เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 สำนักข่าว Aljazeera เปิดเผย ทำเนียบขาวออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค. เพื่อเข้าพบกับ สี จิ้นผิง ปธน.จีน หลังจากที่กำหนดการเดิมซึ่งวางไว้ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. - 2 เม.ย. ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว แคโรลีน เลวิตต์ ระบุว่า นอกจากการเดินทางเยือนจีนแล้ว ผู้นำทั้งสองยังมีแผนที่จะพบกันอีกครั้งในสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้
ในการแถลงข่าว นักข่าวได้ตั้งคำถามว่า การเลื่อนกำหนดการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความคืบหน้าหรือเงื่อนไขในการยุติสงครามกับอิหร่านหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ในการเลื่อน และเป็นเพียงการตัดสินใจด้านความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมระบุว่า ปธน.สี มีความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ ปธน.ทรัมป์ ต้องอยู่ภายในประเทศเพื่อกำกับการปฏิบัติการทางทหารในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการเลื่อนกำหนดการออกไป
ขณะเดียวกัน สงครามในอิหร่านกำลังจะครบ 1 เดือนเต็ม แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยืนยันหลายครั้งว่าปฏิบัติการทางทหารกำลังดำเนินไปตามเป้าหมาย แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
การปิดช่องแคบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่าน โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์พลังงานระบุว่า ในปี 2568 จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 1,380,000 บาร์เรล/วัน
และรัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังบั่นทอนเสถียรภาพของทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม จีนยังคงปฏิเสธคำขอจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เข้ามามีบทบาทในการเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว
ในฝั่งของสหรัฐฯ รัฐบาลยังคงยืนยันว่าปฏิบัติการร่วมกับอิสราเอลภายใต้ชื่อ "ปฏิบัติการ Epic Fury" ที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วและใกล้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ แม้ว่าจะยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการยุติสงคราม
เมื่อถูกถามถึงกรอบเวลา โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า รัฐบาลเคยประเมินว่าสงครามจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ตีความได้ว่าช่วงเวลาของการเยือนจีนอาจใกล้เคียงกับจุดสิ้นสุดของปฏิบัติการ แต่ก็ไม่ได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ในเรื่องกรอบเวลาและเป้าหมายของสงครามยังคงมีความไม่สอดคล้องกันในหลายโอกาส นับตั้งแต่การเริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ในด้านความคิดเห็นสาธารณะ ผลสำรวจจาก Pew Research Center พบว่า ประชาชนอเมริกันถึงร้อยละ 59 เห็นว่าการตัดสินใจใช้กำลังทหารกับอิหร่านเป็นความผิดพลาด ขณะที่เพียงร้อยละ 38 เท่านั้นที่เห็นด้วย นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าสงครามไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางที่ดี และกว่าร้อยละ 54 คาดว่าสงครามจะยืดเยื้ออย่างน้อยอีก 6 เดือน แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว
ประเด็นความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในการหารือระหว่างผู้นำทั้งสอง โดยทรัมป์ยังคงยึดแนวทางใช้นโยบายภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการใช้มาตรการภาษีดังกล่าวถูกตั้งคำถาม หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือน ก.พ.ว่ามาตรการภาษีบางส่วนที่อ้างอิงกฎหมายฉุกเฉินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับมาใช้ภาษีแบบคงที่ร้อยละ 10 ภายใต้กฎหมายอื่นแทน
นักวิเคราะห์มองว่า สงครามในอิหร่านอาจส่งผลเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อประโยชน์ต่อจีน เนื่องจากทำให้ทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ ถูกกระจายออกจากภูมิภาคเอเชีย และลดความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจในระยะยาว ทั้งนี้ การเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก และการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างเขากับ สี จิ้นผิง เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เกาหลีใต้เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว
อ่านข่าวอื่น :
หอการค้าไทย จี้ รัฐดูแลราคาน้ำมัน แนะควรรอบคอบก่อนออกประกาศ
อั้นไม่อยู่! เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท เริ่ม 30 มี.ค.นี้
กองทุนน้ำมันฯ แถลงขึ้นราคา พิจารณาแล้วหลายมิติ ขอประชาชนมั่นใจ
