Thai PBS Verify ร่วมเสวนาหาทางออก “วิกฤตข่าวปลอม” เพื่อรวมเป็นข้อเสนอของไทยสู่อาเซียน

คนไทย 63% กังวลแยกข่าวจริง-เท็จไม่ได้! ส่องรายงาน ASEAN INFORMED 2026 ที่ Thai PBS Verify ได้ร่วมเจาะลึกวิกฤตข่าวปลอมยุค AI และทางออกสื่อไทย
ช่องทางรับข่าวสารหลักของผู้คนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ เพราะผลการศึกษาล่าสุดสะท้อนเรื่องนี้อย่างน่ากังวล เมื่อพบว่า คนไทยมากถึง 63% ไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถแยกแยะระหว่าง “ข่าวจริง” กับ “ข่าวปลอม” ได้หรือไม่ ซ้ำร้ายการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI ยังกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้การผลิตและแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนทำได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมหาศาล
ความท้าทายนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นภัยลุกลามระดับภูมิภาค ตั้งแต่วิกฤตโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ในเมียนมา ไปจนถึงการที่แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Big Tech ที่เริ่มลดบทบาทการสนับสนุนองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ เนื่องในวาระวันข่าวโลก 2026 โคแฟคและภาคีเครือข่าย ทั้งนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน Thai PBS Verify และเครือข่าย Fact-Checkers ในไทย จึงร่วมกันเสวนา ผ่านรายงาน “ASEAN INFORMED: รายงานประเทศไทยว่าด้วยการรับมือสารสนเทศบิดเบือนและการปกป้องความถูกต้องของข้อมูล” เพื่อถอดรหัสต้นตอและร่วมกันหาทางออกให้ระบบนิเวศสื่อไทยและอาเซียนให้กลับมาเชื่อถือได้อีกครั้ง
IMS ชี้ความเชื่อมั่นต่อสื่ออาเซียนลดลงทั่วภูมิภาค เมื่อ AI ทำข่าวปลอมต้นทุนต่ำ
Mr.Paco Pangalangan จาก International Media Support (IMN) เปิดเผยถึงการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ ว่าการเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นการมารับฟังปัญหาในประเทศไทย ซึ่งปัญหาที่สื่อในประเทศไทยจะสะท้อนออกมานั้น จะสามารถทำให้เห็นว่าภูมิทัศน์ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน และเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นแค่เฉพาะในไทย แต่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ด้วย
Mr.Paco Pangalangan International Media Support (IMS)
ผลจากการศึกษาพบว่า คนไทย 6 ใน 10 คน รับข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลัก และมากกว่าครึ่งใช้ TikTok ในการติดตามข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อข่าวลดลงถึง 8 จุด ใน 1 ปีที่ผ่านมา เหลือเพียงร้อยละ 47 และคนไทยถึงร้อยละ 63 มีความกังวลว่าตัวเองจะแยกแยะไม่ได้ว่า ข่าวหรือข้อมูลใด ๆ เป็นเรื่องจริง หรือข่าวหรือข้อมูลใด ๆ เป็นเรื่องเท็จ
สำหรับประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่เผชิญกับสถานการณ์นี้เพียงประเทศเดียว แต่เกิดกรณีลักษณะเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาคด้วย และทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการสำรวจระดับความกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นเท็จ พบว่ามีค่าเฉลี่ยสูงกว่าทั้งโลก รวมถึงความเชื่อมั่นต่อข่าวสารก็กำลังลดลงเช่นเดียวกัน ทั้งในอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งในฟิลิปปินส์ที่เป็นบ้านเกิดของตนเองนั้น ความเชื่อมั่นที่มีต่อข่าวสารที่มีการนำเสนอนั้นลดลง 10% ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันคือ เด็กและเยาวชน, สตรีที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ หรือชนพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันเทคโนโลยี AI ก็ทำให้การผลิตเนื้อหาหลอกลวงหรือเนื้อหาที่เป็นเท็จ ทำได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
