จากภาพถ่าย สู่หนังสือบันทึก “ธรรมยาตรา” สู่ข้อเรียกร้อง ความหวังของผู้คนริมสายน้ำกก

ภูมิภาค
14:12
จำนวนผู้ชม 10
Thai PBS
จากภาพถ่าย สู่หนังสือบันทึก “ธรรมยาตรา”  สู่ข้อเรียกร้อง ความหวังของผู้คนริมสายน้ำกก

"ชนาง อำภารักษ์" กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) เล่าถึงความตั้งใจจัดทำหนังสือเล่มนี้ ที่อาจไม่เพียงบันทึกภาพและเล่าเหตุการณ์ผ่านทางตัวหนังสือในระหว่างเหตุการณ์ 31 พ.ค.-5 มิ.ย. 69 เท่านั้น ยังแบกความหวัง ฟังเสียงคนตลอดลุ่มน้ำกก สู่ข้อเรียกร้องการแก้ปัญหา

จุดเริ่มต้นของการจัดทำหนังสือเล่มนี้มีที่มาอย่างไร

ชนางเล่าว่าต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงเข้าร่วมเดินธรรมยาตรา ทางกลุ่มได้พยายามบันทึกเรื่องราวตลอดเส้นทาง ทั้งภาพถ่าย การถ่ายทอดสด และเขียนบันทึกเวทีเสวนาที่จัดขึ้นในแต่ละวัน โดยมีการเก็บข้อมูลและเรื่องราวจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเดินธรรมยาตราเสร็จ พี่นกมนตรี (มนตรี จันทวงศ์) เสนอว่า น่าจะทำบันทึกภาพกิจกรรมเอาไว้ เพราะตลอดเส้นทางเรามีภาพถ่ายจำนวนมาก ทั้งจากทีมงาน นักข่าว ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และเครือข่ายต่าง ๆ จึงคิดว่าจะทำเป็นอัลบั้มภาพ เพื่อนำไปถวายพระอาจารย์ (พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน) รวมถึงมอบให้เครือข่ายผู้จัดงานและผู้ที่สนับสนุนกิจกรรมตลอดเส้นทาง เช่น โรงเรียน วัด หรือสถานที่ที่ให้ความช่วยเหลือเรื่องที่พักและอาหาร

ชนาง อำภารักษ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly)

ชนาง อำภารักษ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly)

ชนางเล่าต่อว่า แต่เมื่อเริ่มรวบรวมภาพ เราพบว่าภาพแต่ละภาพควรมีคำบรรยายและเรื่องเล่าประกอบ เพราะตลอดเส้นทางธรรมยาตรามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย อัลบั้มภาพอาจไม่สามารถถ่ายทอดมิติของเรื่องราวเหล่านั้นได้ครบถ้วน จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการทำอัลบั้มภาพมาเป็นการจัดทำหนังสือแทน

ทีมกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจึงรับหน้าที่รวบรวมภาพและเรื่องราว เพราะมีความพร้อมทั้งด้านการจัดทำเนื้อหา การออกแบบ และการประสานงานกับสำนักพิมพ์

การรวบรวมภาพและเรื่องราวจากผู้เข้าร่วมธรรมยาตรามีวิธีการอย่างไร

ชนางบอกว่าตอนแรกเราเริ่มจากประกาศผ่านเครือข่ายที่รู้จัก เพื่อขอภาพถ่ายจากทุกคนที่ต้องการแบ่งปันภาพสำหรับจัดทำหนังสือ โดยตั้งใจว่าจะมอบหนังสือให้กับผู้มีจิตศรัทธาและทุกคนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมธรรมยาตรา อยากให้ทุกคนมีโอกาสได้รับหนังสือเล่มนี้

ตอนนั้นมีคนส่งภาพมาให้จำนวนมาก ทั้งครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ รวมถึงนักข่าวและสำนักข่าวต่าง ๆ ที่มีภาพสวยงาม เราก็ติดต่อไปขออนุญาตใช้ภาพ เช่น ภาพจากสำนักข่าวลานเนอร์ ที่เผยแพร่ผ่านเพจ “เรารักษ์แม่กก”ด้วย

ชนางเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเล็ก ๆ ว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงภาพสวย ๆ จากช่างภาพมืออาชีพ แต่ยังมีภาพจากโทรศัพท์มือถือที่อาจไม่ได้คมชัดมากนัก แต่สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ดี

ตลอดเส้นทาง แต่ละคนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน บางคนอยู่หัวขบวน บางคนอยู่กลางขบวน หรือท้ายขบวน ภาพที่แต่ละคนบันทึกไว้จึงมีมุมมองแตกต่างกัน เมื่อนำมาประกอบกันก็ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า คนกลุ่มนี้เดินธรรมยาตราไปเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร และมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร

เราไม่ได้มองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงเพียงฝ่ายเดียว แต่อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม ใครมีภาพก็ส่งภาพมา ใครมีเรื่องราวก็ส่งมา ส่วนเราจะทำหน้าที่รวบรวมและเรียบเรียงให้เป็นหนังสือเล่มเดียวกัน

เมื่อได้ภาพและข้อมูลจำนวนมากแล้ว ทีมงานมีวิธีคิดว่าจะนำเสนอเรื่องราวอย่างไร

ชนางเล่าว่าตอนแรกเราเริ่มจากการวางโครงสร้างง่าย ๆ โดยเรียงตามลำดับวันของการเดินธรรมยาตรา ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย แล้วแยกประเด็นต่าง ๆ ออกมา เช่น น้ำใจระหว่างทาง เวทีเสวนา ภาพกิจกรรมของผู้เข้าร่วม รวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังว่าใครเป็นผู้ริเริ่มและมีองค์กรใดเข้ามาร่วมสนับสนุนบ้าง

เราอยากให้หนังสือเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแนวคิด ไปจนถึงบทบาทของแต่ละคนและแต่ละองค์กร เช่น มูลนิธิร่มโพธิ์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง พระอาจารย์ พระมหานิคม มูลนิธิร่มโพธิ์ และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต รวมถึงรายละเอียดการเดินทางในแต่ละวันว่าเริ่มจากที่ไหน ไปสิ้นสุดที่ไหน วัดหรือชุมชนใดมีส่วนร่วม และผู้ร่วมเดินทางพักกันที่ไหน

เมื่อรวบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจริง ๆ กลับพบว่าสิ่งที่ยากไม่ใช่แค่การจัดการภาพและข้อมูลจำนวนมาก แต่คือการตัดสินใจว่าเราจะเลือกเน้นเรื่องอะไร สุดท้ายเมื่อดูภาพและเรื่องราวทั้งหมด เราพบว่าสิ่งที่อยากนำเสนอมากที่สุดคือ ความหวัง

ชนางเล่าต่อว่า แม้หนังสืออาจไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องการเน้นเรื่องความหวัง แต่ภาพทุกภาพสะท้อนให้เห็นว่า คนที่ร่วมเดินธรรมยาตราไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ทนหรือหมดหวัง ตรงกันข้าม พวกเขามีความหวังกับการเดินครั้งนี้

เราเห็นภาพสามเณรเดินท่ามกลางอากาศร้อน ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะ เด็ก ๆ ช่วยกันเก็บขยะ ภาพผู้คนคอยดูแลกัน หรือเด็ก ๆ ที่เดินตามขบวนด้วยความสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การต่อสู้ของประชาชนไม่ได้มีเพียงความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้ากับปัญหา แต่ยังมีเครื่องมือในการต่อสู้ที่เป็นด้านบวก และสามารถส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่นได้

ความหวังไม่ได้สะท้อนผ่านภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังอยู่ในบทสัมภาษณ์ของผู้คนตลอดเส้นทางด้วย บางคนไม่เคยเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้มาก่อน แต่เมื่อได้รับรู้ปัญหา ก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันได้ แม้จะเป็นเพียงคนเล็กคนน้อยก็ตาม

ชนางเล่าถึงภาพและสิ่งที่เห็นระหว่างร่วมเดิน เรายังเห็นภาพแม่อุ๊ย พ่ออุ๊ยที่อายุมากแล้ว แต่ยังร่วมเดินตั้งแต่วันแรก บางคนใส่ชุดขาวเดินตามขบวนสามเณร ทุกคนมาด้วยความศรัทธาและความตั้งใจจริง เราอยากให้ภาพของธรรมยาตราเป็นภาพของประชาชนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาความรุนแรงสารพิษในแม่น้ำขณะนี้ แต่ยังคงมีความหวังอยู่

ภาพหรือเนื้อหาใดในหนังสือที่ประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจมากที่สุด

สำหรับเราเป็นภาพปกหลังของหนังสือ เป็นภาพเด็ก ๆ ถือธงและเดินตามขบวนธรรมยาตรา เรารู้สึกว่าภาพนี้ทำให้เห็นอนาคตของแม่น้ำ เพราะเด็กกลุ่มนี้เป็นคนที่ใช้น้ำ บางคนติดตามคุณพ่อคุณแม่มาเดินตามเส้นทาง พวกเขาคือคนที่จะต้องอยู่กับปัญหานี้ต่อไปในอนาคต

ชนางเล่าว่า ที่เลือกเด็กไว้ท้ายเล่ม เพราะอยากให้คนที่อ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะส่งต่ออะไรให้กับเด็กกลุ่มนี้ เพราะพวกเขายังมีอนาคตที่ต้องดำเนินต่อไปหลังจากเรา

ท้ายเล่มของหนังสือธรรมยาตรา 5 สายน้ำ

ท้ายเล่มของหนังสือธรรมยาตรา 5 สายน้ำ

ภาพนี้ให้ทั้งแรงบันดาลใจในการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไป รวมถึงทำให้หลายคนยังคงออกมาเรียกร้องเพื่อปกป้องแม่น้ำ

เราไม่ได้คิดว่าคนอ่านหนังสือเล่มนี้จะมีเพียงผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น แต่อยากให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย โดยเฉพาะผู้มีอำนาจและผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ อยากให้พวกเขาเห็นภาพนี้แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะตอบเด็กกลุ่มนี้อย่างไร เมื่อเด็ก ๆ ถามว่า

คุณลุงคุณป้าสร้างอนาคตอะไรไว้ให้พวกผมพวกหนู

หนังสือเล่มนี้จะสะท้อนบทเรียนหรือส่งต่อข้อเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชนางบอกว่าจริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ประชาชนต่อสู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งการทำข่าว การเขียนหนังสือ การยื่นหนังสือถึงหน่วยงานรัฐ การออกแถลงการณ์ การให้สัมภาษณ์ การทำสารคดี และการบันทึกภาพ รวมถึงพระอาจารย์ (พระมหานิคม) ที่ออกมาพูดถึงปัญหาในหลายโอกาส

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกหนึ่งก็จริง แต่เครื่องมือที่จะทำให้ผู้มีอำนาจตระหนักถึงปัญหามีอีกมากมาย หากเขาไม่สะเทือนจากหนังสือเล่มนี้ ก็หวังว่าจะสะเทือนจากเสียงเรียกร้องหรือการสื่อสารในรูปแบบอื่นบ้าง

เราคาดหวังว่าหนังสือจะช่วยตั้งคำถามและปลุกจิตสำนึกของผู้มีอำนาจ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้เข้าใจว่า เสียงของประชาชนไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือหรือสิ่งพิมพ์เท่านั้น บางครั้งพวกเขาส่งเสียงระหว่างทาง หรือพูดผ่านประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง

ชนางกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลงไปฟังประชาชนโดยตรง เช่น เมื่อมีหน่วยงานลงพื้นที่มา ก็ควรเข้าไปถามประชาชนที่อยู่กับแม่น้ำกกว่าต้องการอะไร อยากให้แก้ปัญหาอย่างไร และต้องการให้หน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือเรื่องใด

ที่ผ่านมา มีการส่งหนังสือถึงหน่วยงานหลายฉบับ บางฉบับส่งไปก่อนที่จะมีการเดินธรรมยาตราเสียอีก แต่คำถามคือเหตุใดจึงยังไม่เกิดพลังที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

มองว่าจุดสำคัญของการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำอยู่ตรงไหน

ชนางเล่าว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราพบว่าหน่วยงานมักอธิบายว่ามีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งเรื่องอำนาจหน้าที่และข้อกำหนดของแต่ละกระทรวง แต่หลายครั้งกลับเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ต่างคนต่างทำงานในส่วนของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเป้าหมายของทุกหน่วยงานควรเป็นเรื่องเดียวกัน คือการดูแลชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

