กลยุทธ์การทูตหลังบ้าน "ปากีสถาน" ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายในวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ต่างประเทศ
13:17
จำนวนผู้ชม 672
กลยุทธ์การทูตหลังบ้าน "ปากีสถาน" ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายในวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
"ปากีสถาน" ก้าวขึ้นเป็น "สะพานเชื่อม" เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถยกหูโทรศัพท์หาทรัมป์และเตหะรานได้ในวันเดียวกัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางหมาก "การทูตหลังบ้าน" ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

ปฐมบทแห่งการทูตหลังบ้านเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค.2569 ท่ามกลางกลุ่มควันและเศษซากจากการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลาง จอมพล อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ได้รับสายตรงจากทำเนียบขาว ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ สอบถามสถานการณ์สงครามอิหร่าน ขณะเดียวกัน นายกฯ ปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ก็เพิ่งวางสายจากการสนทนากับ ปธน.มาซูด เปเซชกีอานแห่งอิหร่าน นานกว่า 90 นาที

ทั้ง 2 สายเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ทำให้โลกต้องหันมามองอิสลามาบัดในฐานะ "ตัวละครลับ" ที่กำลังเล่นบท Backdoor Diplomacy หรือการทูตหลังบ้านอย่างเต็มตัว

การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปากีสถานกำลังส่งมอบ "ข้อตกลงสันติภาพ 15 ข้อ" จากวอชิงตันไปยังเตหะราน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการหยุดยิงก่อนเดดไลน์ 6 เม.ย.ที่ทรัมป์กำหนดไว้ แผนดังกล่าวครอบคลุมการยกเลิกการคว่ำบาตรบางส่วน การควบคุมโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้น้ำมันไหลเวียน และการจำกัดการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ทำไม "ปากีสถาน" เป็นประเทศเดียวที่ทรัมป์และเตหะรานยอมรับสาย ?

ขณะที่กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจดูเป็นตัวเลือกที่ "เป็นกลาง" มากกว่าในสายตาหลายคน แต่ในความเป็นจริง การวิเคราะห์ Iran-US war 2026: Why has Pakistan offered mediation and what does it get out of this? โดย The indian express ระบุว่า "ปากีสถาน" กลับมีข้อได้เปรียบที่ไม่มีชาติใดในตะวันออกกลางเทียบได้ด้วยเหตุผลหลัก 4 ประการ

  1. สถาบันทางการทูตที่ยาวนานที่สุด ตั้งแต่เดือน มี.ค.2535 ปากีสถานรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของอิหร่าน (Iran Interests Section) ภายในสถานทูตปากีสถาน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้อิสลามาบัดเป็นช่องทางสื่อสารเชิงสถาบันเพียงแห่งเดียวที่เตหะรานไว้วางใจในการติดต่อกับสหรัฐฯ มานานกว่า 34 ปี ช่องทางนี้ยังคงเปิดอยู่และใช้งานได้จริงในวิกฤตครั้งนี้
  2. ความสัมพันธ์ส่วนตัวระดับสูงระหว่าง จอมพลอาซิม มุนีร์ ที่สร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ มาตั้งแต่ช่วงวิกฤตอินเดีย-ปากีสถานในปี 2568 ความไว้วางใจนี้ทำให้นักวางยุทธศาสตร์ของทรัมป์มองว่า มุนีร์คือ "คนที่พูดภาษาเดียวกัน" และเป็นตัวกลางที่มีน้ำหนัก
  3. ความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ ความแตกต่างจากประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซีย "ปากีสถาน" ไม่มีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในประเทศ สิ่งนี้ทำให้อิหร่านมองว่าปากีสถานเป็นมิตรที่มีอิสระและมีความเป็นกลางมากกว่าประเทศรัฐอ่าวอื่น ๆ แม้ว่าปากีสถานจะมีสัญญาร่วมกับซาอุดีอาระเบียก็ตาม
  4. ความเชื่อมโยงทางประชากร ปากีสถานมีประชากรมุสิลมนิกายชีอะห์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (นิกายเดียวกับชาวอิหร่าน) ส่วนรัฐบาลปากีสถาน ส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนี ต้องรักษาความสมดุลระหว่างพันธมิตรกับซาอุดีอาระเบีย-สหรัฐฯ กับการไม่ให้ชุมชนชีอะห์รู้สึกถูกทอดทิ้ง กลายเป็นแรงกดดันภายในรัฐบาลต้องเร่งดับไฟสงครามตะวันออกกลางเพื่อป้องกันความไม่สงบในประเทศ

ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกที่เหมาะสมเพราะ ซาอุดีอาระเบียถูกมองว่าเป็นคู่แข่งศาสนากับอิหร่าน (ซุนนี-ชีอะห์) ตุรกีและอียิปต์ มีบทบาทแต่ขาด "บุคคลสายตรง" และทีความน่าเชื่อถือ ส่วน อินเดีย ก็ถูกมองว่าใกล้ชิดกับอิสราเอลและสหรัฐฯ มากเกินไป

ปากีสถานจึงเป็น ประตูหลังบ้านบานเดียวที่ยังเปิดกว้างและทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ

ภาพประกอบข่าว กลยุทธ์การทูตหลังบ้าน

ที่มาความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง

ความสัมพันธ์ปากีสถาน-สหรัฐฯ มีรากฐานมาตั้งแต่สงครามเย็น เป็นพันธมิตรต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน ผ่านยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหลัง 9/11 แม้เคยมีช่วงตึงเครียดในสมัยทรัมป์เทอมแรก แต่ในเทอม 2 ความสัมพันธ์พลิกผัน Financial Post ให้ข้อมูลว่าทรัมป์มองปากีสถานเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ใหม่ โดยเฉพาะหลังดีลคริปโทเคอร์เรนซีและแร่ธาตุยุทธศาสตร์กับบริษัทในเครือ World Liberty Financial ที่นำโดย แซคคารี วิตคอฟฟ์ ลูกชายของสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์

ส่วนกับอิหร่าน ปากีสถานมีพรมแดนติดกันยาวเกือบ 900 กิโลเมตร เป็นเพื่อนบ้านมุสลิมที่มีวัฒนธรรมและศาสนาใกล้ชิด ข้อมูลจาก The Diplomat ระบุว่า แม้จะมีปัญหาชายแดนบาลูจิสถาน แต่ช่องทางการทูตและการค้ายังคงอยู่ โครงการท่อก๊าซอิหร่าน-ปากีสถาน (IP Gas Pipeline) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แม้ติดขัดจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ แต่ปากีสถานเพิ่งขอขยายเวลาเพิ่ม 10 ปี และอิหร่านตอบรับในทางบวก

ในบริบทความขัดแย้งตะวันออกกลาง อิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล ที่ปะทุตั้งแต่ปลาย ก.พ. ปากีสถานจึงกลายเป็นสะพานเชื่อมที่ไม่มีใครแทนได้ วอชิงตันส่งแผน 15 ข้อผ่านปากีสถาน ขณะที่อิสลามาบัดกำลังเป็นเจ้าภาพประชุมนักการทูตจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ เพื่อหาทางหยุดยิง

แล้วใครได้-เสียประโยชน์อะไร ? จากเวทีเจรจาอิสลามาบัด

ปากีสถาน ยกระดับสถานะโลก ฟื้นเศรษฐกิจ แก้วิกฤตพลังงาน

ยกระดับสถานะจาก "ประเทศที่ถูกมองข้าม" ดึงดูดความเชื่อมั่นจากทั่วโลกในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ" ที่องค์กรหรือกลุ่มใหญ่ ๆ เช่น นาโต้ สหประชาชาติ สหภาพยุโรป ก็ไม่สามารถจัดดีลเจรจาได้ และจะนำพาการลงทุนจากสหรัฐฯ จีน และชาติอื่น ๆ ตามเข้ามา ปากีสถานจะสามารถฟื้นฟูโครงการใหญ่ๆ ในประเทศที่ต้องใช้เงินลงทุนจากต่างชาติ

