แม้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะตอกย้ำต้องเอาผิด ขรก.ที่เกี่ยวข้องกับทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และต้องเพิกถอนสิทธิแม้จะได้รับการบรรจุแล้ว หากพบว่าเกี่ยวข้อง ต้องไปทั้งยวง ตามทฤษฎี “ผลไม้พิษ”
เช่นเดียวกับทางมหาดไทย ที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และที่เปลี่ยนแปลงผลสอบ นอกจากนี้ ยังสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีรองปลัดกระทรวงคนหนึ่ง เป็นประธานสะท้อนท่าทางเอาจริงเอาจัง กับเรื่องทุจริตโกงข้อสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ที่มีระบุมูลค่าความเสียหายทั้งระบบมากถึง 4.5 พันล้านบาท
แต่กลับปรากฏว่า มีผู้คนที่เป็นกูรูการเมือง และนักวิชาการที่เกาะติดเรื่องทำนองนี้มานาน นับจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อว่า จะมีช่องทางทางกฎหมาย หรือแม้แต่พยานหลักฐานที่จะสาวไปถึงระดับ “บิ๊ก” ทั้งในส่วนกลาง แม้แต่ระดับจังหวัด รวมกระทั่ง สส.ที่มักเป็นตัวการสำคัญ สำหรับโครงการที่ไม่ตรงไปตรงมาแบบนี้
นอกจากประเด็นดังกล่าว รศ.อดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการจาก ม.ราชภัฏนครราชสีมา ที่เคยเกาะติดและไล่บี้เรื่องทุจริตสอบหลายรายการในพื้นที่ต่างจังหวัด ยังตั้งข้อสังเกตว่ามักปรากฏมีสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และตกเป็นเครื่องมือ โดยที่รู้หรือไม่รู้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เรื่องเปิดซองในโครงการ มักรู้ดีล่วงหน้าอยู่แล้วว่ามีการล็อกสเปก แม้ไม่มีกำหนดไว้ใน TOR แต่ในกลไกกระบวนการมีอยู่แล้ว” รศ.อดิศร กล่าว ทั้งยังระบุว่า ปัญหาสำคัญของผู้เข้าสอบที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต คือไม่มีกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งจะเอาผิดได้เลย อย่างดีที่สุดจะได้รับโทษเพียงถูกตีตกเท่านั้น จึงเกิดกรณีสมยอมร่วมมือกันระหว่างผู้จัดการสอบกับผู้เข้าร่วมสอบ และยังผลให้การทุจริตหรือโกงสอบเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะที่นายอนุทิน ในช่วงที่ผ่านมา มักถูกตำหนิเรื่องปากไวพูดเร็ว ทั้งที่ในฐานะผู้นำรัฐบาล พึงต้องระมัดระวังคำพูดตั้งแต่ต้น จนหลายครั้งต้องตามมาแก้ รวมทั้งกรณีนี้ที่ครั้งแรกสั่งยกเลิกผลสอบท้องถิ่นล็อตทุจริตนี้ หากพบการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอนผลสอบทั้งหมดแม้มีการบรรจุแล้ว และไม่ต้องกังวลการถูกฟ้องร้อง ก่อนจะพูดรอบ 2 ตามมา โยนเรื่องไปที่สื่ออ้างว่า พาดหัวผิดทั้งที่ในคำพูดของตน ต้องการสื่อสารว่า หากไปถึงจุดที่มีการทุจริต ส่วนที่มีการทุจริตต้องโมฆะ แต่มีคนชี้แจงว่า มีบรรจุเป็นข้าราชการไปแล้วหลายคน ตนจึงบอกว่า หากข้าราชการเป็นต้นตอ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็อาจต้องไปทั้งยวงด้วย
ไม่ต่างที่ กกร.เคยสะท้อนผลโพลการคอร์รัปชัน และเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐเมื่อกลางเดือน พ.ค.69 แต่นายกฯได้ส่งสัญญาณสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ฟ้องร้องเอาผิด กกร. ต่อมาแม้จะแก้ลำด้วยการเรียกประชุมหน่วยงานรัฐ ที่ปรากฏในลิสต์รายชื่อ ร่วมกับ กกร.ย้ำคำเดินหน้าปราบเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเต็มที่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ในมุมมองจากหลายฝ่าย เห็นตรงกันในเรื่องโกงสอบ สถ. คือ ให้รัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ต้องดำเนินการเอาผิดอย่างจริงจังกับผู้ร่วมขบวนการ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแบ๊กอัพและอำนาจในการจัดการเรื่องโกงสอบ แทนที่จะไปตัดสิทธิเลิกจ้างคนเข้าสอบอย่างมีความมุ่งหวัง แต่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย
เรื่องการโกงสอบที่มีมูลค่าความเสียหายกว่า 4.5 พันล้านบาทครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ที่สวมหมวกรัฐมนตรีมหาดไทยอีกหนึ่งใบ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ต้องอธิบายแจกแจงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เปิดกว้างการตรวจสอบ ตลอดจนจัดให้มีซักถามเพื่อให้หายข้อสงสัย
นอกจากนี้ ยังต้องแสดงความจริงใจในการรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับกลุ่มที่ถูกตำรวจและปปช.จับกุมกล่าวหากระทำผิดเมื่อวันก่อน เพราะไม่แคล้วจะเป็นเพียงระดับแถวล่าง และนายหน้าร่วมขบวนการเท่านั้น
ขณะที่การตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่มี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ก็ต้องมีหลักประกัน เปิดให้คนนอกที่มีต้นทุนความน่าเชื่อถือมาร่วมเป็นกรรมการ ไม่ใช่เฉพาะคนในมหาดไทย
หาไม่แล้ว จะกลายเป็นเพียงแค่ “ฟอกขาว” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้กับระดับ “บิ๊ก” ในมท. ที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงระดับปลาซิวปลาสร้อย
เรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องยาก หากตั้งใจหรือมีความจริงใจที่จะทำ แต่หากบิดเบี้ยว จะได้รับคำเฉลยในตัวว่า เหตุไฉน ใคร ๆ จึงไม่เชื่อว่า จะมีผลโยงไปถึงระดับ “บิ๊ก” ในกรม หรือแม้แต่ สถ.
วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
ประจักษ์วิเคราะห์ : ได้เวลาสกัด “ไอซ์-รักชนก” นายกฯ ลดชั้นตอบโต้เอง
ประจักษ์วิเคราะห์ : กวาดทั้งกระดานยกจังหวัด เมื่อ “ภูเก็ต” เรื้อรังจนต้อง ล้างบางใหญ่
อเมซิ่ง ”รองฯขู่ย้ายผู้ว่าฯ” คนกันเองจ้องเตะตัดขาสะเทือน ”ลูกพี่”
รุกคืบคดี "ฮั้ว สว." หรือยื้อ "ฟอกขาว-เป่าคดี"
คนไทยลุ้นจนนาทีสุดท้าย ยังหวังได้ดูฟรี "ฟุตบอลโลก"
"ลุงแหวง" ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน หรือหวังเป้าแช่แข็งฮั้ว สว.แต่พลิกเกม










