ทำไมน้ำท่วมกรุงเทพฯ รอบนี้ไปหนักฝั่งตะวันออก ทั้งที่ปี 2554 เราจำภาพดอนเมืองติดตา ?
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมเห็นแผนที่จุดน้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก
พื้นที่ที่ยังมีปัญหาหนักส่วนใหญ่กระจุกอยู่ทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก สะพานสูง ประเวศ ไปจนถึงลาดกระบัง
จึงมีคำอธิบายหนึ่งตามมาว่า นี่เป็นเพราะกรุงเทพฯ เลือกปกป้องเมืองชั้นใน แล้วปล่อยให้ฝั่งตะวันออกรับน้ำแทน
เรื่องความเหลื่อมล้ำในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นคำถามที่ควรถาม แต่ผมคิดว่า ถ้าใช้อธิบายน้ำท่วมครั้งนี้ทั้งหมด เราจะพลาดสิ่งสำคัญไป
เพราะน้ำท่วมปี 2569 กับมหาอุทกภัยปี 2554 เป็นน้ำท่วมคนละแบบ
กรุงเทพฯ ไม่ได้ระบายน้ำได้เองตามธรรมชาติ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจภูมิประเทศของกรุงเทพฯ เป็นที่ราบต่ำและแทบไม่มีความลาดเอียง หลายพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกต่ำมาก น้ำจึงไม่ได้ไหลจากถนนลงคลองแล้ววิ่งออกทะเลเองง่าย ๆ
เมืองจึงต้องพึ่งระบบที่ประกอบด้วย ท่อ → คลองย่อย → คลองหลัก → ประตูน้ำ/สถานีสูบ → แม่น้ำหรือทะเล
พื้นที่จำนวนมากยังใช้หลักแบบ Polder คือพยายามควบคุมน้ำจากภายนอก แล้วสูบน้ำที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ออก ดังนั้น กรุงเทพฯ หลายส่วนจึงคล้าย อ่างขนาดใหญ่ที่ต้องคอยระบายน้ำออก มากกว่าเป็นพื้นที่ลาดที่น้ำไหลออกเอง
และในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เมืองก็ขยายเข้าไปในพื้นที่ต่ำเหล่านี้เรื่อย ๆ
นากลายเป็นหมู่บ้าน
พื้นที่โล่งกลายเป็นถนน
พื้นที่ซึมน้ำกลายเป็นอาคารและคอนกรีต
พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรับน้ำได้ กลายเป็นเมืองที่ต้องพึ่งคลอง เครื่องสูบน้ำ และประตูน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2554 กับปี 2569 ต่างกัน
ปี 2554: น้ำกำลังเข้ามาจากข้างนอก และเป็นปัญหาระดับลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ
ฝนตกสะสมมากหลายเดือน น้ำจำนวนมหาศาลจากภาคเหนือไหลลงมารวมกันที่นครสวรรค์ ก่อนเคลื่อนผ่านที่ราบภาคกลาง อยุธยา ปทุมธานี รังสิต แล้วจึงมาถึงกรุงเทพฯ
นั่นเป็นเหตุผลที่ภาพจำของปีนั้นคือดอนเมือง หลักสี่ สายไหม และพื้นที่ด้านเหนือของกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “ท่อระบายน้ำไม่ทัน” แต่คือ มีมวลน้ำขนาดมหาศาลอยู่ข้างนอกเมือง และกำลังพยายามเดินทางลงทะเล
โจทย์ของปี 2554 คือ จะทำอย่างไรไม่ให้น้ำก้อนนั้นเข้ามาในพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ
เราจึงเห็นการทำคันกั้นน้ำ Big Bag การปิดเปิดประตูน้ำ การผันน้ำไปทางตะวันออกและตะวันตก รวมถึงความขัดแย้งอย่างจริงจังว่า พื้นที่ใดควรรับน้ำ และพื้นที่ใดควรได้รับการป้องกัน
ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงแนวคิด “ป้องกันกรุงเทพฯ ชั้นใน” ปี 2554 มีมิตินี้อยู่ชัดเจนจริง
ปี 2569: น้ำไม่ได้เข้ามา แต่มันตกลงมาในเมืองเลย
รอบนี้ต่างออกไปมาก ฝนหนักช่วงวันที่ 24-26 กันยายน กระจุกอยู่ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ในหลายพื้นที่มีฝนสะสมราว 250-300 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น
แปลว่าน้ำไม่ได้เดินทางจากนครสวรรค์ ผ่านอยุธยา แล้วมาถึงกรุงเทพฯ แต่มันตกลงบน คลองสามวา
มีนบุรี หนองจอก สะพานสูง ลาดกระบัง ประเวศ โดยตรง
โจทย์จึงเปลี่ยนจาก “จะกันน้ำไม่ให้เข้ามาอย่างไร” เป็น “น้ำอยู่ในเมืองแล้ว จะเอาออกไปทางไหน” และบังเอิญว่าจุดที่ฝนตกหนักที่สุดจำนวนมากก็คือพื้นที่ต่ำทางตะวันออกของกรุงเทพฯ
แล้วทำไมไม่สูบออกเสียเลย?