หากเจรจาสำเร็จหรือผ่อนคลายความตึงเครียด ปากีสถานจะสามารถกลับมานำเข้าพลังงานกว่าร้อยละ 85 ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ การหยุดยิงจะช่วยลดต้นทุนนำเข้าประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์/ปี และเปิดทางท่อก๊าซจากอิหร่านตรงมายังปากีสถานได้

ได้รับความช่วยเหลือเศรษฐกิจ-การทหารจากสหรัฐฯ ลดความเสี่ยงความขัดแย้งลุกลามข้ามพรมแดนไปยังบาลูจิสถานและอัฟกานิสถาน เพราะเป็นผู้หาทางลงที่สวยงานให้กับ ปธน.ทรัมป์

แต่หากการเจรจาไม่เกิดขึ้น ปากีสถานก็ต้องถูกทั้ง 2 ฝ่ายตำหนิ สูญเสียความน่าเชื่อถือในวงกว้าง และจะเจอแรงกดดันจากซาอุดีอาระเบีย อาจกระทบความช่วยเหลือทางการเงิน สุดท้ายเกิดความขัดแย้งภายในประเทศ เนื่องจากมุสลิมชีอะห์อาจประท้วงเพราะมองว่าเอียงข้างสหรัฐฯ

นายกฯ ปากีสถาน ปธน.สหรัฐฯ และ ผบ.ทบ.ปากีสถาน

นายกฯ ปากีสถาน ปธน.สหรัฐฯ และ ผบ.ทบ.ปากีสถาน

ทรัมป์จบสวย ภาพลักษณ์ Peacemaker ราคาน้ำมันลด

สหรัฐฯ ได้ช่องทางสื่อสารลับแบบไม่ต้องเจรจาโดยตรง ตรงกับความต้องการ "ทรัมป์" ที่ไม่อยากเสียหน้าต่อคนทั้งโลก และได้ภาพลักษณ์ "Peacemaker - ผู้สร้างสันติภาพ" ช่วยลดราคาน้ำมันโลก ช่วยชีวิตทหารอเมริกัน ไม่ต้องส่งไปเสริมกำลังที่ตะวันออกกลาง ในเชิงธุรกิจก็ได้ดีลคริปโตและแร่ธาตุกับปากีสถาน

แต่แน่นอนว่า ทรัมป์ก็ต้องเผชิญกับการวิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า "อ่อนข้อต่อศัตรู" อาจถูกสภาคองเกรสโจมตีและตั้งคำถามว่าแลกอะไรกับความช่วยเหลือของปากีสถาน และหากการเจรจาเกิดขึ้นจริง แม้จะยังไม่รู้ผลลัพธ์ แต่ความสัมพันธ์กับอิสราเอลตึงเครียดขึ้นแน่นอน เพราะเนทันยาฮูยังต้องการรบต่อ

อิหร่านผ่อนคลายคว่ำบาตร เศรษฐกิจฟื้น รักษาระบอบ

ได้สื่อสารกับทรัมป์โดยตรงแบบไม่เสียหน้าพอ ๆ กับทางสหรัฐฯ ได้ภาพลักษณ์ผู้ยอมเจรจาเพื่อสันติภาพ ตัวอย่าง เรือธงปากีสถาน 20 ลำได้รับอนุญาตผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อแสดงไมตรีที่ปากีสถานเสนอตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และอาจลดความเสี่ยงการถูกโจมตีจากทั้งสหรัฐฯ และ อิสราเอลเพิ่มขึ้น อาจได้รับการผ่อนคลายการคว่ำบาตร เพื่อฟื้นเศรษฐกิจที่บอบช้ำหลังเสียผู้นำสูงสุดและฐานทัพ IRGC

