รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

การเมือง
16:59
จำนวนผู้ชม 130
Thai PBS
รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

วันนี้ (27 ก.ย.2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำและมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 14 ข้อ ดังนี้

1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือแก้ปัญหาและรับสถานการณ์ ให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่องทุกพื้นที่

2. ให้รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ แจ้งประชาชนทราบทันท่วงที โดย สทนช.และกรมชลประทาน เป็นหน่วยหลักติดตามสถานการณ์และการระบายน้ำ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหน่วยหลักแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ, กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยหลักให้ข้อมูลสภาพอากาศด้วยข้อความที่เข้าใจง่าย พร้อมให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประสานงานร่วมกับมหาดไทยและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

3. มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง แจ้งสถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวก จัดสถานที่ให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าจอดฟรี

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

4. มอบหมายกระทรวงกลาโหม สนับสนุนรถบรรทุกทหารช่วยอพยพและเคลื่อนย้ายสิ่งของ ให้ทุกเหล่าทัพระดมทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน

5. ให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาขยายวงเงินช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการจังหวัด ตามกฎหมายและระเบียบ

6. มอบหมาย ปภ.แจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ

7. ให้กรมชลประทาน, ปภ., กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยบูรณาการการสูบระบายน้ำร่วมกับ กทม.ให้สอดคล้องกัน

8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออก ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

9. ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงประชาชนท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ

10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน วางแผนการจราจรให้เหมาะสม ไม่ให้กระทบการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยของบ้านพักประชาชน

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

11. ให้การประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตัดไฟฟ้า ซ่อมแซมและเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม

12. ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องประสานงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง เตรียมศูนย์พักพิง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา ถุงยังชีพ และเตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วย

13. ให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน โดยรายงานข้อมูลไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. จัดตั้งศูนย์แถลงข่าว

14. ให้สำนักงาน ก.พ.พิจารณามาตรการ Work from Home สำหรับหน่วยงานรัฐ และขอความร่วมมือภาคเอกชน Work from Home ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC: Joint Information and Communication Center) เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ลดความสับสนของข้อมูล โดยจัดทำข้อมูลกลางส่งตรงถึงประชาชน และจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการทุกวัน เวลา 10.00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT และเพจไทยคู่ฟ้า รวมถึงอัปเดตข้อมูลผ่านเพจตลอดทั้งวัน

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

รัฐบาลสั่ง 14 ข้อรับมือวิกฤตน้ำท่วม พร้อมเยียวยาทันทีในพื้นที่น้ำลด

รัฐบาลยืนยันสถานการณ์น้ำท่วมปี 69 ไม่เหมือนปี 54

ส่วนความกังวลว่าสถานการณ์จะเหมือนวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 หรือไม่นั้น โฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า มีความแตกต่างกัน โดยปี 2554 เกิดจากพายุซ้ำซ้อน 5 ลูก นำฝนตกหนักทางภาคเหนือและมีน้ำเหนือไหลลงมาตามทางสู่ภาคกลางและ กทม.

แต่ครั้งนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ฝนตกหมุนวนครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.สูงสุดถึง 340 มิลลิเมตร คิดเป็นมวลน้ำ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากที่สุดในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี 2526 ในขณะที่ศักยภาพการรับน้ำของ 4 เขื่อนหลักในปัจจุบันยังรองรับได้สูงถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับการระบายน้ำ กทม. ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเดินเครื่องอุโมงค์ระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความสามารถในการระบายน้ำเฉลี่ย 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม.จะคลี่คลายภายใน 2-3 วัน เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนตัวออกจาก กทม. ไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

นอกจาก กทม.แล้ว ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งอาจต้องเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงพื้นที่ อ.เมือง อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา, อ.เมือง อ.องครักษ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก, อ.ท่าใหม่ อ.นายายอาม อ.แก่งหางแมว อ.เมือง จ.จันทบุรี และ อ.เมือง อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวรับฟังคำเตือน สังเกตปริมาณน้ำและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า นายกฯ ยังสั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาได้ทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทั้งหมดในภาพรวม พร้อมยืนยันว่า ข้อมูลที่สื่อสารผ่านช่องทางไทยคู่ฟ้าจะมีความแม่นยำ และหน่วยงานต่างๆ จะเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว

สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพื้นที่ กทม.สามารถติดต่อสายด่วน 1555 ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อสายด่วน ปภ.1784 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ศูนย์ JICC ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า

อ่านข่าว

ครม.อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28-29 ก.ย.นี้ พื้นที่ 4 จังหวัด

คปภ.แนะผู้ประสบภัยน้ำท่วมถ่ายภาพหลักฐานทุกจุดไว้รอเคลมประกัน

เตือน 16 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก 27-29 ก.ย.นี้