วันนี้ (22 ก.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศศรีลังกากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคไข้เลือดออก ที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการบันทึกยอดผู้ติดเชื้อสะสมไปแล้วมากกว่า 76,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแล้วจำนวน 53 คน
สถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่า เพียงแค่ช่วงเวลา 2 สัปดาห์แรกของเดือนล่าสุด มียอดผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 18,000 คน ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดดังกล่าวได้สร้างความตึงเครียดอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่ง ต้องเร่งเพิ่มเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยล้นแผนก พร้อมทั้งสั่งเพิ่มชั่วโมงการทำงานของแพทย์และพยาบาล
แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในขณะนี้ จะยังคงต่ำกว่าสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อปี 2560 เคยมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 186,000 คน เสียชีวิต 440 คน แต่หากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก่อให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นอีก
ไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ 2 อาละวาด
จากการตรวจสอบทางแพทย์พบว่า โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักที่กำลังแพร่ระบาดและทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมากในศรีลังกาขณะนี้ คือ สายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มักก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากที่สุดในบรรดาทุกสายพันธุ์
จากภาระงานที่หนักเกินขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข ส่งผลให้โรงพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัวได้ทุกคน ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนตัดสินใจเลือกที่จะรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน โดยใช้ใช้วิธีรับประทานยาพาราเซตามอลทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ควบคู่กับการเดินทางไปตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อติดตามจำนวนเกล็ดเลือดของตนเอง
ด้านภาครัฐและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขศรีลังกาได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความสูญเสียและป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลแบกรับภาระหนักไปกว่านี้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ฉีดพ่นควันกำจัดยุงตามบ้านเรือนประชาชนในกรุงโคลัมโบอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศศรีลังกาได้นำเทคโนโลยีโดรน ขึ้นบินสำรวจพื้นที่บนยอดอาคารสูง เพื่อค้นหาและเข้าทำลายแหล่งน้ำขังที่เป็นจุดเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะหลักในการนำโรคไข้เลือดออกมาสู่มนุษย์ โดยภาพการปฏิบัติงานร่วมกันเช่นนี้ปรากฏขึ้นถี่มากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
วิกฤตศรีลังกา ไข้เลือดออกระบาดหนักสุดรอบ 10 ปี ติดเชื้อทะลุ 76,000 คน
เมืองขยายตัว สภาพอากาศเปลี่ยน และยุงปรับตัว
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้การระบาดในครั้งนี้มีความรุนแรง มาจากหลายสาเหตุร่วมกัน ได้แก่ การขยายตัวของเมืองอย่างไม่เป็นระเบียบ นำไปสู่ปัญหาการจัดการขยะที่ไม่ดีตามชุมชน เกิดภาชนะขยะที่สามารถรองรับน้ำฝนได้ง่าย กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น กลายเป็นตัวเร่งวงจรชีวิตของยุงลาย ส่งผลให้ยุงฟักตัวเร็วขึ้น กัดบ่อยขึ้น และแพร่กระจายไปในพื้นที่ใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น ประกอบกับยุงลายมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีอัตราการอยู่รอดและการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในศรีลังกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้การระบาดของโรคไข้เลือดออกในภูมิภาคเอเชียใต้ย่ำแย่ลง เช่น ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็น 1 ใน 30 ประเทศที่มีการระบาดสูง จากเดิมที่เคยระบาดเฉพาะช่วงฤดูมรสุม ปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยตลอดทั้งปี
ล่าสุดทางการอินเดียได้อนุมัติใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก "คิวเดงกา" จากญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ สำหรับผู้มีอายุ 4-60 ปี (ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน) มาเป็นตัวช่วยควบคุมวิกฤต
ขณะที่ปัจจุบัน ศรีลังกายังไม่ได้เริ่มการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกให้กับประชาชน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าสถานการณ์การระบาดจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงเดือน พ.ย.นี้ จากอิทธิพลของมรสุมช่วงที่ 2 ของปี ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำคัญทางสาธารณสุขที่ทางการศรีลังกาต้องใช้เป็นบทเรียนในการป้องกันอนาคต
อ่านข่าว :
ประกันสังคมยกร่าง พ.ร.ฎ.ใหม่ ลดเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 40 ลง 10%
ร้องผู้รับเหมาปิดลำเหมืองพญาคำกระทบนาข้าวและวังมัจฉาพญาชมภู
“ทองคำ” เช้านี้ +1,400 บาท ดัน “ทองแท่ง”กลับมาขายออก 66,000 อีกครั้ง
