จับตา 5 ปัญหา ชี้อนาคตรัฐบาลทรัมป์ 2.0


รอบโลก

InfoFriend

Thai PBS
แชร์

จับตา 5 ปัญหา ชี้อนาคตรัฐบาลทรัมป์ 2.0

https://www.thaipbs.or.th/now/content/2376

จับตา 5 ปัญหา ชี้อนาคตรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

ดูเหมือน “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ในปัจจุบันจะเป็นที่จับจ้องจับตาคาดหวังจากชาวอเมริกันไม่แตกต่างจากประธานาธิบดีคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ในนโยบายขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะไม่เป็นไปตามการใฝ่ฝันทางการเมืองของเหล่าผู้นำชาติ “พี่เบิ้มสุดในโลก” แห่งนี้

พรรคริพับลิกันของทรัมป์ประกาศสัญญาประชาคมว่า จะผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และจะขยายการขุดเจาะแหล่งน้ำมันในประเทศเพื่อเพิ่มพูนรายได้ของประเทศเพื่อให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อีกทั้งให้คำมั่นว่า จะลดภาษีเงินได้เพื่อให้ชาวอเมริกันควักกระเป๋าจ่ายน้อยลง

อย่างไรก็ดี ทรัมป์เผชิญความท้าทายดังสุภาษิตอมตะที่ว่า “พูดง่ายกว่าทำ” เช่นเดียวกับประธานาธิบดีคนอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ที่รับปากกับชาวอเมริกันในช่วงหาเสียงว่า จะเข้านั่งเก้าอี้ในทำเนียบขาวเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะประธานาธิบดีที่คว้าชัยได้กลับเข้ากุมบังเหียนรัฐบาลเป็นสมัยที่ 2 อย่างทรัมป์มักถูกคาดหวังสูงจากชาวอเมริกัน
 

โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขาจะแต่งตั้งอีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ให้เป็นผู้นำในการตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลและดำเนินการปฏิรูป "ครั้งใหญ่"

โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขาจะแต่งตั้งอีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ให้เป็นผู้นำในการตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลและดำเนินการปฏิรูป "ครั้งใหญ่"

ถึงแม้ว่าในเบื้องต้น รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ซึ่งเริ่มเข้าบริหารประเทศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 จะไม่ต้องกังวลกับตลาดแรงงานในประเทศ เนื่องจากอัตราการว่างงานอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ คือ ราวร้อยละ 4.1 ซึ่งหมายถึงว่า ชาวอเมริกันในวัยทำงานส่วนใหญ่มีงานทำ มีเงินใช้ แต่ผู้คนยังคงได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

อีกทั้งผลกระทบจากปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้ากับกลุ่มประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่รุนแรงขึ้นจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศของทรัมป์ ตลอดจนปัญหาการควบคุมจำนวนกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติเข้าสหรัฐฯ และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของชาวอเมริกันที่ขยายกว้างขึ้น

สำนักข่าวเอพีชี้ว่า ทรัมป์กำลังเผชิญความท้าทายกับ 5 ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญที่จะเป็นปัจจัยบ่งชี้ทิศทางคะแนนนิยมของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ของเขาในปีแรกนี้ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 หลังจากเขาได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ในทำเนียบขาวมาแล้วหนึ่งวาระ
 

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งใน รัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 12 ก.พ. 2568 ซึ่งข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งใน รัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 12 ก.พ. 2568 ซึ่งข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ปัญหาเงินเฟ้อ

ผลการสำรวจของความคิดเห็นของกลุ่มชาวอเมริกันที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวงกว้างของ “AP VoteCast” ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2567 พบว่า ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง 4 ใน 10 คนชี้ว่า นโยบายแก้ปัญหาเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใดเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ในที่สุด ราว 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่นี้ลงคะแนนเลือกทรัมป์ ซึ่งหมายความว่า ทรัมป์จะต้องทำงานใช้คืนคะแนนเสียงของชาวอเมริกันกลุ่มนี้ที่นำชัยชนะในการเลือกตั้งมาให้เขา เหนือ “คามาลา แฮร์ริส” คู่ชิงชัยหญิงของเขาจากพรรคเดโมแครต ด้วยการลดราคากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลักในประเทศลงให้ได้
 

ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในนิวยอร์กซิตี้ ในวันที่ 5 พ.ย. 2567

ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในนิวยอร์กซิตี้ ในวันที่ 5 พ.ย. 2567

ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI (Consumer Price Index) ซึ่งจะมีการรายงานทุกเดือน จะเป็นมาตรชี้ได้อย่างชัดเจนว่าทรัมป์จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้สำเร็จหรือไม่ อย่างไรก็ดี ก่อนทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธ.ค. 2567 CPI ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก เป็นร้อยละ 2.9 ต่อปี จากร้อยละ 2.4 ต่อปี เมื่อเดือน ก.ย. 2567

