วันนี้ (16 ก.ค.2569) ที่อาคารรัฐสภา นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ และอดีตประธาน กมธ. ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ว่า ที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาไปแล้วรวมทั้งสิ้น 65 เรื่อง
ยืนยันว่า ทุกเรื่องมีหลักฐานชัดเจน และพร้อมพิสูจน์ความจริงทางกฎหมาย ล่าสุดเมื่อวานนี้ (15 ก.ค.2569) ถือเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาค้ำประกันผลงาน 2 ปี ตามสัญญาจ้างการสร้างรัฐสภา ทำให้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในการตรวจสอบความเสียหาย และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งตนได้ตั้งข้อกำหนดที่เรียกว่า "บัญญัติ 7 ประการ" เพื่อเรียกร้องให้ทางสภาฯ เร่งดำเนินการปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ดังนี้
การบริหารจัดการเงินประกันซองและเงินค้ำประกันผลงาน โดยสัญญาจ้างระบุให้มีเงินประกันผลงานและประกันซอง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เงินประกันซองตอนเซ็นสัญญา 5% (คิดเป็นเงินประมาณ 614 ล้านบาท จากมูลค่าก่อสร้างทั้งหมด 12,280 ล้านบาท) และเงินที่หักไว้ระหว่างการจ่ายค่างวดอีก 5% ประมาณ 600 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีเงินงวดสุดท้าย ที่ต้องชะลอการจ่าย เพื่อรอสมทบกับเงินประกันผลงาน รวมแล้วประเมินว่ามีเงินค้ำประกันที่สภาฯ ถือไว้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท และต้องขยายระยะเวลาค้ำประกัน ตามความชำรุดบกพร่อง คือตามสัญญาระบุว่า หากเกิดความชำรุดบกพร่อง จากการใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง สภาฯ มีสิทธิ์เรียกผู้รับจ้างเข้ามาแก้ไข เช่น กรณีน้ำท่วมขังจนเกิดตะไคร่น้ำ หรือประตูอาคารที่ชำรุดจนต้องใช้โซ่และลวดล่ามไว้
โดยสภาฯ ต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินการภายใน 15 วัน ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขบวกกับระยะเวลา ที่ไม่สามารถใช้งานอาคารได้ จะต้องนำไปนับต่อ เพื่อขยายอายุการค้ำประกันออกไป ไม่ได้สิ้นสุดลงแค่ในวันที่ 15 ก.ค.
ที่ผ่านมาสภาฯ เคยทำหนังสือถึงผู้รับจ้างไปแล้วกว่า 1,000 เรื่อง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ได้รับการแก้ไขครบถ้วนหรือไม่ หากสภาฯ นิ่งเฉยหรือไม่รีบดำเนินการแจ้งโนติส ให้ผู้รับจ้างเข้ามาซ่อมแซมให้ครบถ้วนในวันนี้ อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ยกตัวอย่างงานที่ยังไม่เรียบร้อย เช่น กระเบื้องริมแม่น้ำที่หลุดร่อน และงานจิตรกรรมฝาผนังที่ยังเขียนไม่เสร็จ
นายวิลาศ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามจากบางกลุ่มในการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อน เพื่อนำไปซ่อมแซม หรือปรับปรุงในบริเวณที่มีปัญหาชำรุดอยู่แล้ว ซึ่งตามหลักการควรเป็นความรับผิดชอบของผู้รับจ้างเดิม เช่น งบประมาณปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท ที่พบว่า ทำผิดแบบหลายเรื่อง ทั้งปัญหาน้ำรั่วซึมลงชั้นใต้ดิน การปูกระเบื้องผิดขนาด และปัญหาไม้กระดาน ซึ่งหากไม่มีการแก้ไข สภาฯ ควรหักเงินลดหย่อนตามสัญญา ไม่ใช่ไปรื้อทำใหม่โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน
ส่วนการตรวจสอบปัญหาสัญญาจ้างช่วงที่ผิดสัญญา จากการตรวจสอบพบว่า การก่อสร้างสภาฯ มีสัญญารวม 14 สัญญา และพบปัญหาการจ้างช่วงในทุกสัญญาโดยไม่มีการสอบสวน โดยเฉพาะมีผู้รับเหมาช่วงรายหนึ่ง ได้รับงานไปรวมมูลค่ากว่า 2,993 ล้านบาท และยังพบว่า เป็นรายเดียวกับที่มายื่นซองประกวดราคาแข่งขันในตอนแรก ซึ่งกรณีการจ้างช่วงนี้ถือว่า ขัดต่อสัญญาก่อสร้างข้อที่ 11 ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังเสนอให้สภาฯ เร่งจ่ายเงินค่าควบคุมงานและค่าที่ปรึกษาโครงการที่ยังค้างจ่ายอยู่อีกกว่า 300 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2564
นายวิลาศยังกล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามจากบางบุคคลในการส่งสัญญาณข่มขู่ หรือ “กระซิบ” เตือนเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่กำลังดำเนินการตรวจรับและตรวจสอบโครงการ โดยขู่ว่า อาจจะโดนโยกย้ายตำแหน่ง หากตรวจสอบมากเกินไป ซึ่งตนขอเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หากมีการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจนถึงที่สุดแน่นอน
นายวิลาศระบุว่า หลังจากนี้ ตนเตรียมที่จะยื่นเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหนึ่งชุดใหญ่ โดยจะเน้นไปที่งานก่อสร้างทุกส่วนที่มีมูลค่าโครงการเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป และหากไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ กลับมาเพื่อพิสูจน์ความจริง ตนจะเป็นฝ่ายคัดเลือกเรื่องสำคัญอย่างน้อย 5 เรื่อง เพื่อดำเนินการตอบโต้ทางกฎหมายด้วยตนเอง
เมื่อถามถึงความอึดอัดใจในการตรวจสอบ เนื่องจากผู้รับเหมารายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหรือไม่ นายวิลาศกล่าวว่า ตนไม่สนใจว่า จะมีใครไปแอบอ้างชื่อผู้ใหญ่เพื่อหาประโยชน์หรือไม่ เพราะผู้ใหญ่ระดับสูงในบ้านเมืองเคยประกาศชัดเจนแล้วว่า “ไม่ชอบคนโกง เกลียดคนโกง และจะทำให้คนโกงไม่มีที่ยืน” อีกทั้งยังย้ำว่า ผู้ใหญ่ท่านนั้นไม่ได้เข้ามาสุงสิงหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวมานานกว่า 20-30 ปีแล้ว
ส่วนที่ว่ามีการข่มขู่ข้าราชการประจำนั้น นายวิลาศกล่าวว่า ตอนนี้มีคนไปไล่เช็กว่า ผู้รับเหมายังไม่ได้ทำอะไรอีก จึงเกิดความพยายามข่มขู่
“อะไรผ่านได้ก็ผ่านซะ เพราะถ้าไปจ้างผู้รับเหมา ก็จะไปหักเงินที่ประกันไว้” นายวิลาศกล่าว
นายวิลาศ กล่าวต่อว่า ส่วนงานที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยประมาณการว่า มูลค่ามากกว่าพันล้านบาท เช่น ไม้กระดาน ที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมด 27,300 แผ่น ตนเคยเอากรมป่าไม้มาเดินตรวจยืนยันว่า ไม้กระดานในห้องลับๆ บางห้องมีไม้ปลอมมากถึง 70% เป็นการก่อสร้างไม่ตรงสเปค
