การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. คนใหม่ แทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือน ก.ย.นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ค.นี้ และที่ผ่านมาผู้พิจารณาคือ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ตร. มักยืนยันว่า ผู้ที่มาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ จะเป็นคนที่เป็นอาวุโสตามลำดับชั้น เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมานำพาองค์กรแห่งนี้ได้
พ.ต.ท.ดร.ปรัชญ์ชา กระมลนิติธรรม สารวัตรกลุ่มงานคดีปกครอง กองคดีปกครองและคดีแพ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โพสต์บทความบนเพจ Dr.Chalaw Talk ถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะมีขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ระบุว่า
แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบบความอาวุโส คือ ทางเลือกที่ถูกต้องเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎหมายปกครอง
เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง และมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เป็นกฎหมายเฉพาะ (Specific Law) สามารถนำมาวิเคราะห์โครงสร้าง ปัญหา และแนวทางพัฒนาระบบคำสั่งทางปกครองในงานบุคคลของ ตร. ได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.ฐานะทางกฎหมายของ “คำสั่งแต่งตั้ง/โยกย้าย” ในทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 “คำสั่งทางปกครอง” หมายถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่ง ผบ.ตร. ลงไปจนถึงระดับผู้ปฏิบัติงาน ล้วนมีสถานะเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ทั้งสิ้น
ดังนั้น กระบวนการออกคำสั่งจึงต้องอยู่ภายใต้หลัก “ความชอบด้วยกฎหมายของกระทำทางปกครอง” (Principle of Legality) ซึ่งต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการคือ
- ผู้มีอำนาจออกคำสั่ง (เช่น นายกรัฐมนตรี เสนอ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบ)
- รูปแบบและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ (ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 77 และ มาตรา 78)
- การใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย (พิจารณาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่อัตวิสัย)
2.ช่องว่างทางกฎหมาย (Legal Gap) : เมื่อดุลพินิจขาดกรอบเกณฑ์ประเมินที่ชัดเจน ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบัน จากเอกสารระบุว่า แม้กฎหมายแม่บท (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 78 (1) และมาตรา 82 วรรคสอง) จะกำหนดให้การพิจารณาแต่งตั้งต้องคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ความสามารถ ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน และความประพฤติ แต่ในทางปฏิบัติ ก.ตร. ยังไม่เคยมีการออกกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือเกณฑ์การให้คะแนน/น้ำหนัก (Weight) ในแต่ละปัจจัยอย่างเป็นรูปธรรมเลย ช่องว่างนี้ส่งผลกระทบต่อคำสั่งทางปกครองโดยตรง ดังนี้
-ความเสี่ยงจากการใช้ดุลพินิจมิชอบ (Abuse of Discretion): เมื่อไม่มีกติกาหรือกรอบประเมินที่โปร่งใสแจ้งให้ผู้มีสิทธิทราบล่วงหน้า กรรมการหรือผู้มีอำนาจคัดเลือกอาจใช้ดุลพินิจแบบ "อัตวิสัย" (Subjective) เลือกเฉพาะบางเรื่องหรือผลงานบางประเภท (เช่น การออกสื่อบ่อย) มาพิจารณาตัดสินชี้ขาด ซึ่งอาจทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นขาดความชอบด้วยกฎหมาย
- ความเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนโดยศาลปกครอง: หากข้าราชการตำรวจผู้เสียสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลจะตรวจสอบ “กระบวนการใช้ดุลพินิจ” (Judicial Review of Administrative Discretion) หากศาลพบว่า ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่เปรียบเทียบผู้สมัครทุกคนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน คำสั่งแต่งตั้งนั้นอาจถูกพิพากษา “เพิกถอน” เนื่องจากขัดต่อหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล (เช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต)
3.ระบบอาวุโสในฐานะเกณฑ์ป้องกันความสมบูรณ์ของคำสั่งทางปกครอง ท่ามกลางภาวะที่ขาดระเบียบรองรับเรื่องการวัดความรู้ความสามารถ ลำดับอาวุโส (ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567) จึงกลายเป็น “เซฟโซนทางกฎหมาย” หรือ ปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายที่เป็นรูปธรรมและปลอดภัยที่สุดสำหรับการออกคำสั่งแต่งตั้ง
- สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 260 วรรคสาม ได้วางรากฐานไว้ว่าหากระบบการประเมินยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ให้ยึด “หลักอาวุโส” เป็นสำคัญ เพื่อป้องกันระบบอุปถัมภ์และการแทรกแซงทางการเมือง
- ลดความเสี่ยงทางคดีปกครอง : การออกคำสั่งทางปกครองโดยเรียงตามลำดับอาวุโส (ไม่ข้ามลำดับโดยไม่มีเหตุผลอันสิ้นสงสัย เช่น ปัญหาสุขภาพร้ายแรงหรือความประพฤติเสื่อมเสีย) จะช่วยลดโอกาสที่คำสั่งนั้นจะถูกโต้แย้งหรือฟ้องร้องเพิกถอนได้เกือบ 100% เพราะเป็นหลักเกณฑ์เชิงประจักษ์ (Objective) ที่ผู้มีสิทธิทุกคนยอมรับตรงกันล่วงหน้า
4.แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของ ตร. ให้ชอบด้วยกฎหมายปกครอง เพื่อให้การใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองด้านงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมั่นคงและเป็นธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ก.ตร. จำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 88 เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย ดังนี้
- การกำหนดเกณฑ์เปรียบเทียบผลงานข้ามสายงาน (Standardization): ต้องวางระบบคะแนนสะสมชี้วัดชัดเจนว่า งานอำนวยการ งานสืบสวนสอบสวน หรือปราบปราม จะคิดน้ำหนักสัดส่วนอย่างไร เพื่อให้รองรับข้อเท็จจริงที่ว่า “ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ไม่สามารถเลือกสายงานเองได้”
- ระบบการตรวจสอบและรับรองผลงาน (Verification): จัดให้มีกระบวนการเผยแพร่ข้อมูลประวัติ ประวัติการรับราชการ และความประพฤติ ให้เจ้าของข้อมูลตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องก่อนการประชุมพิจารณาคัดเลือก เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนมาประกอบการออกคำสั่ง
- การสร้างเกณฑ์วัดผลสัมฤทธิ์แทนการสร้างภาพลักษณ์ : ปรับตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) ของผู้บริหารให้สะท้อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างแท้จริง เช่น สถิติคดีอาชญากรรมที่ลดลง หรือดัชนีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่การประเมินจากความถี่ในการออกสื่อประชาสัมพันธ์
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
การบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ปัจจุบัน เดินมาถึงจุดที่ กฎหมายแม่บทมีเจตนารมณ์ที่ดีในการมุ่งเน้นระบบคุณธรรม แต่ กติการอง (กฎ/ระเบียบวิธีปฏิบัติ) ยังพัฒนาไม่ทัน ตราบใดที่ยังไม่มีระบบประเมิน “ความรู้ความสามารถ” ที่เป็นธรรมและเป็นวิทยาศาสตร์
การออกคำสั่งทางปกครองในการแต่งตั้งโยกย้ายจึงต้องพึ่งพา “ระบบอาวุโส” เป็นหลักชี้ขาด เพื่อรักษาความยืดหยุ่น ความชอบด้วยกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยภายในองค์กรตำรวจไม่ให้เกิดวิกฤตศรัทธาและวิกฤตทางกฎหมาย
อ่านข่าว :
ตัดสิทธิ “บัตรคนจน” คายพิษ เหตุงบน้อย-ถังแตก-กู้เพิ่มหนี้
วันสุดท้าย 20 ก.ค.ลงทะเบียนเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม" ล่าสุดยอด 1.57 ล้านคน
คมนาคมชงปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ตัดสิทธิรถเก่า-โอนลอย ยืดอุทธรณ์ 20 ก.ย.
จ่อเรียก 11 คน "ขรก.-พนง.เอกชน" รับทราบข้อกล่าวหาคดีโกงสอบท้องถิ่น
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