แต่ละกรม แต่ละกระทรวง รวมถึงผู้มีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว. ควรทำงานร่วมกัน และดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วออกมาใช้ แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่เห็นการทำงานแบบบูรณาการอย่างจริงจัง

เราไม่เห็นผู้มีอำนาจคนใดกล้าพอที่จะออกมาบอกว่า ตอนนี้ควรทำอะไรอย่างชัดเจน เช่น จะระงับยับยั้งเขื่อนต้นน้ำหรือเหมืองต้นน้ำด้วยวิธีการใด กระทรวงการต่างประเทศควรเข้ามามีบทบาทอย่างไร แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนต่างรอ

สามเณรที่ร่วมเดินธรรมยาตรา ได้เห็นหนังสือบันทึกการเดินในแต่วันตลอดลุ่มแม่น้ำกก

สามเณรที่ร่วมเดินธรรมยาตรา ได้เห็นหนังสือบันทึกการเดินในแต่วันตลอดลุ่มแม่น้ำกก

เมื่อมองกลับไปแล้วปัญหานี้เป็นทางตันหรือไม่ และอะไรคือสิ่งที่อยากฝากถึงผู้ที่กำลังต่อสู้

ใช่ค่ะ บางครั้งก็รู้สึกว่าเป็นปัญหาทางตัน เพราะคนทำงานทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่ แต่กลับติดอยู่กับข้อจำกัดของอำนาจและการบังคับใช้กฎหมาย

ชนางเล่าว่า อยากให้กำลังใจคนที่ต่อสู้มากกว่า อยากให้กำลังใจพวกเขา เพราะทุกคนพยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ทำไมปัญหาจึงยังไม่สามารถแก้ไขได้สักที อย่างอาจารย์สืบสกุล (ดร.สืบสกุล กิจนุกร ม.แม่ฟ้าหลวง) ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ยังติดอยู่กับคำถามว่า ปัญหามันตันอยู่ตรงไหน และติดอยู่ที่ข้อต่อใดของระบบ สุดท้ายก็กลับมาที่ผู้มีอำนาจว่า มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหามากน้อยแค่ไหน

หลายครั้งประเด็นนี้ยังย้อนกลับไปถึงรัฐธรรมนูญ เพราะกลุ่มประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่ารัฐธรรมนูญยังไม่รองรับสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ได้รองรับสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้สิ่งแวดล้อม หรือการอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาเหล่านี้จึงต้องย้อนกลับไปถึงต้นตอของระบบ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ชนางกล่าว

ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้ประสานงานจัดกิจกรรมเดินธรรมยาตราฯ กล่าวว่าการผลิตหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะตอกย้ำให้เห็นว่า เรายังมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนปัญหานี้ต่อไป

หนังสือเล่มนี้จะนำไปกระจายยังทุกหมู่บ้านที่เราเดินทางผ่าน รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกคนได้ช่วยกันติดตามปัญหา และเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อแก้ปัญหา คือ การตั้งคณะกรรมการร่วมในระดับชาติขึ้นมาดูแลปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน เพราะขณะนี้เวลาผ่านมาตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปี 2569 กว่าหนึ่งปีแล้ว จึงควรมีคณะกรรมการร่วมระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาได้แล้ว

บรรยากาศเปิดตัวหนังสือธรรมยาตรา 5 สายน้ำ ที่วัดท่าตอน 7 พ.ย.69

บรรยากาศเปิดตัวหนังสือธรรมยาตรา 5 สายน้ำ ที่วัดท่าตอน 7 พ.ย.69

สำหรับหนังสือ "ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ" มีที่มาสืบเนื่องจากการจัดงานเดินธรรมยาตรา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา โดยเดินเลาะแม่น้ำกกฝั่งซ้าย จากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

ซึ่งการเดินครั้งนั้นเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ้นสุด 5 มิถุนายน 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

แม้การเดินธรรมยาตราเรียกร้องการแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนจะสิ้นสุดลง แต่ปัญหาสารพิษยังลุกลามลุ่มน้ำต่อเนื่อง เพราะต้นเหตุของปัญหา "เหมืองแร่" ในประเทศต้นทางยังไม่หยุด หรือควบคุมการปล่อยสารพิษ

โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