แต่ทำไมฝนตกสะสมต่อเนื่องในครั้งนี้กลับกลายเป็นสถานการณ์น้ำท่วมขังรอการระบายครั้งใหญ่ แล้วภัยพิบัติจากฝน ฟ้า อากาศ เป็นสิ่งที่เราบริหารจัดการหรือเตรียมรับมือและแจ้งเตือนประชาชนไม่ได้เลยจริงหรือ
เหตุการณ์อุทกภัยที่กรุงเทพมหานครเจอคือสิ่งที่เรียกว่า “ฝนตกแช่” คือปรากฏการณ์ที่กลุ่มเมฆฝนเคลื่อนตัวช้าจนตกซ้ำที่เดิมหลายชั่วโมงต่อเนื่องหลายวัน มีปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหลายคนไม่เคยพบเจอมาก่อน
อันที่จริงมีการพยากรณ์และแจ้งเตือนถึงเหตุการณ์ฝนตกไว้ล่วงหน้าแล้ว และทางกรุงเทพมหานครเองก็ได้ประกาศเตรียมรับมือกับฝนตกสะสมครั้งนี้ แต่คนจำนวนมากยังขับรถออกจากบ้านไปจอดแช่อยู่กลางถนนที่มีน้ำท่วมขัง ทั้งยังไม่มีการประสานงานปิดถนนหรือมีหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบางตามพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังสูง เหตุใดสถานการณ์จึงเลวร้ายได้ขนาดนี้

เราไม่ได้ขาดข้อมูลแต่เรากำลังจมอยู่ในข้อมูล
เทคโนโลยีการตรวจวัดเพื่อบริหารจัดการน้ำและพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน ล้ำหน้ากว่าสมัยเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2011 (พ.ศ. 2554) ไปอย่างมากแล้ว ขณะนี้เรามีดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาคุณภาพสูงอย่าง Himawari ของญี่ปุ่นและ GPM (Global Precipitation Measurement) ที่เป็นดาวเทียมความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา มีดาวเทียมกลุ่มเรดาร์เพื่อใช้ในการทำแผนที่พื้นผิวและความอุ้มน้ำในดินศักยภาพสูงอย่าง NISAR (NASA-ISRO Synthetic Aperture Radar) และ Sentinel-1 อีกทั้งกรมอุตุนิยมวิทยายังขยายสถานีตรวจวัดสภาพอากาศภาคพื้นให้มีจำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยสถานีภาคพื้นที่พร้อมรายงานข้อมูล สถานีวัดน้ำและประตูระบายน้ำ ภาพถ่ายทอดสดจากระบบกล้องวงจรปิดของถนนต่าง ๆ และยังไม่รวมโมเดลพยากรณ์อากาศที่แม่นยำมากขึ้นอย่าง GraphCast หรือ Pangu-Weather และระบบแจ้งเตือนพยากรณ์น้ำท่วม Google Flood Hub ที่ให้ข้อมูลแจ้งเตือนเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน
อีกทั้งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าไทยเคยเป็นห้องทดลองของระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมอัตโนมัติของห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซา ในโครงการ Thailand Flood Sensorweb โดยร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นหลังมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 แนวคิดหลักคือระบบตรวจจับน้ำท่วมที่ทำงานอัตโนมัติ เมื่อดาวเทียมความละเอียดต่ำตรวจจับน้ำท่วมได้ จะสั่งงานให้ดาวเทียมความละเอียดสูงถ่ายพื้นที่นั้นซ้ำอีกรอบและส่งข้อมูลแจ้งเตือนน้ำท่วมไปยังศูนย์ข้อมูล ดังนั้นเราจะเห็นว่าไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูลสำหรับการนำมาวิเคราะห์และแจ้งเตือนอุทกภัย แต่สิ่งที่เรากำลังเป็นกันอยู่คือ เรามีข้อมูลเพียบพร้อมแล้ว แต่ขาดการแจ้งเตือนภัยอย่างเป็นระบบ ราวกับเราจมอยู่กับข้อมูลมากมาย แต่กลับไม่เคยส่งไปถึงมือของประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะเครื่องมือตรวจวัดไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการเตือนภัย
หลายคนอาจคิดว่า เครื่องมือตรวจวัดค่าต่าง ๆ ก็น่าจะแจ้งเตือนได้ด้วยเช่น แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจากดาวเทียม เช่น ภาพชั้นก้อนเมฆ การแผ่รังสีความร้อน หรือข้อมูลปริมาณน้ำในท่อระบายน้ำใต้ถนนในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดเป็นเพียงตัวเลขที่ยังไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ว่าพรุ่งนี้น้ำจะท่วมไหม เราจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดการข้อมูล โดยนำข้อมูลดิบที่กระจัดกระจายอยู่ตามแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการและคัดเลือกเฉพาะข้อมูลสำคัญมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนแจ้งเตือนประชาชนและรับมือกับภัยพิบัติ