นายกฯ ปากีสถาน และ ปธน.อิหร่าน

นายกฯ ปากีสถาน และ ปธน.อิหร่าน

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มหัวรุนแรงในประเทศกล่าวหาว่าอ่อนข้อกับจักรวรรดิอเมริกา และอาจต้องยอมรับเงื่อนไขควบคุมนิวเคลียร์และจำกัดอิทธิพลของกลุ่มตัวแทนที่เป็นแกนต่อต้านหลัก หากเจรจาล้มเหลว จะถูกมองว่าพึ่งพาปากีสถานมากเกินไป

โลกได้เสถียรภาพเศรษฐกิจกลับคืน

สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ เสถียรภาพราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลง ช่วยลดเงินเฟ้อและกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงสงครามลุกลามเป็นสงครมภูมิภาค ที่กระทบไปทั้งโลก

แต่หากการเจรจาล้มเหลว ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางการเมืองโลกเพิ่มขึ้น กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน แร่ธาตุ และสินค้าอุตสาหกรรม

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (31 มี.ค.) จีนแสดงท่าทีสนับสนุนเต็มที่ เหมา หนิง ระบุว่าจีนพร้อมประสานงานกับปากีสถานเพื่อนำสันติภาพกลับมา ทำให้อิสลามาบัดมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ฝ่ายสหรัฐฯ คาดว่าส่งผู้เจรจาเป็นคนใกล้ชิดทรัมป์อย่าง จาเรด คุชเนอร์ และ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี

ในขณะที่อิหร่านยังปฏิเสธการเจรจา เมื่อโฆษกกองบัญชาการกองทัพอิหร่าน คาทัม อัล-อันบิยาออกมาแถลงตอบโต้อย่างดุดันว่า "คนอย่างเราไม่มีวันทำข้อตกลงกับคนอย่างคุณ" แต่ในทางลับ การติดต่อผ่าน "ช่องทางปากีสถาน" ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีเรือธงของปากีสถาน 20 ลำได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อแสดงท่าทีเป็นมิตรจากเตหะราน

นักวิเคราะห์จาก The Diplomat มองว่านี่คือตัวอย่างใหม่ของประเทศขนาดกลางอย่างปากีสถานที่แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่มีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง แต่ด้วยภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์หลายมิติ และความสามารถสมดุลมหาอำนาจ ทำให้กลายเป็น "สวิตซ์" ควบคุมความขัดแย้งได้

โลกต้องจับตา ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และ อิหร่าน ปากีสถานกลายเป็นช่องทางเดียวที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังยอมคุยด้วย จากบทบาทผู้ดูแลผลประโยชน์อิหร่านในวอชิงตัน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ ความเป็นกลางที่เชื่อถือได้ ทำให้อิสลามาบัดอาจเป็นกุญแจหยุดวิกฤตตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก จะเป็นไพ่ใบสุดท้ายในวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หรือจะเป็นเพียงแค่บุรุษไปรษณีย์ผู้ส่งสารชั่วคราวก่อนที่ไฟสงครามจะลุกโหมอีกครั้ง ?

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Pakistan’s Mediation Offer in the Iran-US War 2026: Strategic Calculus and Gains, US-Israel-Iran conflict: Global market disruptions and sectoral implications for India, China backs Pakistan's mediation in US-Iran talks, How Pakistan is Redefining Middle Power Agency in the US-Israel War on Iran

อ่านข่าวอื่น :

เชียงใหม่ "หมอกควัน" หนัก กระทบเด็กเลือดกำเดาพุ่งจากพิษ PM 2.5

ไฟป่า แม่ฮ่องสอน ลามหนัก ประสานขอเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนดับไฟ

"ชาติอ่าวอาหรับ" หารือลับขอสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านจนแพ้เด็ดขาด

"เนทันยาฮู" เผยบรรลุเป้าหมายกว่าครึ่งหนึ่งแล้วในการทำศึกกับ “อิหร่าน”