหนักบางส่วน เช่น ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม แต่ปริมาณที่พบนั้นไม่ได้สูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาสำคัญอีกประการคือการเพิ่มขึ้นของนิคมโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรที่เพิ่งบอบช้ำจากน้ำท่วมใหญ่ยังต้องมาเผชิญความเสี่ยงจากสารพิษตกค้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ปลูกสมุนไพรและผักปลอดสารพิษ ซึ่งหากภาครัฐยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ก็อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพเดิมได้อีกเลย



























