แม้จะมีระบบที่วิเคราะห์และได้ข้อมูลออกมาครบถ้วน แต่หากขาดการบูรณาการข้อมูลและการแจ้งเตือนข้อมูลที่เข้าใจง่ายอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ต่อก็ไม่มีทางเข้าใจถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เช่น หากรายงานว่าพรุ่งนี้จะมีฝนตกสะสม 200 มิลลิเมตร ข้อมูลนี้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าปริมาณฝนตกสะสม 200 มิลลิเมตรนั้นหมายความว่าน้ำจะท่วมถนนหน้าบ้านจนรถไม่สามารถสัญจรได้ การแปลความข้อมูลมาเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้โดยทันที ที่เรียกว่า Impact-based forecasting คือส่วนที่หน่วยงานราชการไทยยังไม่ชำนาญ ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์รวมถึงประกาศพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
ในเชิงเปรียบเทียบ กับบ้านหลังหนึ่งที่ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดไว้ทั่วบ้าน แต่เมื่อมีโจรบุกรุกในยามวิกาล กลับทำหน้าที่ได้เพียงแค่บันทึกภาพของโจรที่งัดหน้าต่างเข้ามาขโมยของภายในบ้าน แต่ไม่สามารถแจ้งเตือนคนในบ้านได้เลยว่าขณะนี้บ้านกำลังมีคนแปลกหน้าบุกรุก เซนเซอร์หรือดาวเทียมเทียบได้กับกล้องวงจรปิดที่มีหน้าที่บันทึกเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแจ้งเตือนป้องกันภัยได้ หน้าที่ของการวิเคราะห์และแจ้งเตือนภัยจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ใช่ตัวเซนเซอร์

ทางออกของปัญหาคือการจัดการข้อมูล
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำตั้งแต่ต้น การที่จะห้ามไม่ให้พื้นที่ของกรุงเทพมหานครมีน้ำท่วมขังจากน้ำที่เอ่อล้นจากแม่น้ำหรือฝนตกหนักเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะเรียนรู้ไม่ใช่การทำให้เมืองไม่มีน้ำท่วมแม้แต่จุดเดียวเลย แต่คือการศึกษาพฤติกรรมของน้ำ ภูมิศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศให้เข้าใจถ่องแท้ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
หมายความว่าภาครัฐต้องลงทุนเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศ การเปิดเผยข้อมูล การบูรณาการข้อมูล และการประสานงานกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบต่าง ๆ เพื่อให้การส่งต่อข้อมูลเพื่อการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและสารสามารถไปถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ดีที่สุด
มหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ทำให้เราได้เครือข่ายเซนเซอร์ ได้ความร่วมมือกับนาซา ได้แบบจำลองและบทเรียนมากมาย ถึงอย่างนั้นสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ จำนวนมากยังต้องเปิดโทรศัพท์ถามในกลุ่มไลน์หมู่บ้านว่า “ปากซอยผ่านได้ไหมครับ” ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เราไม่มีข้อมูลสำหรับการรับมือ แต่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว ไม่เคยเดินทางมาถึงประชาชนอย่างที่เขาควรจะเข้าใจ และนั่นคือปัญหาที่แท้จริงของน้ำท่วมในครั้งนี้
📌อ่าน : มีโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงมาก! ทำไม? ช่วงนี้จะเกิดฝนตกหนักและตกแช่
📌อ่าน : “พยากรณ์อากาศ” รู้ได้อย่างไร? ฝนจะตก แดดจะออก พายุจะเข้า
📌อ่าน : ชวนรู้จัก “พยากรณ์อากาศ” คืออะไร ? ทำไมรู้ว่าวันนี้ฝนตก
📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก
📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว
📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
เรียบเรียงโดย จิรสิน อัศวกุล
พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




