วันนี้ (7 ก.ค.2569) ทีมข่าวไทยพีบีเอส ลงพื้นที่ตลาดสำเพ็ง ซึ่งเป็นแหล่งค้าส่งสินค้ากิฟต์ช็อปและของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร พบว่าบรรยากาศการซื้อขายกลับมามีความคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากกระแสความนิยมของ "สกุชชี่" หรือของเล่นประเภทโฟมบีบหยุ่นมือเพื่อคลายเครียด กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงอีกครั้งในกลุ่มผู้บริโภค
หลังจากที่เคยเป็นกระแสนิยมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 6 ปีก่อนหน้านี้ กลุ่มลูกค้าหลักในปัจจุบันยังคงเป็นกลุ่มผู้ปกครอง พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่รับซื้อไปจำหน่ายต่อ รวมถึงกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นที่นิยมซื้อไว้บีบเล่น
จากการสอบถามผู้ประกอบการร้านค้าในย่านสำเพ็ง ระบุว่า ในช่วงที่กระแสเริ่มกลับมาใหม่ ๆ สินค้าดังกล่าวสร้างผลกำไรให้แก่ร้านค้าวันละหลายพันบาท โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพันบาทต่อชิ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีกระแสข่าวจากนักวิชาการออกมาย้ำเตือน เกี่ยวกับความเสี่ยงและอันตรายรอบด้านของสกุชชี่ ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ยอดขายของบางร้านลดลงจากเดิมที่เคยจำหน่ายได้วันละ 2,000–3,000 บาท ลดลงเหลือเพียงประมาณ 800 บาท/วัน
แต่ผู้ค้ามองว่าผลกระทบดังกล่าวยังไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากทางร้านไม่ได้ทำการสำรองหรือสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก และเลือกที่จะจำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ
นักวิชาการเตือน สินค้าไร้ มอก. เสี่ยงสารเคมี-แบคทีเรีย
ด้าน นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ออกมาแสดงความห่วงใยและย้ำเตือนผู้บริโภค เกี่ยวกับภัยเงียบที่แฝงมากับของเล่นชนิดนี้ โดยระบุว่า สกุชชี่โดยทั่วไปผลิตขึ้นจากวัสดุโพลียูรีเทนหรือโฟมพียู
หากผู้บริโภคไปเลือกซื้อสินค้าที่เป็นของปลอม สินค้าลอกเลียนแบบ หรือสินค้าที่ลักลอบนำเข้าโดยไม่ได้มาตรฐาน ย่อมมีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะมีสารเคมีอันตรายตกค้างอยู่บนผิวสัมผัส ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสุขภาพของผู้เล่น เมื่อเกิดการสูดดมหรือสัมผัสเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ของเล่นชนิดนี้ยังมีลักษณะเป็นรูพรุน เพื่อความยืดหยุ่น ทำให้เมื่อเกิดการเปียกชื้นจากน้ำลายหรือเหงื่อของเหงื่อมือ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กเล็ก ซึ่งอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำสกุชชี่เข้าปาก ซึ่งอาจนำไปสู่การหลุดร่วงและอุดกั้นทางเดินหายใจจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
นักวิชาการจึงเสนอแนะให้ผู้ปกครองเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่ผ่านการรับรอง และมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เท่านั้น และเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐกวดขันการควบคุมมาตรฐานสินค้าในตลาดอย่างจริงจัง
เพจดังเผย ซ้ำเติมวิกฤตขยะโลก พียูย่อยสลายนาน 500 ปี
นายเปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของเพจ "ลุงซาเล้ง กับขยะที่หายไป" ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงสร้างวัสดุของสกุชชี่
โดยระบุว่าสารตั้งต้นที่นำมาผลิตคือ โฟมพียู ซึ่งจัดเป็นพลาสติกประเภท "เทอร์โมเซตติง" ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือเมื่อขึ้นรูปด้วยความร้อนแล้ว จะไม่สามารถนำกลับมาหลอมละลายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลใหม่ได้อีกเลย ประกอบกับลักษณะของเนื้อโฟมที่มีน้ำหนักเบามาก
ทำให้ในเชิงพาณิชย์การรวบรวมเพื่อขนส่งไปเข้าโรงงานเผาทำลาย เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนนั้นถือว่าไม่คุ้มทุน ส่งผลให้สกุชชี่ที่ถูกทิ้งทั้งหมดกลายเป็นขยะตกค้างที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ
สอดคล้องกับความเห็นของนักวิชาการสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า เมื่อขยะสกุชชี่เหล่านี้ถูกนำไปจัดการด้วยวิธีการฝังกลบ จะต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนานมากกว่า 500 ปี และในระหว่างกระบวนการย่อยสลายอันยาวนานนั้น เนื้อโฟมจะเกิดการเสื่อมสภาพและแตกตัวกลายเป็น "ไมโครพลาสติก" ซึ่งจะปนเปื้อนลงสู่ชั้นดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตในที่สุด
แม้ในปัจจุบันจะมีนวัตกรรมทางเลือกในการผลิตพียูจากพืช หรือการเปลี่ยนไปใช้พลาสติกประเภท TPU (Thermoplastic Polyurethane) ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แต่ข้อจำกัดในปัจจุบัน ยังคงอยู่ที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า วัสดุพียูแบบดั้งเดิมค่อนข้างมาก ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ ขยะประเภทนี้อย่างเป็นระบบและเร่งด่วน
อ่านข่าวอื่น :
กบน. เคาะลดราคาน้ำมัน ดีเซล 2.56 บาท เบนซิน 2.51 บาทต่อลิตร
CIB รวบ "จารุวัฒน์" นักพากย์บอลดังรับจ้างโปรโมตเว็บพนันเดือนละ 5 หมื่น