นี่เป็นคำถามที่ดูง่าย แต่ปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ อยู่ตรงนี้พอดี
น้ำจากถนนไม่ได้กระโดดไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาหรือทะเลทันที มันต้องเดินทางเป็นทอด ๆ ถนน → ท่อ → คลองย่อย → คลองหลัก → สถานีสูบ/อุโมงค์ → ทางออก
ถ้าคลองหลักสูง น้ำจากคลองย่อยก็ลงได้ช้า ถ้าคลองย่อยสูง น้ำจากถนนก็ลงไม่ได้ และต่อให้มีเครื่องสูบน้ำหรืออุโมงค์ขนาดใหญ่อยู่ปลายทาง ถ้าน้ำเดินทางไปไม่ถึง เครื่องสูบน้ำนั้นก็ช่วยต้นทางไม่ได้เต็มกำลัง
นี่คือสิ่งที่สำคัญกว่าการถามว่า “กรุงเทพฯ มีปั๊มกี่เครื่อง?” หรือ “อุโมงค์สูบได้กี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ?”
คำถามจริงคือ น้ำจากจุดที่ท่วม ไปถึงทางออกได้เร็วแค่ไหน
ฝั่งตะวันออกไม่ได้มีทางออกทางเดียว
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าควรทำความเข้าใจให้ถูก น้ำจากฝั่งตะวันออกไม่ได้ต้องวิ่งย้อนกลับไปหาเจ้าพระยาทั้งหมด โดยหลักแล้วสามารถระบายได้หลายทิศ
ไปทางตะวันตก ผ่านคลองแสนแสบหรือคลองประเวศบุรีรมย์ ไปสู่เจ้าพระยา ไปทางตะวันออก ผ่านระบบคลองของชลประทาน ไปสู่ลุ่มน้ำบางปะกง และลงทางใต้ ผ่านระบบคลองและสถานีสูบน้ำไปสู่อ่าวไทย
ปัญหาคือ ทางออกเหล่านี้ไม่ได้เป็นท่อโล่ง ๆ รอรับน้ำจากกรุงเทพฯ
เพราะด้านตะวันออกเองก็มีน้ำจากนครนายก ปราจีนบุรี และลุ่มน้ำบางปะกง ส่วนทางใต้ต้องอาศัยคลอง ประตู และสถานีสูบน้ำหลายช่วง และความสามารถของแต่ละช่วงก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้น ปัญหาของฝั่งตะวันออกจึงไม่ใช่ “ไม่มีทางออก” แต่คือ มีหลายทางออก แต่ทุกทางมีคอขวด
ทำไมลาดกระบังถึงลดช้ากว่าเมืองชั้นใน ?
ลองดูตำแหน่งของลาดกระบัง พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ จำนวนมากอยู่ใกล้เจ้าพระยา ใกล้สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ หรือใกล้จุดรับน้ำของอุโมงค์มากกว่า แต่พื้นที่อย่างลาดกระบังหรือหนองจอกอยู่ลึกเข้าไปในเครือข่ายคลอง น้ำจึงต้องเดินทางไกลกว่า ผ่านระบบมากกว่า และต้องรอให้ระดับน้ำในคลองด้านล่างลดก่อน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลังฝนหยุด กทม.จึงให้ความสำคัญกับการ “พร่องคลองหลัก” เพราะถ้าคลองหลักยังเต็ม ต่อให้สูบน้ำจากซอยเก่งแค่ไหนก็ไม่มีที่ให้น้ำไป
ต้องลดคลองหลักก่อน คลองย่อยจึงลด แล้วน้ำตามถนนและชุมชนจึงตามลงมาได้ มันเป็นปัญหาต่อกันเป็นทอด ๆ
แล้วบางนา-ตราดล่ะ ?
