สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 .ของประเทศไทย ในปีนี้ (2569) ยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด เช้าวันนี้ (1 เม.ย.69) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พบเกินค่ามาตรฐาน 31 จังหวัด หลายพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง หนักที่สุด ในพื้นที่ ต.เวียงใต้ อ.ปาย แม่ฮ่องสอน 293.1 มคก.ต่อ ลบ.ม. รองลงมา ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว เชียงใหม่ 286 มคก.ต่อ ลบ.ม ซึ่งไทยยังคงเข้มงวดในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาดังกล่าว ทั้งนีั ไทยพีบีเอส ออนไลน์ รวบรวมโมเดลที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่นและมลพิษ ดังนี้
จีน ต้นแบบแก้ปัญหาฝุ่น
ประเทศจีนถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ถูกนึกถึงเมื่อมีการพูดถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรม โดยการแก้ไขปัญหาอย่างได้ผลมาจาก จีนให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการบรรจุเป้าหมายการลดมลพิษไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ในช่วงปี 2006 -2012
ต่อมา จีนได้ประกาศ "สงครามกับมลพิษ" (War Against Pollution) หลังจากเกิดวิกฤตฝุ่นครั้งใหญ่ในปี 2013 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมาตรการเข้มข้นที่จีนใช้ คือ การเน้นพื้นที่เป้าหมาย เช่น เขตปักกิ่ง, เทียนจิน, เหอเป่ย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีมลพิษสูง รวมไปถึงการปิดโรงงานถ่านหินและจำกัดการใช้ถ่านหิน โดยเป้าหมายของปักกิ่งคือลดการใช้ถ่านหินลง 50% ภายในปี 2013-2018
นอกจากนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ทางการจีนสั่งปิดหรือย้ายโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น เหล็ก, อะลูมิเนียม และซีเมนต์ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนระบบพลังงานโดยเปลี่ยนระบบทำความร้อนจากถ่านหินเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าให้ 4 ล้านครัวเรือนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ซึ่งดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และภาพที่เห็นอย่างแพร่หลาย ในขณะนี้คือ ยานยนต์ไฟฟ้า ที่จีนถือเป็นประเทศที่มีการใช้เป็นจำนวนมากและยังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ด้วย
“สิงคโปร์” ใช้กฎหมายเข้มงวดแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน
ขณะที่ “สิงคโปร์” ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประสบปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งฝุ่นควันดังกล่าวมาจากการเผาป่าเพื่อทำไร่ปาล์มน้ำมัน และปลูกต้นไม้เพื่อทำเยื่อกระดาษ ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในสิงคโปร์สูงเกินมาตรฐาน
สิงคโปร์จึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดย ออก พ.ร.บ.มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (Transboundary Haze Pollution Act-THPA) ในปี ค.ศ. 2014 กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดให้สามารถดำเนินคดีกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษ ไม่ว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอกประเทศสิงคโปร์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ ขอบเขตการบังคับใช้ (มาตรา 4) มีผลครอบคลุมถึงผู้ที่อยู่นอกประเทศสิงคโปร์ หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้น มีส่วนทำให้เกิดมาให้เกิดมลพิษ จากหมอกควันในสิงคโปร์
การดำเนินคดีและบทลงโทษ (มาตรา 5) นิติบุคคลใดที่มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดมลพิษหมอกควันอาจถูกดำเนินคดี โดยถูกปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวันหรือสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ มาตรการป้องกันมลพิษ
นอกจากนี้ใน (มาตรา 9) กำหนดให้บริษัทที่มีส่วนในการก่อมลพิษ ต้องดำเนินการป้องกันหรือควบคุมไฟป่าหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดหมอกควัน เช่น จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและระบบป้องกันไฟ งดหรือยุติการเผาในพื้นที่จัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมไฟเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับโดยสิงคโปร์ใช้ดาวเทียมและข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาในการตรวจจับแหล่งกำเนิดไฟป่า และระบุตัวผู้กระทำผิด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี
นอกจากนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือองค์กรที่ได้รับผลกระทบสามารถ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีแต่เพียงฝ่ายเดียว รวมถึงรัฐยังมีอำนาจในการขอข้อมูลและตรวจสอบ (มาตรา 10-11) โดยสามารถเรียก เอกสาร ข้อมูล หรือแผนการจัดการจากบริษัทที่ต้องสงสัย บริษัทที่ถูกตรวจสอบกรณีมีความผิดต้องมีผู้แทนเข้าร่วมให้ข้อมูลกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Agency-NEA) ด้วย
"อินโดนีเซีย" ดูแลป่าพรุลดเผาป่า
ด้าน อินโดนีเซีย ซึ่งก็มีปัญหาการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันต่อเนื่องยาวนาน ได้แก้ไขปัญหาด้านที่ดินและไฟป่า โดยการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการส่งเสริมการป้องกันด้วยการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ และพื้นที่ที่มีการเผาในเขตสัมปทานให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล รวมถึงให้อำนาจในการคุ้มครองและการจัดการระบบนิเวศป่าพรุมากขึ้น และจัดทำแผนระดับชาติเพื่อการคุ้มครองและการจัดการพื้นที่ป่าพรุ ปี 2020 - 2049 ซึ่งถูกใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอเพื่อคุ้มครองและการจัดการพื้นที่ป่าพรุ
นอกจากนี้ ยังมีการทำฝนเทียมเข้าช่วยดับไฟเมื่อเกิดไฟป่า สร้างระบบเกษตรกรรมเชิงอนุรักษ์ เช่น ทำคลองในพื้นที่สัมปทานเพื่อรักษาพื้นที่ป่าพรุ และเลี้ยงปลาในคลองเพื่อให้เกิดการเผาป่าน้อยลง
นอกจากนี้ อินโดนีเซีย ยังให้การรับรอง "ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน" ผ่านพระราชบัญญัติฉบับที่ 26 ในปี ค.ศ.2014 และมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับความตกลงดังกล่าว เช่น ระเบียบราชการฉบับที่ 23 ปี ค.ศ. 2021 ว่าด้วยการบริหารป่าไม้, คำสั่งประธานาธิบดีฉบับที่ 3 ปี ค.ศ. 2020 ว่าด้วยการจัดการไฟป่า และไฟบนที่ดิน, พระราชบัญญัติฉบับที่ 32 ปี ค.ศ.2009 ว่าด้วยการคุ้มครองและการจัดการสิ่งแวดล้อม, พระราชบัญญัติฉบับที่ 18 ปี ค.ศ. 2004, ว่าด้วยการทำการเกษตร ระเบียบรัฐบาลฉบับที่ 4 ปี ค.ศ.2001, ว่าด้วยการควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อม และความเสื่อมโทรมที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าและไฟบนพื้นดิน และ พระราชบัญญัติฉบับที่ 41 ปี ค.ศ. 1999 ว่าด้วยการป่าไม้
“เกาหลีใต้” เอาจริงแก้ฝุ่น
ขณะที่ เกาหลีใต้ ก็เป็นประเทศที่ประสบปัญหาด้านฝุ่นเช่นกัน ซึ่งเกาหลีใต้ได้ออกกฎหมายพิเศษในปี ค.ศ.2019 ที่เรียกว่า "Special Act on the Reduction and Management of Fine Dust" เพื่อช่วยให้เกาหลีใต้สามารถแก้ปัญหาฝุ่นอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้รัฐบาลทุกระดับมีหน้าที่ตามกฎหมายในการลดมลพิษและคุ้มครองสุขภาพประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มในช่วงฤดูฝุ่น ที่มักจะมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าช่วงอื่นของปี คือในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือน ธ.ค. - มี.ค. เกาหลีใต้จึงมีระบบจัดการฝุ่นตามฤดูกาล (Seasonal PM Management) ซึ่งใช้มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 จนถึงแผนครั้งที่ 7 ในปี 2025–2026
รวมถึงยังมีมาตรการเพิ่มความเข้มข้นของการตรวจวัดและควบคุมแหล่งกำเนิด จัดเตรียมมาตรการฉุกเฉินเพื่อลดค่าฝุ่นที่เกินเกณฑ์ เช่น จำกัดรถปล่อยมลพิษสูง ลดกำลังผลิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน คุมพื้นที่ก่อสร้าง เปลี่ยนยานพาหนะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า และปลูกต้นไม้เพิ่ม 30 ล้านต้น เพื่อสร้างป่าและดักฝุ่น
หวัง รัฐบาลใหม่ผลักดันใช้ “พ.ร.บ.อากาศ”
ขณะที่ การแก้ไขปัญหาฝุ่นของไทย ในขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ (17 จังหวัด) ยกระดับมาตรการลดฝุ่นและควบคุมไฟป่าอย่างเข้มงวด และการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติไฟป่าใน 6 อำเภอของ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อคุมยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นด้วย
ขณะที่ ด้านกฎหมาย การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลจะใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สถานะล่าสุดของกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากมีการยุบสภาเมื่อเดือน ธ.ค.2568 ทำให้ร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาต้องตกไป
ทั้งนี้ หลายภาคส่วนได้เรียกร้องให้ รัฐบาลชุดใหม่นำร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาต่อให้ทันตามกรอบเวลา 60 วัน โดยสาระคัญของ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวคือ "ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย" (Polluter Pays Principle - PPP) ผ่านกองทุนอากาศสะอาด, การบริหารจัดการพื้นที่วิกฤต, และการเปลี่ยนจากการควบคุมมลพิษสู่ "อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ"
อ่านข่าว
"เจนอัลฟา" กับ ปอดที่ไม่เคยบริสุทธิ์ วิกฤตฝุ่นเหนือกัดกินอนาคตชาติ
“เชียงใหม่” ผุดแอปฯ “ห้องพักปอด” ให้ประชาชนใช้บริการหนีฝุ่น
31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.
เชียงใหม่ "หมอกควัน" หนัก กระทบเด็กเลือดกำเดาพุ่งจากพิษ PM 2.5