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเลขาธิการรัฐสภา ไปตรวจแล้วกี่คน นายวิลาศ กล่าวว่า ผ่านเลขาธิการมาแล้ว 3 คน แต่เลขาธิการคนปัจจุบัน จะมีช่องรอดเพราะว่า ตั้งแต่ยังไม่ดำรงตำแหน่งเลขาฯ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจการช่าง และเขาโหวตไม่รับงาน เกือบทุกคน เพราะฉะนั้นคัวเขารู้ว่างานที่ไม่ผ่านมีเยอะ แม้กระทั่งตอนส่งมอบงาน ที่ว่างานเสร็จสมบูรณ์แล้ว เลขาธิการคนปัจจุบันก็โหวตไม่รับ โดยบอกว่า งานยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ซึ่งตอนโหวตครั้งสุดท้าย มติออกมา 7 ต่อ 3 มีกรรมการตรวจการชั่ง 3 คน บอกว่า ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่อนุญาตให้ผ่านงาน โดยมีการเขียนเป็นรายงานเลยว่า ไม่ผ่านเพราะอะไร และท้ายที่สุดมีการพิสูจน์ว่า มติดังกล่าวไม่ชอบ
“ผมขอท้าถ้าผมพูดไม่จริงเรื่องนี้ ให้ฟ้องแล้วห้ามถอน และถ้าหากมาเจรจาให้ผมขอโทษหรือหยุดให้สัมภาษณ์เรื่องสภา ผมบอกเลยว่าไม่ได้” นายวิลาศกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายวิลาศให้สัมภาษณ์เสร็จแล้ว ได้เดินพาผู้สื่อข่าวชมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาเพื่อดู ความผิดพลาดของการก่อสร้าง ที่ยังไม่เรียบร้อย แต่มีการเซ็นรับงานไปแล้ว เช่น บันไดที่ยังมีคราบน้ำปูนไหล, เสาต้นสักขึ้นราที่มีทั้งหมด 4,422 ต้น ซึ่งวิศวกรคุมงานได้อ้างว่าไม่ได้ทาน้ำมัน, พื้นทางเดินผิดสเปค, ตู้ควบคุมไฟฟ้า ที่ไม่มีกุญแจล็อคและรูน็อตอยู่นอกตู้ เป็นต้น
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวของนายวิลาศ พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของสภาฯ ได้ห้ามแถลงข่าวหน้าห้องสื่อ และเชิญให้ไปแถลงข่าวที่ลานประชาชน จนเกิดเหตุการณ์โต้เถียงกันเล็กน้อย เนื่องจากนายวิลาศเป็นอดีต สส. และได้ทำเรื่องจองการแถลงข่าวไปแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาฯ ได้แจ้งว่าเป็นระเบียบใหม่จึงไม่สามารถให้แถลงข่าวที่ บริเวณหน้าห้องสื่อได้ และเจ้าหน้าตำรวจสภาฯ ประมาณ 15 นาย ได้พานายวิลาศไปที่บริเวณลานประชาชน เพื่อให้แถลงข่าวในบริเวณนี้เท่านั้น และนายวิลาศ ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวว่า ระเบียบนี้เลอะเทอะ ซึ่งระเบียบเดิมอดีต สส.สามารถแถลงข่าวได้ ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า เพราะตนจะแถลงเรื่องการก่อสร้างรัฐสภา ทำให้ไม่สามารถแถลงข่าวได้ และไม่ทราบว่า มีการสั่งการภายในไม่มีลายลักษณ์อักษร โดยมีคนบางคนทำมากเกินไปหรือไม่
“ฝากไปถึงข้าราชการวันนี้ประเทศชาติกำลังมีปัญหา ก็เพราะมีข้าราชการที่ไม่มีเหตุไม่มีผล ทำอะไรที่สนองตอบอย่างเดียว ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก ถ้าเลียได้ก็จะเลียถ้าเป็นแบบนี้ควรจะลาออก” นายวิลาศกล่าว
อ่านข่าว :
เช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ผ่าน-ไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไร
"ดีทรอยต์" อากาศแย่สุดในโลก ผลกระทบหมอกควันไฟป่าแคนาดาข้ามแดน
สภาพอากาศวันนี้ มรสุมปกคลุมไทยตอนบน เหนือ-ตะวันออกฝนหนักบางแห่ง
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
