คนโดนตัดสิทธิ"บัตรคนจน"ดิ้นรนสู้ชีวิตต่อ หนุน อปท.รับช่วงแก้จนอย่างมีระบบ

ภูมิภาค
10:45
จำนวนผู้ชม 42
Thai PBS
คนโดนตัดสิทธิ"บัตรคนจน"ดิ้นรนสู้ชีวิตต่อ หนุน อปท.รับช่วงแก้จนอย่างมีระบบ

การเลี้ยงกบในบ่อกลายเป็นอาชีพสร้างรายได้ของกสิกาญจน์ ใจขาว ชาวบ้านช่างเพี้ยน ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หลังได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 22 ครอบครัวเข้าร่วม "โครงการขับเคลื่อนการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และเงินออม สร้างเสริมสุขภาพ เครือข่ายตำบลสุขภาวะ" ของเทศบาลตำบลบวกค้าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นทุนอาชีพ ครอบครัวละ 1 หมื่นบาท

กสิกาญจน์ บอกว่าพ่อแม่ของเธอมีอายุมากแล้วแต่ยังต้องทำสวนลำไยเป็นอาชีพ จึงอยากหารายได้เสริมให้ตัวเองและเลี้ยงดูพ่อแม่ จนเมื่อได้รับการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมความรู้ จึงได้รับทุนอาชีพ 1 หมื่นบาทนำมาซื้อพ่อแม่พันธุ์กบ และ เป็นทุนหมุนเวียน จนเพิ่มจำนวนกบในบ่อมากขึ้น จึงสามารถขายกบ และ นำกบมาแปรรูปเป็นอาหารหลายเมนู เช่น น้ำพริกข่ากบ แอ๊บกบ และ กบทอดกระเทียม ทำให้เธอมีรายได้ต่อเนื่อง

หนูต้องขอบคุณ คือ เงินทุนที่ได้มา เงินทุนก้อนนั้น ทำให้เราหมุนเวียนเงิน ทำให้เราเกิดรายได้ เพราะว่าลำพังรายจ่ายในบ้านก็เยอะอยู่แล้ว

หนูอยากจะพัฒนารากฐานของชุมชน หนูมองระยะยาวว่าชุมชนของหนูจะเป็นชุมชนเลี้ยงกบเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะมีเพื่อนบ้านมาถามเราอยากให้เราช่วย ถ้ามีเงินทุน หนูก็อยากจะช่วยให้ชาวบ้านเลี้ยงกบ เพื่อจะได้กระจายรายได้ให้กับคนที่เขาไม่มีงานทำ

กสิกาญจน์ ใจขาว

กสิกาญจน์ ใจขาว

แม้จะมีรายได้จากการเลี้ยงกบ แต่กสิกาญจน์ และ สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งเครือญาติ ยังถือเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และ ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน มาแล้วหลายปี แต่ในการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กลับพบว่าสมาชิกครอบครัวที่เคยได้รับสิทธิ 7 คน ถูกตัดสิทธิไปถึง 5 คน เพราะไม่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่ขายไปนานแล้ว และ มีสินเชื่อเกินเงื่อนไข

พงษ์ศักดิ์ ภีระคำ อายุ 66 ปี ลุงของกสิกาญจน์บอกว่า เขาและภรรยาเคยได้รับเงินจากบัตรคนจน 2 คน รวมกันเดือนละ 600 บาท นำมาใช้จ่ายในครอบครัว แม้เหตุผลที่รัฐใช้อ้างในการตัดสิทธิดูจะไม่เป็นธรรม เพราะติดเงื่อนไขการมีชื่อครอบครองรถยนต์ ทั้งที่เป็นรถเก่าซึ่งขายไปนานแล้ว แต่จะไม่ยื่นอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าสร้างความยุ่งยากลำบาก เมื่อรัฐไม่ให้ ก็ไม่เอา และ คงต้องหารายได้อื่นๆ มาชดเชย

ถามว่าลำบากไหม มันก็ลำบาก เมื่อไม่ได้เงินส่วนนี้ ก็มีภาระเพิ่มอีก ต้องนำเงินส่วนตัวออกมาใช้ รายได้ทุกวันนี้มาจากการรับจ้างก่อสร้าง และ ทำนา ข้าวปีนี้ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เพราะราคาข้าวมันถูก

จริงๆ แล้วทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานเพิ่ม หางานเสริม มันก็อยู่ไม่ได้ ต้องเลี้ยงครอบครัว ถามว่าพอไหม มันไม่พอหรอก ทุกวันนี้ ยิ่งเป็นหนี้ไปอีก

