การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 มีมติแต่งตั้งผู้ประนอมฝ่ายไทย หลังจากกัมพูชาได้เริ่มกระบวนการ "ประนอมภาคบังคับ" ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เพื่อหาแนวทางประนอมข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในกรณีอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
การแต่งตั้งครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในกระบวนการระหว่างประเทศ โดยผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ "ผู้ประนอมฝ่ายไทย" ได้แก่ "อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน" อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และ "รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม" นักกฎหมายระหว่างประเทศผู้มีบทบาทในคดีพิพาททางทะเลระดับโลก
ก่อนหน้านี้ กัมพูชาได้ยื่นขอใช้กลไกการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้คู่กรณีใช้คณะผู้ประนอมเข้ามาช่วยแสวงหาแนวทางยุติข้อพิพาท แม้ข้อเสนอของคณะผู้ประนอมจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นกลไกสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งผ่านการเจรจาและข้อเสนอเชิงวิชาการ
อ่านข่าว : รู้จัก"UNCLOS" กลไกแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเล "ไทย-กัมพูชา"
ชวนส่องโปรไฟล์ 2 ผู้ประนอมฝ่ายไทย
ผู้ประนอมฝ่ายไทยคนแรก คือ อัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ ปัจจุบันเป็น ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านเขตทางทะเลของกลุ่มประเทศเครือจักรภพ และเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายทะเลมายาวนาน เคยดำรงตำแหน่ง ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ระหว่างปี 2563-2566 และรองประธานศาลฯ ระหว่างปี 2554-2557
ตลอดเส้นทางการทำงาน ฮอฟฟ์แมนมีบทบาทสำคัญในหลายองค์กรด้านกฎหมายทะเล ทั้งการเป็นทนายความประจำศาลฎีกาแห่งแอฟริกาใต้ ปี 2526, การทำงานในคณะกรรมาธิการทวิภาคีว่าด้วยการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างแอฟริกาใต้กับนามิเบีย และระหว่างแอฟริกาใต้กับโมซัมบิก ระหว่างปี 2529-2542
รวมถึงการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทขององค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ ระหว่างปี 2545-2548 และผู้อำนวยการใหญ่กองกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างปี 2547-2548
ส่วนผู้ประนอมฝ่ายไทยอีกคน คือ รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการยอมรับในแวดวงกฎหมายทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก และผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของ Max Planck Institute for Comparative Public Law and International Law รวมทั้งดำรงตำแหน่งในองค์กรวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายแห่ง
โวล์ฟรุมเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ระหว่างปี 2548-2551 และเป็นผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศยาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2539-2560 นอกจากนี้ยังเคยเป็นกรรมการคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ระหว่างปี 2533-2543 (ได้รับเลือกตั้ง 2 ครั้ง)
และเคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะผู้ประนอมในกระบวนการประนอมภาคบังคับกรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย อีกด้วย
"การประนอม" ภายใต้ UNCLOS คืออะไร
การประนอม (Conciliation) เป็นการเจรจาที่มีบุคคลที่สาม (ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย) ช่วยเหลือ บุคคลที่สามมีหน้าที่ให้คำแนะนำเท่านั้น ผลลัพธ์ของการประนอมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อคู่กรณี
ภายใต้ UNCLOS การประนอมแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ และมาจากข้อบทที่แตกต่างกัน
1. การประนอมโดยสมัครใจ (Voluntary Conciliation) ตามข้อ 284 เป็นกรณีที่ฝ่ายหนึ่งเชิญอีกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการประนอม โดยอีกฝ่ายสามารถปฏิเสธได้ และทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันกำหนดประเด็นที่จะพิจารณา
2. การประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตามข้อ 298 ใช้ในกรณีที่คู่พิพาทประกาศไม่ยอมรับอำนาจ การระงับข้อพิพาทที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในเรื่อง การแบ่งเขตทางทะเลโดยศาลและอนุญาโตตุลาการ (เช่น ประเทศไทย) จะต้องยอมรับการประนอมภาคบังคับ อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ ฝ่ายที่เริ่มกระบวนการเป็นผู้กำหนดประเด็น
การประนอมไม่ใช่ศาล และไม่ใช่อนุญาโตตุลาการ แต่เป็นเวทีอธิบายจุดยืนและหาข้อยุติร่วมกัน
กระบวนการ "ประนอมภาคบังคับ" ดำเนินการอย่างไร
- เมื่อเริ่มกระบวนการ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission) จำนวน 5 คน โดยแต่ละฝ่ายแต่งตั้งฝ่ายละ 2 คน หลังจากนั้นกรรมาธิการ 4 คนร่วมกันคัดเลือกคนที่ 5 ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นประธาน
- จากนั้นคณะกรรมาธิการประนอมจะต้องพยายามช่วยเหลือคู่พิพาทให้สามารถตกลงหาทางออกอย่างฉันมิตรโดยการรับฟังคู่พิพาทและมีข้อเสนอแนะสำหรับทางออกที่สามารถเป็นข้อยุติร่วมกันได้
-ในภาพรวม ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 ปี นับจากการจัดตั้งคณะกรรมาธิการฯ
ผลจากการ "ประนอมภาคบังคับ" เป็นอย่างไรบ้าง
คณะกรรมาธิการฯ มีรายงาน ซึ่งจะเป็น "ข้อเสนอแนะ" ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่มีน้ำหนัก ทางการเมืองและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศสูง โดยคู่พิพาทจะต้องเจรจาบนพื้นฐานของรายงานนั้นต่อไป
พันธกรณีที่จะต้องเจรจาบนพื้นฐานของรายงาน แม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากเป็นการประนอมภาคบังคับ คู่พิพาทมีพันธกรณีที่จะต้องเจรจากันต่อไป บนพื้นฐานของรายงาน
ไทม์ไลน์การดำเนินงานภายใน 12 เดือน
โดยทั่วไป กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 12 เดือน นับจากวันที่จัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอม
1. ตั้งคณะกรรมาธิการ ประนอม 5 คน
2. ดำเนินกระบวนการรับฟังข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อพิพาท
3.จัดทำรายงานและข้อเสนอแนะ
ทั้งนี้ รายงานและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกรอบสำหรับการเจรจาระหว่างคู่กรณีในระยะต่อไป
อ้างอิงข้อมูล : กระทรวงการต่างประเทศ
ขยะล้นเมือง โจทย์ใหญ่ผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดนโยบายผู้สมัครแก้ปัญหาสะสม
เจาะลึกนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชำแหละแผนสู้ศึกวิกฤตฝุ่นเรื้อรัง PM2.5