คนทำข่าวลวง “เก่งขึ้น” แต่คนเสพยัง “เชื่อตามใจ”: ความท้าทายใหม่ของ Fact-Checkers ในไทย
สภาพปัญหา Disinformation และความท้าทายของงาน Fact-Check จากการสังเกตของ คุณกุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค พบว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่ “เปลี่ยนไป” และสิ่งที่ “เหมือนเดิม” ดังนี้
สิ่งที่เปลี่ยนไป
1.คนผลิตและเผยแพร่ Disinformation “เก่งขึ้น” อย่างน้อย 3 ทักษะ
- จับกระแสเก่งขึ้น รู้ว่าสังคมกำลังสนใจเรื่องอะไร เช่น กรณีเจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ทุจริต/เสพเมถุน ก็มีการเอาคลิปพระพม่าทะเลาะวิวาทกันกลางถนนมาใช้ AI ดัดแปลงให้ดูเหมือนพระไทย, พอน้ำท่วมถนนกรุงเทพฯ ก็มีคลิปไฟรั่วกลางถนนในเวียดนามเมื่อปี 67 เผยแพร่ออกมา
- ลอกข่าวลวงจากต่างประเทศเก่งขึ้น ข่าวลวงที่มีในต่างประเทศ โคแฟคพบว่าในไทยก็มีเช่นเดียวกัน เช่น การเอาคลิปคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran ในอดีตมาบิดเบือนว่าเขาต้องแสดงอย่างโดดเดี่ยวหลังจากปลดศิลปินแรปเปอร์จากทัวร์คอนเสิร์ต
- ใช้ AI มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในการสร้างเนื้อหาทั้งวิดีโอ ภาพประกอบ และเสียง เช่น กรณีน้องเนเน่แต่งเพลงไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่”
2. Influence Operation (IO) ของรัฐมีกำลังแรงขึ้นและมีส่วนมากขึ้นในการใช้เนื้อหาเท็จ/Hate Speech สร้างความเกลียดชังผู้เห็นต่างจากรัฐ ทั้งนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคง, ไทย-กัมพูชา, จังหวัดชายแดนภาคใต้, การเมือง, สถาบันกษัตริย์
3. Platform operators ให้ความสำคัญน้อยลงกับการแจ้งเตือน นำเนื้อหาเท็จออกจากระบบ หรือลงโทษบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎชุมชน, ปี 2563-2564 ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเคยทำรายงานผลการตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เชื่อมโยงกับกองทัพและมีพฤติกรรม “ร่วมกันโจมตีหรือสร้างกระแสให้ไปในทิศทางเดียวกัน” (Coordinated Inauthentic Behavior) แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว
กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค
สิ่งที่เหมือนเดิม
- คนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจความจริง เลือกที่จะเชื่อและแชร์ในสิ่งที่ตรงกับความคิดตัวเอง (confirmation bias) โดยไม่สนใจว่าเนื้อหานั้นจริงหรือไม่
- สื่อยังคงมีส่วนในการเผยแพร่ Mis/Disinformation โดยเฉพาะในประเด็นที่ซับซ้อนอ่อนไหวหรือตรวจสอบยาก เช่น ไทย-กัมพูชา, ประชากรข้ามชาติ, ภัยพิบัติ
- ประชาชนทั่วไปยังไม่เห็นความสำคัญและไม่เข้าใจบทบาทของการ Fact-Check/Verification เหมือนเดิม อาจเป็นเพราะคนไม่ได้ใช้ Social Media เพื่อหาความจริง แต่เพื่อห้ำหั่นกัน / มองงาน Fact-Check เป็นแค่ผู้เล่นอีกคนหนึ่งในสมรภูมิออนไลน์ที่จะถูกจัดขั้วแบ่งฝ่ายทันทีที่งาน Fact-Check นั้นถูกใจหรือไม่ถูกใจเขา
ปัญหาและการรับมือข้อมูลบิดเบือนในสื่อดิจิทัลไทย