พงษ์ศักดิ์ ภีระคำ ชาวบ้านช่างเพี้ยน ต.บวกค้าง

พงษ์ศักดิ์ ภีระคำ ชาวบ้านช่างเพี้ยน ต.บวกค้าง

เกศรินทร์ มูลรังษี นายกเทศมนตรีตำบลบวกค้าง ระบุว่าเทศบาลตำบลบวกค้างเป็นพื้นที่กึ่งเมือง กึ่งชนบท ประชาชนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ปัญหาหลักของครัวเรือนยากจน คือ หนี้สิน และ ปัญหาในภาคการเกษตร โดยโครงการแก้จนของเทศบาลจะมีการประสานงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน คัดกรองและส่งต่อข้อมูลครัวเรือนยากจน

มีการจัดตั้ง "อาสาสมัครแก้จน" เข้ามาดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน 220,000 บาท จาก สสส. ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ และมูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์ เข้ามาช่วยเหลือ 22 ครัวเรือน สามารถสร้างครัวเรือนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย

ส่วนกรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิบัตรคนจนทางเทศบาลไม่มีงบประมาณ หรือ มีศักยภาพเพียงพอที่จะมอบเงินช่วยเหลือโดยตรงแก่ประชาชนกลุ่มนี้ แต่มีบทบาทหลักในการส่งเสริม สนับสนุน และให้คำแนะนำในการประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ (พมจ.)

เกศรินทร์ มูลรังษี นายกเทศมนตรีตำบลบวกค้าง

เกศรินทร์ มูลรังษี นายกเทศมนตรีตำบลบวกค้าง

ในส่วนของการคัดกรองคนจน เราต้องประสานกับผู้นำชุมชน ในการค้นหาผู้ที่ประสบปัญหา เพื่อจะนำมาบูรณาการร่วมกัน อปท.เองจะมีหน้าที่ในส่วนของการส่งเสริม สนับสนุน และ ส่งต่อ ในการหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ระบุว่า อปท.มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนรองรับอยู่แล้ว แต่ต้องผ่านคณะกรรมการระดับท้องถิ่น และต้องทำตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด

กรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 หาก อปท.จะเข้าไปรับช่วงในการช่วยเหลือ ก็สามารถทำได้ แต่กระทรวงมหาดไทยต้องแก้ไขระเบียบ เพื่อเปิดช่องให้ใช้งบประมาณท้องถิ่นได้ โดยอาจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็น อปท.ขนาดใหญ่ สนับสนุนงบประมาณ ขณะที่ อบต.และเทศบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ทำหน้าที่สำรวจข้อมูลผู้ตกหล่น

ผู้ตกหล่น มีทั้งผู้ที่จนจริง และกลุ่มที่ยังก้ำกึ่ง เช่น ตัวเองไม่มีรายได้ แต่มีลูกหลานคอยดูแล ซึ่งรัฐบาลมองว่ามีผู้ดูแลแล้ว จึงตัดสิทธิ บทบาทของท้องถิ่นจึงสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดกรอง และ ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงได้แม่นยำขึ้น

 พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย

พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย

อาจารย์ ดร.สมคิด แก้วทิพย์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้ นักวิชาการที่ศึกษาปัญหาความยากจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนและพัฒนาชนบท รวมถึงการศึกษาปัญหาความยากจนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ให้ความเห็นว่า ประชาชนที่ได้รับบัตรคนจนจำนวนมากมายมหาศาล ในความเป็นจริงก็มีทั้งคนที่เรียกได้ว่า "จนมาก" ควรจะได้รับ"บัตรคนจน" แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่น่าจะได้รับสิทธิปนๆ กันอยู่

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามิติของความยากจนมีความสลับซับซ้อน บางทีไม่ได้จนเงินทองอย่างเดียว แต่เป็นการจนสติปัญญา จนที่อยู่อาศัย จนด้านสุขภาพ จนภาระพึ่งพิง และ จนโอกาส เพราะฉะนั้นเมื่อมีการใช้มาตรการหลักเกณฑ์บางเรื่องไปตัดสิทธิ เช่น เอาเรื่องการครอบครองรถยนต์ หรือ เรื่องนั่น เรื่องนี้ โดยไม่ได้ดูบริบทโดยรอบมาใช้เป็นเกณฑ์มาตัดสิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดการมีส่วนร่วม เช่น การนำกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดให้เป็นคนที่ช่วยมองหาคนจนตัวจริง ขณะที่การอุทธรณ์กลับสร้างภาระ ทำให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนเดินทางเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตัวเอง

รัฐบาลใช้กลไกรัฐเป็นหลัก ใช้กระทรวงต่างๆ เป็นเครื่องมือกลไกในการคัดกรอง ซึ่งไม่เพียงพอ จริงๆแล้วการบริหารจัดการเรื่องความจน ที่มีความหลากหลายและสลับซับซ้อนอย่างนี้ ด้วยเวลาที่สั้น ก็จะมีข้อผิดพลาดแน่นอน หากควรจะวางระบบกลไกในระดับพื้นที่ มีกลุ่มคนที่หลากหลายมาร่วมกันเป็นองค์คณะบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไล่เรียงมาตามลำดับ เพื่อวินิจฉัยร่วมกันว่าใครจน ใครไม่จน อย่างนี้จะช่วยได้มากกว่า

ดร.สมคิดให้ความเห็นอีกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน จะมองเฉพาะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และ มิติของการหวังผลทางการเมืองคงไม่เพียงพอ ซึ่งการเรียนรู้จากประเทศอื่นๆอย่างประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน เพราะทำเป็นระบบ และมองในระยะยาว มีความเป็นเอกภาพ และ ความต่อเนื่องทางนโยบายชัดเจน มีการวางระบบที่เชื่อมโยงครบถ้วนไปจนระดับชีวิต ระดับบุคคล มีความแม่นยำ และออกแบบระบบด้วยข้อมูล Big Data ที่ครอบคลุมทุกๆระบบ และที่สำคัญก็คือต้องเสริมศักยภาพของบุคคล ครัวเรือน ชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา

บ้านเราได้ทำเรื่องการสร้างความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา การฝึกทักษะอาชีพ และ การทำมาหากินมานานแล้ว หน่วยงานราชการต่างๆ ก็ทำ แต่คงต้องมีการทบทวนอย่างยิ่งยวดว่า แบบไหนทำสำเร็จ แบบไหนทำไม่สำเร็จ

แบบที่ทำกันมา มักเอาความคิด เอาความต้องการของหน่วยงานของผู้กำหนดนโยบายเป็นด้านหลัก ไปจัดอบรมชาวบ้านซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการ ไม่ได้วิเคราะห์พื้นที่ ไม่ได้มองทะลุไปจนถึงเรื่องปัจจัยการผลิต การตลาด ไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ขณะที่ สิ่งที่สำคัญที่เป็นหัวใจคือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนได้ร่วมกันใช้ชะตาชีวิตร่วมกัน วิเคราะห์ปลดล็อกและศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน ดร.สมคิด มองว่า อปท.ในฐานะของหน่วยงานรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ควรต้องให้ความสำคัญและควรยื่นมือเข้าไปผ่อนปรนความเดือดร้อน แต่รูปแบบของการดูแล การปกป้องคุ้มครอง และ การสงเคราะห์ อาจจะต้องมาทบทวนว่าควรจะใช้รูปแบบไหน แน่นอนว่าจะต้องมีมิติของการดูแล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ต้องมีการประสานร่วมมือกับส่วนกลาง ที่สำคัญอย่าไปติดอยู่กับสวัสดิการที่เป็นการจ่ายเงินสงเคราะห์เป็นเดือนๆ อย่างเดียว เพราะการดูแลทำได้หลากหลาย

ดร.สมคิด แก้วทิพย์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้

ดร.สมคิด แก้วทิพย์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้

อปท.ควรจะดูแลในด้านระบบสวัสดิการชุมชน อย่างนโยบายการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แล้วการขยายโอกาส เป็นนโยบายที่น่าจะนำมาทบทวนใหม่ โดยเฉพาะการขยายโอกาสให้กับประชาชน

การช่วยเหลือคนจน ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดตั้งลำพังเฉพาะคนจน คนที่พอมีกิน คนฐานะปานกลาง ก็น่าจะเป็นปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อคนจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การจัดสรรฐานทรัพยากรบางเรื่อง การเป็นผู้จ้าง เป็นผู้ซื้อสินค้าจากคนจน หรือ เป็นที่ปรึกษาที่ดี

หัวใจมันอยู่ที่การจัดระบบความสัมพันธ์ของคนจนกับคนไม่จน การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรายเล็กรายน้อย วิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก กับองค์กรเชิงสถาบันของระบบ เช่น สหกรณ์ รวมทั้งการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรายเล็กรายย่อย กับธุรกิจใหญ่ และ ความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับเมืองให้มันเอื้อกัน

พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโส