Profile icon

นักศึกษาถูกหลอกให้ “ทุนเรียนต่อต่างประเทศ” สูญ 1.78 ล้านบาท อ้างโอนเงินตรวจสอบบัญชี

DateClock icon13:01|How to

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยกรณีนักศึกษาหญิงวัย 22 ปี ใน จ.ปทุมธานี ถูกกลุ่มผู้หลอกลวงอ้างเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ ก่อนแจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และเปลี่ยนมาอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาต่อสหรัฐฯ สุดท้ายสูญเงินกว่า 1.78 ล้านบาท

 อ้างเป็นตำรวจ แจ้งพัวพันคดีฟอกเงิน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร แจ้งว่ามีผู้นำสำเนาบัตรประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนในชื่อผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารใน จ.พิจิตร และบัญชีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน

อีกฝ่ายยังอ้างว่า ผู้ต้องหารายหนึ่งให้การซัดทอดว่าผู้เสียหายขายสำเนาบัตรประชาชนและยินยอมให้เปิดบัญชีม้า แลกกับค่าตอบแทน 10-20% ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกังวล แม้ในช่วงแรกยังไม่เชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

จากนั้นมีบุคคลอีกคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่ของเครือข่ายโทรศัพท์ ติดต่อมาแจ้งว่ามีผู้นำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปซื้อซิมโทรศัพท์ใน จ.พิจิตร พร้อมแนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการ

อ้างทุนเรียนต่อสหรัฐฯ ก่อนหลอกให้โอนเงิน

ผู้เสียหายจึงติดต่อกลับไปยังบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ และได้รับคำแนะนำให้โอนเงิน 1 ล้านบาท เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์และตรวจสอบบัญชี

เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว อีกฝ่ายจึงเปลี่ยนมาอ้างว่า ผู้เสียหายได้รับทุนการศึกษาต่อที่สหรัฐฯ แต่มีเงื่อนไขต้องนำเงิน 1 ล้านบาทฝากไว้ในบัญชีธนาคาร เพื่อยืนยันสถานะทางการเงิน พร้อมระบุว่าจะคืนเงินให้ หากตรวจสอบแล้วไม่พบความเกี่ยวข้องกับคดี

ผู้เสียหายจึงขอเงินจากบิดาจำนวน 1 ล้านบาท และนำไปโอนตามคำแนะนำ

ระหว่างนั้น อีกฝ่ายยังสั่งให้ผู้เสียหายตัดการติดต่อกับบุคคลรอบข้าง ไม่ให้บอกเรื่องดังกล่าวกับครอบครัว และให้ไปพักอยู่เพียงลำพังเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน

วันที่ 5 ก.ย. 2569 เวลา 16.04 น. ผู้เสียหายโอนเงิน 1 ล้านบาทไปยังบัญชีที่ได้รับคำสั่ง ก่อนถูกติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram และให้โอนเงินเพิ่มเติมอีก 5 ครั้ง ระหว่างวันที่ 7-8 ก.ย. 2569

เงินที่โอนเพิ่มเติม ได้แก่ 9,806 บาท, 590,000 บาท, 16,000 บาท, 4,830.83 บาท และ 162,831.57 บาท รวมโอนเงินทั้งหมด 6 ครั้ง เป็นเงิน 1,783,468.50 บาท

พ่อเริ่มสงสัย หลังข้อมูลบริษัทไม่ตรงกัน

หลังจากโอนเงินให้ลูกสาว บิดาของผู้เสียหายเริ่มสงสัยว่าบริษัทที่อ้างว่าเป็นผู้มอบทุนการศึกษามีอยู่จริงหรือไม่ จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

แม้พบว่าบริษัทดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ข้อมูลผู้จัดการบริษัทกลับไม่ตรงกับข้อมูลที่ลูกสาวได้รับ โดยข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตระบุว่าผู้จัดการเป็นผู้หญิง ขณะที่ผู้เสียหายได้รับข้อมูลว่าเป็นผู้ชาย

บิดาจึงพยายามทักท้วงและขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อน แต่ผู้เสียหายยังไม่เชื่อ และออกจากบ้านไปจนขาดการติดต่อกับครอบครัว

วันที่ 8 ก.ย. 2569 เวลา 11.23 น. บิดาเข้าแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามตัวลูกสาวและตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาวันที่ 9 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่สืบสวนจนทราบว่าผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงเข้าช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่พบผู้เสียหายอยู่ในอาการหวาดกลัวและพูดจาวกวน ภายในห้องพักยังพบธนบัตรเก่าและเหรียญสะสมของบิดา รวมถึงทองคำ 3 รายการ ก่อนนำตัวไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย


ทุนเรียนต่อต่างประเทศ

เตือน “ทุนการศึกษา” อาจเป็นกลลวง

ACSC เตือนนักศึกษาและผู้ปกครองให้ระวังการหลอกลวงที่นำเรื่อง การศึกษาต่อ ทุนการศึกษา หรืออนาคต มาใช้สร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้ตัดสินใจโอนเงิน

จากกรณีดังกล่าว กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องคดีฟอกเงินและข้ออ้างเรื่องทุนการศึกษา เพื่อสร้างความกังวลและโน้มน้าวให้ผู้เสียหายโอนเงิน พร้อมสั่งให้ตัดการติดต่อกับครอบครัว

หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ควรหยุดการสนทนาและตรวจสอบข้อมูลกับมหาวิทยาลัย เจ้าของทุน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนดำเนินการใด ๆ

5 สัญญาณเตือนที่ควรระวัง

  • อ้างเป็นตำรวจ ปปง. DSI หรือหน่วยงานรัฐ และแจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี
  • ขอให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตรวจสอบบัญชี หรือยืนยันสถานะทางการเงิน
  • อ้างว่าได้รับทุนการศึกษา แต่ต้องโอนเงินหรือวางเงินเพื่อยืนยันสิทธิ
  • สั่งให้ตัดการติดต่อกับครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด และให้ดำเนินการตามลำพัง
  • เปลี่ยนช่องทางการติดต่อไปยังแอปพลิเคชันส่วนตัว เช่น Telegram

ACSC ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจจะไม่บังคับให้ประชาชนโอนเงินหรือนำทรัพย์สินไปมอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รวมถึงไม่มีการส่งหมายจับหรือหมายเรียกผ่านไลน์ หรือใช้วิดีโอคอลเพื่อสอบสวนและควบคุมตัว

ผู้ปกครองควรสังเกตหากบุตรหลานมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น เก็บตัว ตัดการติดต่อกับครอบครัว หรือขอเงินจำนวนมากโดยอ้างว่าเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเพื่อรับทุน ควรตรวจสอบข้อมูลกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรง

หากไม่แน่ใจว่ากำลังเผชิญกับมิจฉาชีพหรือไม่ สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน AOC 1441 เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!