นายฐิติชัย อัฏฏะวัชระ จากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ระบุถึงปัญหาและการรับมือข้อมูลบิดเบือนในสื่อดิจิทัลไทยว่า ภาครัฐและองค์กรสื่อ เช่น สภาการสื่อมวลชน, สมาคมนักข่าว, และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้มีการหารือและจัดฝึกอบรมทักษะการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานให้นักข่าว แต่กลไกในองค์กรบรรณาธิการส่วนใหญ่ยังไม่มีทีมเฉพาะกิจ และแม้จะมีแนวทางปฏิบัติและข้อตกลงร่วมกันว่าสิ่งใดไม่ควรทำ แต่เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขัน ก็อาจส่งผลให้การนำเสนอข่าวสารไม่สมบูรณ์หรือไม่เพียงพอ
ฐิติชัย อัฏฏะวัชระ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
นอกจากการนี้การที่องค์กรเจ้าของเทคโนโลยี มุ่งเน้นเรื่องการพยายามล็อกบี้กลไก โดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องข้อมูลจริง ข้อมูลบิดเบือน หรือข่าวปลอม แต่มุ่งเน้นเรื่องมูลค่าเชิงเศรษฐกิจและการใช้ลิขสิทธิ์มากกว่า ส่งผลให้ปัญหาไปตกอยู่กับฝั่ง Influencer และ Creator ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ในไทยกลับไม่มีสำนักงานใหญ่จริงจัง มีลักษณะเหมือน Tech startup ที่เข้ามาลอย ๆ แม้มีนิติบุคคล แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเพียงห้องแถว จึงไม่ได้เน้นเรื่องความรับผิดชอบในพื้นที่หรือบริบทของประเทศ
ทั้งนี้มองว่าเจ้าภาพหลักในการผลักดันเรื่องมาตรการควบคุมแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้น ควรมาจากหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ สำนักงานความมั่นคงของประเทศ ที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) แต่ที่ผ่านมา กระทรวง DE เน้นบทบาทการออกกฎหมายและการใช้คำสั่งยาแรง มากกว่าการให้ความรู้หรือการตรวจสอบเนื้อหา
เห็นได้จากการที่หน่วยงานดังกล่าวแม้จะมีศูนย์บัญชาการหรือ Newsroom ที่มียูนิตต่าง ๆ ในหน่วยงาน แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เต็มร้อยในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารโดยตรง หรือชี้แจงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต บางครั้งหน่วยงานรัฐเอง ยังต้องขอให้สื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลให้อีกทาง แทนที่จะใช้ความเชี่ยวชาญจากผู้เชี่ยวชาญของรัฐโดยตรง ทำให้บริบทเนื้อหาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน
Thai PBS Verify สะท้อน 5 ปัจจัยทำข่าวปลอมล้นโซเชียลฯ
นายณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส จาก Thai PBS Verify ให้ความคิดเห็นถึงปัญหาการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่ตรวจสอบพบ โดยระบุว่า ปัญหาที่ทำให้ข่าวปลอมยังคงถูกเผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งได้เป็น 5 ข้อหลัก ๆ ได้แก่
1. ค่าตอบแทนของแพลตฟอร์ม ยังเป็นปัจจัยหลักในการที่ทำให้ข่าวปลอมยังคงแพร่กระจาย เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการสร้างข่าวปลอมของผู้ไม่หวังดี มักมีการสร้างข่าวปลอมในจำนวนที่มาก และหากโพสต์ใดโพสต์หนึ่งได้ยอดคลิกหรือยอดแชร์ ก็ถือว่าเพียงพอที่จะสร้างให้เพจได้รับความนิยม หรือสร้างรายได้กลับคืนมา
ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify
“สิ่งที่ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงลดลงได้ยาก คือการที่แพลตฟอร์มไม่ได้มีการจำกัดข่าวที่ได้รับการตรวจสอบไปแล้ว เพราะจะเห็นได้ว่าข่าวที่มีการตรวจสอบไปแล้ว หากผ่านระยะไปเพียง 1-2 สัปดาห์ข่าวเหล่านั้น ก็จะกลับมาวนซ้ำได้อีกครั้ง”
2. อัลกอริทึมที่ยังเป็นปัจจัยเสริม เพราะข่าวที่เป็นข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน มักใช้ข้อความที่เรียกยอดคลิก หรือที่เรียกว่า Click Bait ซึ่งต่างจากข่าวของสื่อหลัก หรือข่าวที่มาจากหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่สามารถพาดหัวหรือสร้างข้อมูลในลักษณะนั้นได้
