กรมการปกครอง ยกเลิกให้ "พรรคประชาชน" เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน

การเมือง
10:52
จำนวนผู้ชม 930
กรมการปกครอง ยกเลิกให้ "พรรคประชาชน" เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน
กรมการปกครอง แจ้งยกเลิกให้ "พรรคประชาชน" เชื่อมระบบยืนยันตัวตน (DOPA-Digital ID) และ Smart Cart มีผล 12.00 น. 14 มี.ค.69 หลังพบเลขบัตรประชาชน - ข้อมูลส่วนตัวรั่ว

วันนี้ (15 มี.ค.2569) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เผยแพร่เอกสารกรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลระบุว่า

ตามที่ปรากฏข่าวสารกรณี พรรคประชาชน ได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอก ในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1. การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ

(1) กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงการใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ

เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล พร้อมทั้งพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ กับทุกหน่วยงาน ภายใต้นโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(2) กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม

หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดต่อไป

2. กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูล

หากมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

(1) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ

(2) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำ อันมิใช่ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร

(3) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)

  • การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย
  • มีโทษทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา

(4) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

  • หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

(5) กฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง

  • หากการได้มาของข้อมูลถูกนำไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ

ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

3. สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล

หากมีการนำข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น ใช้สมัครบริการทางการเงิน เปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ จนทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่

(1) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264–268 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และ/หรือมีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท

(3) ความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(4) ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(5) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร จะเป็นความผิดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(6) ร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และพิจารณาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของข้อมูล

4. แนวทางการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่

ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ สามารถดำเนินการได้ ดังนี้

(1) ติดต่อสำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เพื่อขอทำบัตรประชาชนใหม่

(2) กรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดำเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบ แต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด (ค่าธรรมเนียม 100 บาท)

(3) เลขประจำตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่

อ่านข่าว :

"พริษฐ์" มั่นใจปม Laser ID ไม่เสี่ยงทำ ปชน.ถูกยุบ ย้ำทำถูกกฎหมาย

เริ่มแล้วโหวตประธานสภาฯ "โสภณ" แข่ง "พริษฐ์"

ประชุมสภาฯ นัดแรก เลือก "ประธานสภา-รองประธานสภาฯ"