อีกจุดที่น่าสนใจคือทางระบายลงใต้ ถ้ามองแผนที่ หลายคนจะสงสัยว่า ทำไมไม่ปล่อยน้ำจากลาดกระบังลงใต้ ผ่านบางนา-บางพลีแล้วออกทะเลเลย
ในพื้นที่นั้นมีคลองอยู่จริง และมีระบบระบายลงคลองสำโรงและคลองชายทะเล แต่เมื่อเมืองขยายตัว ถนน สนามบิน หมู่บ้าน โรงงาน และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น ระบบน้ำเดิมไม่ได้เชื่อมต่ออย่างโล่งเหมือนสมัยที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นนา
ถนนใหญ่ เช่น บางนา-ตราด ไม่ได้เป็น “เขื่อน” เต็มรูปแบบ แต่ทางน้ำที่จะข้ามจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งต้องผ่านคลอง สะพาน ท่อลอด หรือโครงสร้างที่กำหนดไว้
ดังนั้นความสามารถในการส่งน้ำจากเหนือไปใต้จึงขึ้นกับ ช่องทางเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ระยะทางบนแผนที่
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหาเดียวกัน กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดทางน้ำทั้งหมด แต่เมืองโตเร็วกว่าความสามารถของโครงข่ายระบายน้ำบางส่วน
แล้วเรื่องความเหลื่อมล้ำล่ะ ?
ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรแยกเป็นสองคำถาม คำถามแรกคือ น้ำท่วมครั้งนี้เกิดเพราะมีคนตั้งใจเอาน้ำจากชั้นในไปทิ้งฝั่งตะวันออกหรือไม่?
จากกลไกของเหตุการณ์รอบนี้ ผมยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายแบบนั้น
แต่คำถามที่สองคือ ทำไมพื้นที่ชั้นในมีระบบระบายน้ำหนาแน่นกว่า ขณะที่เมืองขยายไปลาดกระบัง มีนบุรี หรือหนองจอกแล้ว แต่โครงสร้างระบายน้ำบางส่วนยังตามไม่ทัน ? อันนี้เป็นคำถามที่ควรถามเต็มที่
เพราะนั่นคือความเหลื่อมล้ำในอีกความหมายหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องว่าใครเปิดประตูปล่อยน้ำใส่ใครในคืนนีี้แต่เป็นเรื่องว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราลงทุนให้เมืองส่วนไหนสามารถอยู่กับพื้นที่ต่ำได้ดีแค่ไหน
สรุปง่ายที่สุด
ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำท่วมสองครั้งด้วยภาพเดียว ปี 2554 เหมือนมีน้ำมหาศาลอยู่นอกบ้าน และกำลังจะไหลเข้ามา โจทย์คือ ทำอย่างไรไม่ให้น้ำเข้าบ้าน
ส่วน ปี 2569 เหมือนเราปิดประตูบ้านไว้แล้ว แต่ฝนกลับตกหนักอยู่ในบ้าน โจทย์จึงเปลี่ยนเป็น จะเอาน้ำในบ้านออกไปให้เร็วที่สุดได้อย่างไร
ปี 2554 จึงสอนกรุงเทพฯ เรื่อง การป้องกันน้ำจากภายนอก แต่ปี 2569 กำลังถามคำถามอีกแบบหนึ่ง
เมื่อเมืองขยายเข้าไปบนพื้นที่ต่ำและพื้นที่รับน้ำเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบคลอง ปั๊ม ประตูน้ำ อุโมงค์ และทางระบายออกทะเลของเราโตตามเมืองทันหรือยัง ?
ผมคิดว่านี่เป็นคำถามสำคัญกว่าการเถียงว่า “ใครถูกเลือกให้ท่วม” เพราะน้ำรอบนี้ไม่ได้มาจากข้างนอกแล้วพยายามบุกเข้าเมือง
มันตกลงบนเมืองที่เราสร้างขึ้นเอง และปัญหาคือเราจะพามันออกไปอย่างไร
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