3. ความนิยมของประชาชนต่อการติดตามสื่อลดลง โดยหากเปรียบเทียบกับ Influencer ในปัจจุบันที่สามารถรายงานข่าวได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง หรือลิขสิทธิ์ รวมถึงจำนวนของเหล่่า Influencer ในปัจจุบันทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง ที่มีจำนวนที่มากกว่าสื่อกระแสหลัก ทำให้การติดตามของประชาชนเปลี่ยนเป็นลักษณะของความชื่นชอบส่วนตัวในการรับข่าวสาร
4. สื่อไม่มีทุนหรือการสนับสนุนมากเพียงพอ ก็ไม่สามารถที่จะแบ่งบุคลากรมาทำงาน Fact-Check ได้ตลอดเวลา เพราะต้องยอมรับว่า การตรวจสอบข่าวใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบมากกว่าการรายงานข่าวปกติ ซึ่งจะทำให้องค์กรสื่อนั้น ๆ ทำได้เพียงแบ่งบุคลากรออกมาทำเป็นงานเฉพาะกิจทดแทน
5. ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลและออกกฎควบคุมแพลตฟอร์ม รวมถึง Influencer เพราะแม้การสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเป็นคนที่รายงานข่าวได้จะเป็นเรื่องดีก็ตาม แต่หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการนำเสนอข่าวบิดเบือนหรือข่าวปลอมในลักษณะเช่นนี้ ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาข่าวปลอมกลายเป็นเรื่องยากในอนาคต
อัลกอริทึมและ AI บดบังบทบาทการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor จากสำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) แม้จะเห็นด้วยกับข้อเสนอของวงเสวนา โดยเฉพาะการที่มองว่าประเทศไทย จำเป็นต้องผลักดันให้หน่วยงานของรัฐมีส่วนร่วมกับเรื่อง Information Asymmetry หรือ ความไม่สมมาตรของข้อมูล ด้วยการเป็นผู้ผลักดันให้ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียออกมาตรการป้องกันข่าวปลอม แต่อาจจะมีคำถามว่าหน่วยงานของรัฐ จะสามารถดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากรัฐมีส่วนร่วมด้วยโดยไม่ได้เอาตัวเองเป็นผู้เล่น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในความเป็นจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น เพราะต้องยอมรับว่าภาครัฐมีส่วนได้ส่วนเสียกับ Public Opinion ที่สามารถโน้มน้าวหรือชักจูงผู้คนได้
ณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor สำนักข่าว Agence France-Presse (AFP)
นอกจากนี้เม็ดเงินในการลงทุนเพื่อการพัฒนาของโซเชียลมีเดียก็ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะปัจจุบันการลงทุนได้มีการมุ่งไปพัฒนา AI ซะมากกว่า เพราะฉะนั้นเรื่องของการพัฒนาโซเชียลมีเดีย จึงกลายเป็นเรื่องรองในปัจจุบัน
“สำหรับ Fact-Checker เมื่อถึงเวลาทำงาน ต้องเน้นย้ำว่างานตรวจสอบต้องไม่ส่งผลให้เกิดความสับสนเพิ่มต่อสังคม โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ ที่โดยธรรมชาติจะมีเนื้อหาเกาะกระแสเพิ่มมากขึ้น”
วิกฤตสิทธิสื่อเมียนมา และหลัก “ไม่แทรกแซง” บทเรียนที่ ไทย-อาเซียน มองข้ามไม่ได้
คุณอรรวี แตงมีแสง จากเพจ Natty Loves Myanmar เล่าถึงปัญหาการสื่อสารของภาครัฐ และประสบการณ์การทำงานในประเด็นสื่อไทย-เมียนมาที่ผ่านมาว่า จากประสบการณ์ที่ทำประเด็นไทย-เมียนมามาโดยตลอด พบว่าสถานการณ์สื่อในเมียนมาปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
- สื่อของรัฐบาลทหารเมียนมา
- สื่อมวลชนอิสระ (Independent Journalists)
อรรวี แตงมีแสง เพจ Natty Loves Myanmar
