Loading...

แชร์

Copied!

เตือนภัยสงกรานต์ “ยาแก้เมารถ” ไม่ช่วยแก้เมาเหล้า เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

13 เม.ย. 69 | 07:00 น.
เตือนภัยสงกรานต์  “ยาแก้เมารถ” ไม่ช่วยแก้เมาเหล้า เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
สงกรานต์ 2568 ที่ผ่านมา สถิติอุบัติเหตุบนถนนทั่วประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกิดอุบัติเหตุรวม 1,538 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 253 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 1,495 ราย ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ระหว่างวันที่ 11–17 เมษายน

เมื่อพิจารณาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ พบว่ายังคงเป็นปัจจัยเดิมซ้ำ ๆ ได้แก่ การขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ขณะที่รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าผู้ขับขี่กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มเปราะบางบนท้องถนนไทยมากที่สุด

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 15.00–21.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับหลังจากร่วมกิจกรรมหรือสังสรรค์ในช่วงบ่ายถึงเย็น โดยกลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุระหว่าง 20–29 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอย่างต่อเนื่องในทุกปี

ขณะเดียวกัน กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษกรณีเมาแล้วขับไว้อย่างเข้มงวด โดยในกรณีความผิดครั้งแรก หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบขับขี่ ส่วนกรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะมีโทษหนักขึ้น โดยจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท และศาลจะสั่งทั้งจำและปรับ พร้อมพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขอุบัติเหตุและมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด กลับยังมีความเชื่อผิด ๆ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเชื่อว่า “กินยาแก้เมาแล้วสามารถขับรถต่อได้” หรือยาจะช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก่อนผ่านด่านตรวจ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ไม่เพียงไม่เป็นความจริง แต่ยังอาจทำให้ผู้ขับขี่ประมาทมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

Thai PBS Verify สอบถามเภสัชกรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรังสิต เกี่ยกวับประเด็นความเชื่อดังกล่าวว่าเป็นแค่ความเชื่อ หรือว่าคือเรื่องจริง  

จราจร

ยาแก้เมารถ ทำงานยังไง  และทำไมถึงอันตราย

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมการกินยาแก้เมารถแล้วดื่มเหล้าต่อถึงอันตราย ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจว่ายานี้ทำงานอย่างไรก่อน

ภก.พงศ์ศิริ กุลชนะวิเชียร จากวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เสริมในประเด็นเดียวกันว่า ในกรณีที่รุนแรง การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ปริมาณมากอาจ กดการหายใจ ได้เลย ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากนี้ ยาแก้เมารถยังไม่ได้ช่วยแก้อาการเมาเหล้าแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อาจทำให้อาการ แฮงก์โอเวอร์รุนแรงขึ้น เพราะร่างกายต้องจัดการกับสารสองชนิดพร้อมกัน

อาจารย์ เภสัชกรพงศ์ศิริ กุลชนะวิเชียร อาจารย์ประจำวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

อาจารย์ เภสัชกรพงศ์ศิริ กุลชนะวิเชียร อาจารย์ประจำวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ขณะที่ รศ.ภก.ดร.วิศรุต บูรณสัจจะ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในทิศทางเดียวกันว่า ท ยาแก้เมารถที่วางขายทั่วไปในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหน มักมีตัวยาสำคัญชื่อ “ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)” ซึ่งออกฤทธิ์โดยการ กดระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อลดสัญญาณที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และเวียนหัวจากการเคลื่อนไหว

ตรงนี้คือจุดที่หลายคนมองข้าม เพราะ แอลกอฮอล์ก็กดระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกัน เมื่อกินยาแก้เมารถพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์ ฤทธิ์กดประสาทจะทับซ้อนกันและเสริมฤทธิ์กัน

ผลที่ตามมาคือ ง่วงซึมหนักขึ้น การตอบสนองช้าลง และเกิดอาการสะลึมสะลือ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างมากหากยังฝืนขับรถต่อ

รศ.ภก.ดร.วิศรุต บูรณสัจจะ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภก.ดร.วิศรุต บูรณสัจจะ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โกงเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ได้ไหม 

ความเชื่อเรื่องการกินยาแก้เมาแล้วจะโกงเครื่องเป่าได้นั้น แพร่กระจายในกลุ่มคนดื่มมานานมากแล้ว บางคนกินยาก่อนขับรถเป็นประจำด้วยความเชื่อนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ผลเลย

เครื่องวัดแอลกอฮอล์ทำงานโดยการวัดปริมาณแอลกอฮอล์จาก ลมหายใจ ซึ่งสะท้อนระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยตรงและแม่นยำมาก ยาแก้เมารถไม่มีกลไกใดที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหรือลมหายใจได้ ไม่ว่าจะกินกี่เม็ดก็ตาม

ทั้ง รศ.ภก.ดร.วิศรุต และ ภก.พงศ์ศิริ ยืนยันตรงกันว่า ตัวยาไดเมนไฮดริเนตไม่มีผลต่อกระบวนการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในร่างกายแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ลดแอลกอฮอล์ในเลือดได้คือ เวลา เท่านั้น

ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาแก้เมารถ ทำยังไงถึงปลอดภัย

ยาแก้เมารถไม่ใช่ยาอันตราย ถ้าใช้ถูกวิธีและถูกจุดประสงค์ สำหรับคนที่เมารถเมาเรือจริง   ๆ และต้องการใช้ยาเพื่อเดินทางสะดวก มีแนวทางที่ควรทำดังนี้

รับประทานก่อนเดินทางประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ทันก่อนที่จะเริ่มรู้สึกไม่สบาย และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ขับรถเอง เพราะยาจะทำให้ง่วงและตอบสนองช้าลงอยู่แล้วแม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับคนที่ต้องขับรถเองและกังวลเรื่องแพ้ท้องหรืออาการอื่น ควรปรึกษาเภสัชกรก่อน เพราะปัจจุบันมียาแก้แพ้บางชนิดที่ ไม่ทำให้ง่วง และเหมาะกับผู้ขับขี่มากกว่า

และถ้าระหว่างขับรถรู้สึกง่วงขึ้นมาไม่ว่าจะมาจากยาหรือความเหนื่อยล้า อย่าฝืน ให้ หยุดพักในที่ปลอดภัยก่อนเดินทางต่อ เสมอ เพราะการถึงที่หมายช้าลงสักชั่วโมงสำคัญน้อยกว่าการไม่ถึงที่หมายเลย

ยาแก้เมารถมีไว้แก้เมารถ ไม่ใช่แก้เมาเหล้า ไม่ช่วยโกงเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ และถ้ากินพร้อมดื่มแล้วขับ มีโอกาสอันตรายกว่าไม่กินยาเสียอีก

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน