"กว่าจะทำเรื่องนี้สำเร็จ ผมต้องใช้เวลานานถึง 9 ปี ที่ผ่านมาต้องอดทนต่อคำดูถูก เยาะเย้ย ถากถางต่าง ๆ นานา ถูกล่าวหาว่า ไปรับงานใครมา ทั้ง ๆ ที่คดีนี้ ไม่ใช่คดีแรก และต้องสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของรัฐ มาหลายครั้งแล้วก็ตาม"
เป็นอีกครั้งกับบทบาทการทำงานในฐานะนักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวตรวจสอบการทุจริตคอรัปชันของ “วีระ สมความคิด” เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน (คปต.) หลังเมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 2 อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คือ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามมาตรา 157 กรณีปกปิดและไม่เปิดเผยข้อมูลรายงานการไต่สวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
“คดีนี้ แม้ศาลฯ จะมีคำพิพากษาแล้ว ผมก็เฉยๆ เพราะนี่ไม่ใช่คดีแรกที่ชนะคดี หากยังจำได้เมื่อปี 2543 ผมเคยฟ้อง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกฯ เรื่องปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 45 ล้านบาท ต่อ ป.ป.ช.และต่อมา ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัย 9:0 ว่า พล.ต.สนั่น มีความผิดจริง กระทั่งเรื่องถูกส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และต่อมาศาลฯมีมติ 11:0 ว่า พล.ต.สนั่น มีความผิดให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นเวลา 5 ปี ทำให้ พล.ต.สนั่น ไม่สามารถกลับมาเล่นการเมือง ได้อีกต่อไป”
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
“คดีที่ 2 ปี 2549 ก็ไปยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จริง ๆ คดีนี้ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2547-2549 แต่นายทักษิณฯในขณะนั้นใช้อำนาจนายกฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบและ ป.ป.ช.ไม่ยอมดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา จนกระทั่งมีการยึดอำนาจและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน จึงมีการนำเรื่องเสนอ ต่อ คตส. จนมีการยื่นฟ้อง ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองคดี ต่อมาในปี 2551ศาลฯ มีคำพิพากษาจำคุกนายทักษิณ คดีที่ดินรัชดาเป็นเวลา 2 ปี จนนายทักษิณต้องหนีไปอยู่เมืองดูไบนาน นานถึง 17 ปี จนคดีหมดอายุความ”
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
“ผมผ่านคดีสำคัญระดับ ประเทศมาหลายคดีแล้ว ทุกครั้งๆ ก็มักจะมีคำถามว่า ไปรับงานใครมา จนเบื่อที่ตอบ ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ทำงานด้านนี้มา ก็ทำอย่างตรงไป-ตรงมา คดีนี้หมดเงินไปหลายแสน ใช้เงินส่วนตัว ไม่มีใครมาช่วยสักบาท ตลอดระยะ 9 ปี ต้องเผชิญ กับอำนาจอิทธิพล เยอะแยะไปหมด เรื่องการข่มขู่คุกคาม มีมาตลอด เมื่อวาน(26 พ.ค.2569) ก็โดนขู่ว่าจะฟ้องนายวีระ แต่ผมไม่กลัว เพราะเรื่องที่ทำทั้งหมด เป็นการรักษาประโยชน์แผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเลย... ตอนถูกเขมรจับไป ก็ไม่มีใครช่วย ถามว่า พื้นที่ที่ผมถูกทหารเขมรจับตัวไป ในที่สุดก็พิสูจน์ได้เป็นผืนแผ่นดินไทย ”
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
สำหรับการยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีดังกล่าวนั้น เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน (คปต.) เล่าว่า เดิมได้ยื่นฟ้องอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ ทั้งหมด 12 คน แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลฯไต่สวนไปแล้ว 8 คน และศาลรับฟ้องแล้ว 4 คน จำนวนนี้ มีอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. 2 คน คือ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และนายวิทยา อาคมพิทักษ์ มาขอร้องให้ถอนฟ้อง
ทางอัยการซึ่งเป็นทนายก็มาช่วยขอ เลยแจ้งเขาไปว่า ถ้าเช่นนั้นต้องทำตามเงื่อนไขของผม คือ เขาก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในคดี ผมจึงนำคำร้องขอถอนฟ้อง ซึ่งจะทำเป็นเอกสารเพื่อแนบส่งให้ศาลฯพิจารณา จริง ๆ แล้ว ผมอยากทราบว่า ศาลฯจะพิจารณาอย่างไร ต่อมาในภายหลังศาลฯ ก็ได้มีดุลพินิจถอนฟ้อง ทั้งสองคน...อันนี้เป็นที่มาของการถอนฟ้อง
วีระ เล่าว่า คดีดังกล่าวดำเนินต่อมาตลอด และก่อนหน้านั้นก็ไม่มีการขอถอนฟ้องจากอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันพิจารณาคดี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และนางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช ได้เดินทางมาขึ้นศาล
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
“เป็นครั้งแรก ที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่าง ผม และ พล.ต.อ.วัชรพล และคุณสุภา ทางอัยการซึ่งเป็นทนายให้กับคนทั้งสอง ก็ร้องขอต่อศาลว่าอย่าเพิ่งขึ้นบัลลังก์ และขอให้ผมถอนฟ้อง จึงแจ้งอัยการไปว่า มีเงื่อนไขที่ต้องแลกกับการถอนฟ้อง คือ ต้องขอโทษผม ขออภัยสังคมและประชาชนในสิ่งที่ได้กระทำลงไป และต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อแนบให้ศาลพิจารณาด้วย ไม่ใช่เป็นคำพูดแบบปากเปล่า”
ผมก็ถอนฟ้องโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนฟ้อง และก็อยากดูดุลพินิจศาลด้วยว่า ในวันพิจารณาคดีแล้วยังจะสามารถถอนฟ้องได้อีกหรือไม่ แต่ลึกๆมั่นใจว่า ถึงอย่างไร ศาลก็คงจะไม่ให้แน่นอน แต่เมื่อขอมาทั้งหมดก็อยู่ในดุลพินิจของศาลฯ เราจะถอนเองก็ไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ และในที่สุดศาลก็ไม่ให้ถอนและเข้าสู่การพิจารณาคดีทันที จนกระทั่งมาถึงคำพิพากษา
คำพิพากษาจำคุก 2 อดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ของศาลฯ ครั้งนี้ “วีระ” กล่าวว่า เป็นการตบหน้าผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบปัญหาการทุจริต คือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้อำนาจตามกฎหมายแต่กลายเป็นว่าผู้ใช้อำนาจกลับทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะการทำผิดมาตรา 157 เป็นเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
อย่าเหลิงอำนาจ "เบื้องลึกถอนฟ้องป.ป.ช." คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
ต่อไปนี้ ป.ป.ช.จะเหลิง หรือใช้อำนาจแบบเก่าไม่ได้แล้ว อย่าคิดว่า ตัวเองใหญ่มีอำนาจในมือ จนใครเอาผิดไม่ได้ การจะตัดสินหรือช่วยใคร นับแต่นี้ควรพึงสังวรว่า อำนาจถ้าไม่ใช้ให้สุจริตเที่ยงธรรมและถูกต้อง ทุจริต หรือทำอะไรไว้ ทิ้งร่องรอย หลักฐาน ใครที่เขาใจถึงและมีหลักฐาน ก็เอาผิดพวกคุณได้เหมือนกัน ”
วีระ ทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า ศาลยังให้ความยุติธรรม และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนตนเองก็จะยังเดินหน้าทำหน้าตรวจสอบต่อไปเช่นเดิม
อ่านข่าว
"เสก โลโซ" ผ่านเกณฑ์พักโทษ ราชทัณฑ์เผยร่วมกิจกรรม-ได้ลดโทษ
ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