เมื่อไม่นานมานี้ สื่อของรัฐบาลทหารเมียนมา เพิ่งได้รับรางวัล Combat Fake News จากงานที่จัดขึ้นในกัมพูชา ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์การรายงานข่าวในเมียนมา ที่นอกจากสถานการณ์จะย่ำแย่ถึงขั้นวิกฤต โดยหากนักข่าวไม่เขียนรายงานอวยรัฐบาลทหาร ก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ถูกจำคุก ถูกบุกค้นสำนักข่าว หรือถูกเนรเทศออกจากประเทศ ทำให้การทำข่าวประเด็นเมียนมาเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก
ที่สำคัญสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมาไม่ใช่แค่เรื่องข่าวปลอม (Fake News) ทั่วไปแล้ว แต่เข้าขั้นโฆษณาชวนเชื่อ หรือที่เรียกว่า Propaganda ดังนั้น สมาคมสื่อมวลชนที่จะเข้าไปสร้างความร่วมมือหรือปฏิสัมพันธ์กับสื่อในเมียนมา รวมถึงสื่อในหลายประเทศในอาเซียน ต้องมีความระมัดระวังและตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นสื่อประเภทใด
ส่วนในระดับภูมิภาค อาเซียนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก และยกขึ้นเป็นวาระการหารือระหว่างประเทศ แม้ผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้นจะพบว่ามีการพูดคุยกันบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่มากพอ เพราะยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-interference) ของอาเซียน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือกันจัดการปัญหา ทั้งที่จริงแล้วหากอาเซียนสามารถรวมตัวเครือข่ายร่วมกับสื่อมวลชน, ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers), องค์กร NGO และองค์กรอิสระในอาเซียนได้ กลุ่มเราจะมีอำนาจการต่อรองสูงมากในการรับมือหรือเจรจากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลก
“โฆษณาป๊อปอัป” ผลักคนหนีข่าวจริง
ขณะที่มุมมองของผู้บริโภค นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค ให้ความคิดเห็นว่า โฆษณาถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคถูกเบี่ยงเบนความสนใจ และเกิดความรำคาญในการเสพข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแพลตฟอร์ม เห็นได้จากปัจจุบันเวลาอ่านข่าวออนไลน์จะพบแอปพลิเคชันหรือโฆษณา เด้งขึ้นมารบกวนจำนวนมาก สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคถูกเบี่ยงเบนความสนใจ และเกิดความรำคาญในการเสพข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ สภาองค์กรของผู้บริโภค
ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI หรือคอนเทนต์รูปแบบอื่นแทน เนื่องจากไม่มีโฆษณาขึ้นมารบกวนใจ ซึ่งประเด็นนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากรูปแบบการค้าที่หลอกลวงหรือชี้นำ ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ระบบอัลกอริทึม และ AI ที่ต้องมีความรับผิดชอบ และความโปร่งใส
นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลออกกฎหมายลำดับรองล่าช้ามาก มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นค้างไว้นานเป็นปีโดยไม่มีความคืบหน้า และไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบถึงสาเหตุที่ยังไม่ออกกฎหมายลูก
ทั้งนี้ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคมีแนวทาง โดยเรียนรู้จากองค์กรผู้บริโภคในต่างประเทศ ที่มีการทำแคมเปญสำรวจข้อมูล ว่าปัจจุบันผู้บริโภคเผชิญอุปสรรคจากการอ่านข่าวอย่างไร มีโฆษณาขึ้นกี่จุด ขึ้นกี่วินาที หรือต้องกดหลบหลีกกี่ครั้ง ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคมีความตั้งใจที่จะเชิญชวนสื่อมวลชนและทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมมือกันเก็บรวบรวมข้อมูลและขับเคลื่อนในประเด็นนี้ร่วมกันในอนาคต