เหล่านักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ซึ่งวัดได้จาก CPI อาจสูงขึ้นอีก ถ้าทรัมป์เดินหน้าตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และลดภาษีเงินได้เอาใจกลุ่มคนทำงานชาวอเมริกัน ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยัง “ถังแตก” ด้วยปัญหางบประมาณขาดดุลที่ยังแก้ไม่ตก

พรรคริพับลิกันของทรัมป์มักกล่าวโทษรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ว่าเป็นสาเหตุให้ราคาไข่ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ แพงขึ้น ทรัมป์เองก็จี้ความผิดไปยังอดีตรัฐบาลไบเดนด้วยตนเอง ในส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงของเขาต่อที่ประชุม World Economic Forum หรือ WEF ครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2568
 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในการประชุมประจำปีของ WEF ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2025

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในการประชุมประจำปีของ WEF ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2025

มีแนวโน้มสูงว่า ต่อไปนี้พรรคเดโมแครตจะเป็นฝ่ายโจมตีรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ฝั่งพรรคริพับลิกันเป็นการแก้เผ็ดบ้าง เนื่องจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ระบุคาดการณ์ว่า ราคาเมล็ดกาแฟจะพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 55 ภายในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าราคากาแฟในสหรัฐฯ ขณะนี้ปรับสูงขึ้นเพียงร้อยละ 1 ก็ตาม

ไม่รวมกับอัตราเงินกู้จำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงในสหรัฐฯ ในทิศทางเดียวกับราคาบ้านและที่ดินเนื่องจากอุปทานขาดแคลน เมื่อเทียบกับอุปสงค์ หรือความต้องการซื้อบ้านและที่ดินของผู้บริโภค รายงานของเอพีชี้ว่า ราคาที่พักพิงชั่วคราวในสหรัฐฯ สูงขึ้นถึงร้อยละ 4.6 ต่อปีในขณะนี้ จากร้อยละ 3.3 โดยเฉลี่ยก่อน COVID-19 ระบาด
 

ประกาศขายบ้านหลังหนึ่ง ในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประกาศขายบ้านหลังหนึ่ง ในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

รายงานระบุด้วยว่า ราคาที่พักพิงชั่วคราวในสหรัฐฯ ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 37 ของ CPI ถึงแม้ว่า ราคาบ้านและที่ดินถาวรจะลดลงบ้างก็ตาม ขณะเดียวกัน รายงานทางการของสหรัฐฯ ชี้ว่า การผลิตสินค้าและบริการในสหรัฐฯ อยู่ในจุด “เต็มอัตรา” แล้ว โดยทรัมป์ไม่อาจขยับเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิงเพื่อลดต้นทุนสินค้า และอัตราเงินเฟ้อ

ผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

ทรัมป์วาดหวังที่จะใช้การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อบรรลุเป้าหมายในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ของเขา รวมถึงเป็นการข่มขู่ให้กลุ่มประเทศคู่ค้ายอมเจรจา และตกลงตามทิศทางนโยบายของเขาอีกทั้งเพื่อโกยรายได้เข้าคลังสหรัฐฯ เพิ่มรวมหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลวิธีเดียวกับรัฐบาลทรัมป์ 1.0

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ แสดงคำสั่งพิเศษว่าด้วยภาษีศุลกากรที่เขาลงนามเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 โดยจะทำให้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เท่ากับอัตราที่ประเทศอื่นๆ กำหนดให้กับสินค้าของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ แสดงคำสั่งพิเศษว่าด้วยภาษีศุลกากรที่เขาลงนามเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 โดยจะทำให้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เท่ากับอัตราที่ประเทศอื่นๆ กำหนดให้กับสินค้าของสหรัฐฯ

แต่กระนั้น การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ 1.0 กลับทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP (Gross Domestic Product) ของสหรัฐฯ ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.4 ถึงแม้รายได้ของรัฐบาลทรัมป์ 1.0 เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เป็นราว 85,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีก็ตาม

รายงานการวิเคราะห์หลายฉบับในสหรัฐฯ เช่น ของ Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัย Yale (Yale University) ในรัฐคอนเนตทิคัต และสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ PIIE (Peterson Institute for International Economics) ต่างบ่งชี้ว่า มาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น

ปัญหาหนี้สินภาครัฐ 

ข้อมูลจากคณะกรรมการว่าด้วยการตรวจสอบงบประมาณที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Committee for a Responsible Federal Budget) พบว่า ปัจจุบันตัวเลขหนี้สินภาครัฐของสหรัฐฯ สูงถึงราว 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยร้อยละ 22 เป็นหนี้สินที่รัฐบาลทรัมป์ 1.0 ก่อไว้เอง แม้ทรัมป์จะชี้นิ้วกล่าวโทษอดีตรัฐบาลไบเดน

“พอล วิลฟรี” (Paul Winfree) หนึ่งในอดีตทีมเจ้าหน้าที่ของทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ของศูนย์นวัตกรรมนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (Economic Policy Innovation Center) เตือนไว้ในบทวิเคราะห์ของเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หนี้สินภาครัฐของสหรัฐฯ ใกล้จะแตะเพดานสูงสุดเต็มทีแล้ว
 

