ปัจจุบันสถิติการแพร่ระบาดโควิด-19จะเบาบางลง แต่การระบาดของโรคยังคงกินเวลาต่อเนื่องยาวนานมาร่วม 4 ปี อีกทั้งเชื้อก็ยังคงกลายพันธุ์ไม่สิ้นสุด
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการปลดล็อกการสวมหน้าอนามัย เริ่ม 1 ต.ค. 65 แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อยังสร้างความวิตกกังวลให้หลายคนไม่น้อย
โดยเรื่องนี้นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ความเห็นว่า มาตรการที่ภาครัฐกำหนดออกมานั้น ไม่ใช่การปลดล็อกการใส่หน้ากากอนามัย แต่เป็นการผ่อนปรน ไม่บังคับใส่อย่างในช่วงก่อนหน้า กล่าวคือ ในตอนก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 นั้น หากใครเป็นไข้หวัด/มีความเสี่ยงในการพบปะผู้คน ก็ใส่หน้ากากอนามัยได้ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ค้นพบว่าการใส่หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันทั้งไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19
ทั้งนี้ ในหลายประเทศประกาศยกเลิกการใส่หน้ากากอนามัย แต่กลับพบว่า มีการแพร่ระบาดซ้ำอีกหลายระลอก สำหรับประเทศไทย มองว่า หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง ขอเสนอให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ และการเกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ
ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้ล็อกดาวน์ ไม่ได้งดการจัดกิจกรรม แต่หากมีการจัดกิจกรรมนั้น ขอให้มีการตรวจ ATK ก่อนเข้าร่วมงานก็จะเป็นการลดการแพร่เชื้อได้ ยิ่งหากมีการใส่หน้ากากอนามัยก็ยิ่งเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น
ถัดมาที่เรื่องวัคซีนที่มีนั้น เพียงพอต่อการควบคุมสายพันธุ์ใหม่ ๆ หรือไม่ นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวว่า โดยหลักการวัคซีนที่มีไล่ไม่ทันสายพันธุ์ วัคซีนดั้งเดิมที่มีสามารถป้องกันสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่มากนัก ยิ่งสายพันธุ์ใหม่หลบภูมิได้มากเท่าไหร่ ก็จะป้องกันได้น้อยลง แต่ป้องกันการเสียชีวิตได้แน่นอน ซึ่งหากต้องการการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ด้วยนั้น วัคซีนรุ่น 2 กำลังผลิต มีประสิทธิภาพในการป้องกันเฉพาะโควิด-19 สายพันธุ์ BA.1 ส่วน BA.4 BA.5 ผลทดลองยังไม่ยืนยัน ซึ่งขณะนี้เกิดกลายพันธุ์ไปมาก กว่าที่ผลทดลองจะออก สายพันธุ์อาจไปไกลเกิน XBB แล้ว
วัคซีนรุ่น 2 ที่มี ไม่ทันต่อการกลายสายพันธุ์ เพราะฉะนั้น หากเอามาใช้ ก็ต้องถามว่า มีประโยชน์มากแค่ไหน หากไม่มีประโยชน์มากกว่าเดิม ก็ควรใช้วัคซีนที่มีอยู่เดิมดีกว่า
นายแพทย์ศุภกิจ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ดีกว่าการเปลี่ยนวัคซีน คือ การกลับมาปฏิบัติในเรื่องของการป้องกันในรายบุคคลให้มากขึ้นน่าจะคุ้มค่ากว่า ใส่หน้ากากสม่ำเสมอ ล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการไปพื้นที่แออัด อาจได้ผลดีกว่าการฉีดวัคซีน เพราะการกลายพันธุ์ในเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันมาจากเชื้อโอมิครอน จึงเรียกว่า Omicron Family ไม่ใช่ Variant of Concern (VOC) ตัวใหม่ ไม่ใช่การกลายพันธุ์จนไม่สามารถหาต้นตอ หรือสาเหตุได้ จึงมั่นใจได้ว่า การกลายพันธุ์จากสายพันธุ์โอมิครอน แม้จะติดเชื้อได้เร็ว แต่อาการที่พบจะไม่รุนแรง และไม่น่ากังวลใด ๆสายพันธุ์ XBB ขณะนี้ได้รับการยืนยันมาจากสิงคโปร์ว่า การแพร่ระบาดไม่รุนแรง วันนี้เราควรช่วยกันเผยแพร่วิธีรับมือ หากสามารถลดการแพร่ระบาดให้อยู่ในระดับไม่มากจนเกินไป โอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นอย่างอื่นก็จะน้อยลง ย้ำ ยังคงต้องจับตา XBB BQ.1 BQ.1.1 BA.2.75 และ BA.5 ที่กลายมาเป็น BF.17 อย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถตอบได้ว่า ไทยจะยังต้องอยู่กับลูกหลานโอมิครอนไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งอาจมีการกลับมาแพร่ระบาดซ้ำ หากเราหย่อนมาตรการ แต่ยืนยันไม่กระทบจำนวนเตียงคนไข้แน่นอน เพราะในปัจจุบันการติดเชื้ออาจมีเพียงอาการระคายคอเท่านั้น
ในส่วนของอัตราการแพร่ระบาดจะลุกลามได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด จากข้อมูลที่ศึกษายังไม่สามารถชี้ชัดถึงศักยภาพการแพร่ระบาดได้โดยตรง มีเพียงการเปรียบเทียบเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาว่า อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น/น้อยลง ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน อย่างเช่น ในประเทศอินเดีย BA.2.75 ได้ทำการครองตลาดมากกว่า BA.5 จากพฤติกรรมปฏิเสธการใส่หน้ากากอนามัย
ได้ฟังแบบนี้แล้ว แฟน ๆ อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการไปพื้นที่แออัดนะคะ