ประเด็นสำคัญคือความร่วมมือในการลงนามข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement หรือ ASEAN DEFA) ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามอย่างช้าที่สุดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ข้อตกลงนี้จะช่วยให้การไหลเวียนของข้อมูลบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาคือปัจจุบันยังไม่มีใครได้เห็นร่างข้อตกลงฉบับเต็ม จึงจำเป็นต้องมีการสอบถามไปยังประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ว่าข้อตกลงนี้จะส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชน ข่าว และแพลตฟอร์มอย่างไรบ้าง
ทำไมอาเซียนต้องบังคับกฎคุม Big Tech สู้ข่าวปลอมแบบ EU
นายทักษ์ดนัย เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย ระบุว่า สภาพแวดล้อมของสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบัน ส่งผลต่อการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ เนื่องจากมีเรื่องของแรงจูงใจ รายได้ และส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายต่าง ๆ ในบางครั้งสื่อเองก็กลายเป็นตัวกลางในการเผยแพร่ข่าวปลอม เพราะสื่อยังขาดทักษะในการแยกแยะระหว่างความจริงกับข่าวปลอมที่ถูกพัฒนาขึ้นจนแทบจะแยกไม่ออก
ทักษ์ดนัย เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย
ในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล AI ที่ชัดเจน หรือยังไม่มีกฎของแพลตฟอร์มมารองรับ ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความจริงให้อยู่ในสังคม แต่อุปสรรคสำคัญคือเมื่อตรวจเช็กข้อเท็จจริงแล้ว สังคมกลับไม่ค่อยรับข้อมูลนั้นไปเสพ เพราะข่าวปลอมหรือข่าวที่สร้างจาก AI เป็นคอนเทนต์ที่เสพได้ง่าย ในขณะที่ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้วมักไม่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชน
“ข้อสังเกตในปัจจุบันคือ รูปแบบการทำงานของ Fact-checkers ยังมีลักษณะเป็นรูปแบบเดียวอยู่ ทั้งที่ผู้คนในแต่ละช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ ต่างเสพสื่อในระดับและช่องทางที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง Fact-checkers กับรูปแบบสื่อที่คนแต่ละวัยให้ความสนใจ จะช่วยให้การเผยแพร่ความจริงสู่สังคมทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
ที่ผ่านมา กลไกของอาเซียนมักออกมาในรูปแบบของแนวทางปฏิบัติ (Guideline) หรือข้อแนะนำเท่านั้น แต่หากต้องการให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลจริง อาเซียนควรยกระดับจากการออกเพียงแนวทางปฏิบัติ ไปสู่การออกกฎหรือข้อบังคับที่สามารถบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ปฏิบัติตามได้ เหมือนตัวอย่างกลไกของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มเอื้อต่อข้อมูลเท็จดังเช่นในปัจจุบัน
“พันธมิตร Fact-Check ข้ามพรมแดน” ทางออกรับมือภัยออนไลน์
ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อเสนอในการทำงานในระดับอาเซียนว่า ภาพรวมของระบบนิเวศสื่อในปัจจุบันมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศนี้ทั้งหมด 6 ส่วนด้วยกัน ได้แก่
- ภาครัฐและองค์กรกำกับดูแล เช่น กสทช. ในประเทศไทย
- แพลตฟอร์มดิจิทัล
- องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน
- สื่อมวลชน ซึ่งปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสื่อดั้งเดิมกับ Influencer บางลงมาก เพราะเราอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้
- ภาคประชาสังคมและผู้บริโภค เช่น องค์กรผู้บริโภคต่าง ๆ
- ภาควิชาการ ได้แก่ นักวิชาการและสถาบันการศึกษา
ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนี้แต่ละภาคส่วนควรมีแนวทางในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน ซึ่งนอกจากการทำงานในแนวตั้งภายในแต่ละประเทศแล้ว ทุกภาคส่วนต้องทำงานข้ามประเทศ และเชื่อมโยงเข้าหากัน
- ฝั่งสื่อมวลชน: ควรรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กรหรือพันธมิตรตรวจสอบข้อเท็จจริงข้ามประเทศ (Cross-border Fact-checking Alliance) โดยดึงหน่วยงานที่มีอยู่ในแต่ละประเทศมาร่วมมือกัน
- ฝั่งวิชาการ: ควรแบ่งปันข้อมูลและสร้างแพลตฟอร์มการศึกษาร่วมกัน เช่น การพัฒนาหลักสูตร หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Education) เพื่อสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Literacy) ให้กับเด็กและนักศึกษาทั่วภูมิภาคอาเซียน
- ฝั่งภาครัฐ: ต้องเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันข้ามประเทศเช่นเดียวกัน
ส่วนปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสิ่งเร้ากระตุ้นให้เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและข่าวบิดเบือนในปัจจุบัน มองว่าปัญหานี้เกิดขึ้นภายใต้ปัจจัยเร่งหลายประการ ได้แก่
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflicts) และภัยพิบัติ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการกระจายข่าวสารที่บิดเบือนรวดเร็วขึ้น
- พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีการสร้างคอนเทนต์เอง (UGC) สูงขึ้น และมีภาวะกลัวตกกระแส (FOMO: Fear of Missing Out)
- เทคโนโลยี AI ที่พัฒนาให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วขึ้น ทำให้ทุกคนสร้างและแพร่กระจายข้อมูลได้อย่างง่ายดาย
แม้หลายประเทศจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีความเป็นห่วงผู้สูงวัย แต่จากงานวิจัยเรื่องภัยหลอกลวงออนไลน์ พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน First Jobber และนักศึกษาก็ถูกหลอกลวงไม่แพ้กัน
เหตุผลสำคัญคือ “ความเชี่ยวชาญทางดิจิทัล (Digital Savvy) ไม่ได้เท่ากับความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy)” แม้คนรุ่นใหม่จะเป็น Digital Native ที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันหรือเท่าทันสื่อเพียงพอ ดังนั้น การสร้างความรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประชาชนในทุกช่วงวัยและในทุกมิติ
เตรียมนำข้อมูลจากเวทีในไทยร่วมเป็นข้อเสนอของอาเซียน
สำหรับข้อมูลที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ Ms.Eva Danayanti International Media Support (IMN) ระบุว่า ไอเดียจากผู้ที่เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ จะถูกนำไปหยิบยก หรือนำข้อมูลจากผู้ที่ มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ มาแบ่งปันบทเรียน ในระดับอาเซียน ซึ่งหวังว่าในปลายปีนี้การประชุม ที่จะจัดขึ้นในกรุงจากาตาร์ จะนำข้อมูลที่ได้นี้ไปเป็นข้อแนะนำเชิงนโยบายร่วมกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน เพื่อนำเสนอเป็นข้อเสนอของภูมิภาคอาเซียนต่อไป
Ms.Eva Danayanti International Media Support (IMN)
ภาพบรรยากาศการเสวนา
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย)
เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง
จินตนา จันทร์ไพบูลย์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation for Democracy
กานท์กลอน รักธรรม Project Manager, Prevention of Violent Extremism






