วันนี้ (25 ส.ค.2569) นายศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวถึงการก่อเหตุรุนแรงหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า การก่อเหตุในคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ เพราะการก่อเหตุลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นครั้งหลังสุดเมื่อปี 2558 หรือ 10 กว่าปีก่อน ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
ประการแรก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 10 กว่าปี มันลดลงตั้งแต่ปี 2556 แล้วค่อยๆ ลดต่ำลง จนปี 2562 และค่อยๆ กลับสูงขึ้นในช่วงหลัง แต่ 3 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มน่าสนใจเทรนขยับสูงขึ้น จนกระทั่งเกิดเหตุลักษณะเดียวกันนี้ มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลง การขยายตัวของเครือข่ายปฏิบัติการด้วย ฝ่ายผู้ก่อเหตุเข้มแข็งมากพอสมควร และประชาชนในพื้นที่ก็มองเห็น จุดที่ก่อเหตุไม่ใช่ที่ห่างไกล แต่ขยายตัวอยู่ท่ามกลางชุมชน อาจเป็นจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ เพราะอาจเกิดตัวแปรใหม่ ทั้งแนวความคิดและการต่อสู้ ต่อต้านรัฐ ขยายตัวขึ้น
"ศรีสมภพ" ชี้เหตุคืนวันที่ 22 ส.ค.-ต้องการแสดงสัญลักษณ์ว่า "ไม่ใช่โจรกระจอก"
ส่วนกลุ่มหน้าขาว ที่เข้ามาก่อเหตุและปรากฏในคลิปภาพเหตุการณ์ นายศรีสมภพ ระบุว่า เป็นคนกลุ่มใหม่เข้ามาแทนที่ คนก่อเหตุช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไปมากขึ้นในการก่อเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คนวัย 20-30 ปี เป็นครึ่งหนึ่งขอประชากรในพื้นที่ ต่างจากพื้นที่อื่นของสังคมไทย เพราะฉะนั้น การขยายตัวของกลุ่มต่อต้านรัฐเป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ส่วนเป้าหมายในการก่อเหตุยังคงชัดเจนว่า มีรัฐเป็นจุดก่อเหตุจึงเน้นกลไก และเครื่องมือของรัฐชัดเจน ในแง่สถานที่ รวมทั้งเป้าหมายเศรษฐกิจ ร้านสะดวกซื้อที่เป็นทุนใหญ่
ส่วนการก่อเหตุครั้งนี้มี อปท.ทั้งเทศบาลและ อบต.นั้น จากข้อมูลมองว่า แม้ตัวแทนมาจากการเลือกตั้ง เป็นคนท้องถิ่น แต่สิ่งก่อสร้าง สถานที่ ก็ยังเป็นตัวแทนของรัฐ จึงเลือกโจมตีในส่วนนี้ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐ
"ศรีสมภพ" ชี้เหตุคืนวันที่ 22 ส.ค.-ต้องการแสดงสัญลักษณ์ว่า "ไม่ใช่โจรกระจอก"
เป็นการแสดงศักยภาพในเชิงสัญลักษณ์ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ หลายจุด พร้อมกัน ซึ่งการปฏิบัติการร่วมมือประสานโจมตี ต้องใช้คน บริหารงาน การจัดตั้งที่ดี ยุทธการที่ดี แน่นอนต้องการสะท้อนศักยภาพ สะท้อนเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นว่า พวกเขาไม่ใช่โจรกระจอก หรือง่ายๆ ที่บอกว่า บีอาร์เอ็นเป็นโจร ทำลายง่ายๆ มันไม่ใช่ ต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
ขณะที่การตอบโต้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ ในแง่ของรัฐทั้งปฏิบัติการของรัฐ การบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มข้นจริง โดยเฉพาะการปิดล้อมตรวจค้น วิสามัญฆาตกรรม สถิติสูงขึ้น เมื่อมีความเข้มข้น ในแง่ปฏิบัติการตอบโต้ย่อมเกิดขึ้นตามไปด้วย โดยมีประชาชนเป็นคนกลางดูอยู่
ส่วนทิศทางข้างหน้า หากรัฐยังเน้นความมั่นคง เน้นการใช้ทหาร ใช้กำลัง ใช้กฎหมายพิเศษ กฎอัยการศึก จะมีผลตามมาแง่ความรุนแรง แต่ถ้ารัฐเน้นสันติภาพ หรือการเปิดพื้นที่การเมืองกว้างขึ้น ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ปิดกั้น หรือกดดันทางการเมือง การทหาร ซึ่งรวมถึงกระบวนการปิดกั้นทางข้อมูลข่าวสาร สงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นด้วย
"ศรีสมภพ" ชี้เหตุคืนวันที่ 22 ส.ค.-ต้องการแสดงสัญลักษณ์ว่า "ไม่ใช่โจรกระจอก"
ความเข้มข้นแบบนี้ทำให้พื้นที่ทางการเมืองถูกปิด การตอบโต้ทางการทหารเกิดขึ้น โอกาสความเป็นไปได้ ถ้าการก่อเหตุเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แนวโน้มน่าห่วง เหมือน 10 ปีที่แล้ว มีโอกาสเป็นไปได้ แต่เชื่อว่าฝ่ายทหารคงไม่ยอม และจะเกิดปฏิบัติการทหารมากขึ้น เพื่ออุดช่อง ทำให้ความรุนแรงขยายตัว แต่เชื่อว่าถึงจุดหนึ่งใช้ทางทหารจะถึงทางตัน ในที่สุด ต้องใช้วิธีการเมือง พูดคุย เป็นวัฏจักร มักเกิดขึ้นในพื้นที่ขัดแย้ง ส่วนจะนานไหมที่จะเปิดทางเจรจา มองว่าไม่นาน เพราะมีความกดดันอื่น ๆ ตามมาด้วย ทั้งจากการเมือง รัฐบาล เศรษฐกิจที่ตามมา ทำให้การเมืองและทหารยอมรับว่าการทหารหาทางออกไม่ได้ ต้องใช้เจรจาซึ่งมีแนวทางอยู่แล้ว
นายศรีสมภพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแนวคิดการใช้สันติวิธี หรือการเจรจา มีอุปสรรคและข้อโต้แย้ง มองว่าการเจรจาเป็นการยอมแพ้ หรือเสียเปรียบทางการเมือง ช่วงหลังจึงมีข้อเสนอใช้วิธีปราบปรามอย่างเด็ดขาดแทน ซึ่งทั้ง 2 แนวคิดยังคงต่อสู้กัน
ตอนนี้สัดส่วนทางการทหารเกินกว่า 50% และไม่ใช่ว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ล้มเหลวทั้งหมด ไม่งั้นมันแย่ไปหมดแล้ว 10 ปีที่ผ่านมามันดีขึ้น แต่มีความแปรปรวนบางอย่าง มีข้อโต้แย้ง มีข้อเสนอให้ใช้ความรุนแรงเด็ดขาดปราบปราม ซึ่งเกิดขึ้นตอนหลัง จนมีการใช้ความรุนแรง ในตอนนี้จึงมีการใช้ความรุนแรงตอบโต้ ทำให้คลื่นความรุนแรงอาจกลับมา อย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าห่วง ทั้งนี้จึงอยากให้เกิดความสมดุล ทั้งการแก้ปัญหาด้วยแนวทางการเมือง และทางทหารที่สมดุลกัน
ส่วนประสิทธิภาพของการข่าวกรองที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นตอนนี้ ตนมองว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งเตือน บอกเหตุจากฝ่ายข่าวก่อนหน้านี้ แต่จะโทษว่าการข่าวกรองอ่อนแอ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจมากกว่า ว่าจะใช้แนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างไร เพราะข่าวกรองเป็นเพียงส่วนหนึ่ง
มันมีข่าวอยู่ การข่าวทำงานได้มากพอควร แต่ได้ข่าวมาแล้ว จะทำยังไง แนวทางในพื้นที่ หรือยุทธศาสตร์เป็นยังไง เน้นใช้แนวทางสันติ แนวทางการเมือง หรือทางทหาร ต้องสมดุลและบูรณาการเป็นระบบ การหาว่าข่าวกรองไม่ดี ไม่อยากโทษอย่างนั้น ในพื้นที่รู้ว่ามันยากที่จะรู้อย่างสมบูรณ์แบบว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันมีข่าว ต้องมองภาพใหญ่ ทำเป็นขั้นๆ ซึ่งผู้มีอำนาจต้องคิดเรื่อง
ส่วนเรื่องยาเสพติดที่แม่ทัพภาค 4 ระบุว่า มีการปราบปรามอย่างหนัก จนเป็นสาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นภัยแทรกซ้อนที่ฝ่ายทหารยอมรับและพูดมานานแล้ว ตัวหลักคือ กลุ่มขบวนการที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ตัวรองคือภัยแทรกซ้อน ยาเสพติด อิทธิพลทุนเทา ซึ่ง 2 ส่วนนี้ ไม่ซ้อนทับกันในหลักใหญ่ แต่บางส่วน หรือขอบๆ ที่ชนกัน ระดับย่อยมีความสัมพันธ์กัน แต่หากบอกว่าบีอาร์เอ็น ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อหารายได้ เหมือนโคลัมเบียไหม มันไม่ใช่ แต่มีบางส่วนที่เป็นไปได้
"ศรีสมภพ" ชี้เหตุคืนวันที่ 22 ส.ค.-ต้องการแสดงสัญลักษณ์ว่า "ไม่ใช่โจรกระจอก"
ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์การก่อเหตุว่า เป็นกลุ่มคนหน้าใหม่ที่เข้าร่วมทดลองปฏิบัติการร่วมก่อเหตุนั้น นายศรีสมภพกล่าวว่า จากข้อมูลการก่อเหตุมันทำเป็นขั้นๆ การก่อเหตุเล็กน้อย เช่นเผายางรถยนต์ ตัดไม้ขวางถนน หรือโรยตะปูเรือใบ อาจเป็นหน่วยย่อยที่มีการฝึกและทดลองในการปฏิบัติการ แต่การโจมตีทางทหาร เป็นอีกชุดที่ฝึกและเตรียมไว้ แต่เป็นไปได้ที่มีการฝึกเทรนกัน เพราะเตรียมพร้อมเป็นขั้นตอน
แต่ปัญหาคือ เราเปิดโอกาสให้เตรียมการแบบนั้นได้อย่างไร เปิดพื้นที่ได้อย่างไร วิธีที่ดีที่สุดคือ ปิดโอกาสทางทหาร เปิดโอกาสทางการเมืองให้มากขึ้น ในแง่การมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์ เพื่อลดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรง ซึ่งเดิมมีอยู่แต่แคบลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแนวคิดฝ่ายทหารในพื้นที่ เน้นลุยในแบบนักรบ หรือแนวคิดทหาร แต่ต้องเข้าใจทางการเมืองด้วย
อ่านข่าว :
ครม.เคาะ "กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์" นั่ง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่
ครม. โยก “ฉัตรชัย บางชวด ” จากเลขาฯ สมช. นั่งปลัดสำนักนายกฯ คนใหม่
จนท.ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ระเบิด-เผาร้านสะดวกซื้อ อ.มายอ จ.ปัตตานี