พอล วิลฟรี ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของศูนย์นวัตกรรมนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

พอล วิลฟรี ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของศูนย์นวัตกรรมนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

บทวิเคราะห์ของวิลฟรีชี้ด้วยว่า รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ต้องตัดงบประมาณรายจ่ายลงถึงราว 100,000-140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงจะบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ร้อยละ 3 โดยที่สามารถควบคุมหนี้สินภาครัฐให้อยู่ในระดับคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นกว่าระดับที่สูงมากแล้วในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 แล้ว

ผลกระทบจากนโยบายควบคุมกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติ

ทรัมป์พุ่งเป้าไปที่การปราบปรามกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมาย เน้นแก้ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาความมั่นคงในประเทศที่เชื่อมโยงกับผู้อพยพกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นโยบายควบคุมกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติอย่างเข้มงวดของทรัมป์อาจกลับก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ

นาวิกโยธินสหรัฐฯ วางลวดหนามตามแนวกำแพงชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ในเมืองซานอิซิดโร รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 Credit: AFP PHOTO / US Department of Defense / US Marine Corps Lance Cpl. Caleb Goodwin

นาวิกโยธินสหรัฐฯ วางลวดหนามตามแนวกำแพงชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ในเมืองซานอิซิดโร รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 Credit: AFP PHOTO / US Department of Defense / US Marine Corps Lance Cpl. Caleb Goodwin

หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Ratings ในสหรัฐฯ ชี้ว่า กลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติมีส่วนเกื้อหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงาน และกลุ่มผู้บริโภคในประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้เช่นกัน

ดังนั้น นโยบายควบคุมกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 อาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ในสหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในอนาคต รายงานระบุว่า กลุ่มผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงาน มีสัดส่วนถึงร้อยละ 84 ของประชากรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเมื่อปี 2567
 

แรงงานต่างด้าวทำงานในฟาร์ม เมืองโฮมสเตด รัฐฟลอริดา

แรงงานต่างด้าวทำงานในฟาร์ม เมืองโฮมสเตด รัฐฟลอริดา

หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Ratings เตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจขยายตัวเพียงร้อยละ 2.0 ในอนาคตจากอัตราราวร้อยละ 2.7 เมื่อปี 2567 ถ้ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 เดินหน้าควบคุมกลุ่มผู้อพยพชาวต่างชาติเข้าสหรัฐฯ ให้อยู่ที่ราว 750,000 คน เช่นเดียวกับรัฐบาลทรัมป์ 1.0 เนื่องจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของชาวอเมริกัน 

ข้อมูลจากดัชนีอภิมหาเศรษฐีของ Bloomberg บ่งชี้ว่า กลุ่มอภิมหาเศรษฐกิจนักธุรกิจชาวอเมริกันที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลก และหลายคนเป็นพันธมิตรของทรัมป์ เช่น “อีลอน มัสก์” “เจฟฟ์ เบซอส” “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” และ”เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์” มีมูลค่าสินทรัพย์ขั้นต่ำราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน 

อีลอน มัสก์ หัวหน้ากระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดี

อีลอน มัสก์ หัวหน้ากระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดี

รายงานคาดการณ์ว่า อภิมหาเศรษฐกิจชาวอเมริกันระดับต้น ๆ กลุ่มนี้อาจมั่งคั่งยิ่งขึ้นอีกในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า อาร์โนลด์มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นแล้วราว 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดตามด้วยซักเคอร์เบิร์กที่มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดตามด้วยเบซอส และมัสก์ ที่มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นแล้วราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 6,000 ล้านดอลลาร์
สหรัฐฯ ตามลำดับ โดยตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นรายเดือนของพวกเขา

ในขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสำรวจประชากรของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า ชาวอเมริกันทั่วไปมีรายได้เพียง 9,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือนเมื่อปี 2564-2565 และขยับเพิ่มขึ้นเป็นเพียงราว 176,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือนในปัจจุบัน

นับจากนี้อีกราว 12 เดือน ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่ม “โปรทรัมป์” จะได้ตระหนักว่า ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของพวกเขาจะ “สอบผ่าน” การขับเคลื่อนรัฐนาวาในปีแรกเพื่อเดินหน้าต่อไปในอีก 3 ปี ด้วยการบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจหลักทั้ง 5 ประการนี้ได้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่

ติดตามชมรายการทันโลก กับ Thai PBS วันจันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 21.00 – 21.30 น. ทางช่อง Thai PBS หมายเลข 3 หรือรับชมออนไลน์ผ่านทาง www.thaipbs.or.th/Live และชมย้อนหลังได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/program/Tanloke
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯสหรัฐอเมริกาทรัมป์โดนัลด์ ทรัมป์เศรษฐกิจสหรัฐ

ผู้เขียน: InfoFriend

ยินดีนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูลทึ่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

บทความ NOW แนะนำ