เล่าเรื่องปัตตานี ผ่านเสียงดนตรีออร์เคสตรา

เล่าเรื่องปัตตานี ผ่านเสียงดนตรีออร์เคสตรา

แชร์

เล่าเรื่องปัตตานี ผ่านเสียงดนตรีออร์เคสตรา

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3257

Thai PBS AI
สรุปให้

 

เสียงอดีตสร้างจินตนาการ ดนตรีที่ปัตตานี เมื่อวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราหยิบเอกลักษณ์มลายูมาบรรเลงใหม่

เมื่อเสียงไวโอลินจากยุโรปพบกับรำมะนาแห่งเปอร์เซีย และฆ้องหุ่ยจากอุษาคเนย์พบกับลูแซกจากอเมริกาใต้ ได้เดินทางมาบรรจบพบกันที่ปัตตานี ลิเวอร์พูลแห่งเอเชียอาคเนย์

ณ ดินแดนที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ไม่เหมือนใคร ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ ปัตตานี เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ที่เสียงดนตรีจากทั่วทุกมุมโลกมาบรรจบและหลอมรวมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ดนตรีอันงดงามที่ยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จะเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ดนตรีไทยอีกครั้ง เมื่อวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา นำเสนอคอนเสิร์ต ดนตรีที่ปัตตานี: เล่าเรื่องปัตตานีผ่านเสียงดนตรี (Lagu Pattani)" ภายใต้แนวคิด ความแตกต่าง ความหลากหลาย และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ปัตตานี จุดบรรจบของดนตรีทั่วมุมโลก สร้างสรรค์ ผสมผสาน กลมกลืน และไพเราะ

ย้อนกลับไปในอดีต ปัตตานีไม่ใช่แค่เมืองท่าธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่งในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เป็นจุดพักเรือสำเภาที่แล่นมาจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ และต่อมาคือชาวโปรตุเกส สเปน ดัตช์ อังกฤษ และฝรั่งเศส

เมื่อผู้คนเดินทางมาพบกัน วัฒนธรรมก็เดินทางมาด้วย และดนตรีก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เดินทางข้ามทวีป ข้ามมหาสมุทร มารวมตัวกันที่ดินแดนแห่งนี้ ไวโอลินและแมนโดลินจากยุโรป แอคคอร์เดียน(หีบเพลงชัก) จากโปรตุเกส มารากัส(ลูกแซก) จากอเมริกาใต้ รำมะนาจากเปอร์เซีย และ ฆ้องหุ่ยจากดินแดนสุวรรณภูมิ ล้วนมาผสมผสานกันในรูปแบบดนตรีที่เรียกว่า "รองเง็ง"*

“วงรองเง็ง" คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการสังวาสทางวัฒนธรรม เมื่อเสียงร้องเป็นภาษามลายู ทำนองเป็นยุโรปและเปอร์เซีย เครื่องดนตรีมาจากทั่วทุกมุมโลก แต่กลับกลมกลืนลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเสียงที่สะท้อนถึง “ความเป็นนานาชาติ" ที่ฝังลึกอยู่ในรากเหง้าของปัตตานี

เมื่อเสียงปัตตานีก้องไปถึงราชสำนักสยาม

สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ เสียงดนตรีจากปัตตานีไม่ได้หยุดอยู่แค่ท้องถิ่น แต่ได้เดินทางไปถึงหัวใจของราชสำนักสยาม ผ่านบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย นั่นคือ “ครูมีแขก" (พระประดิษฐ์ไพเราะ)

ครูมีแขกจากปัตตานีถูกกวาดต้อนมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แต่ด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมทางดนตรี ท่านได้กลายเป็นพระอาจารย์ถวายการสอน ซอสามสาย (ซอสายฟ้าฟาด) ให้แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

“ซอระบับ" หรือซอสามสายที่ครูมีแขกนำมาจากปัตตานี ได้กลายเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในวงมโหรีและปี่พาทย์ของราชสำนัก และยังเป็นผู้รวบรวมเพลงไทยที่เหลือรอดจากสงครามหลังกรุงศรีอยุธยาแตก ทำให้เพลงไทยสามารถสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ครูมีแขกจึงเป็นเหมือน “สะพานเชื่อมวัฒนธรรม" ที่ทำให้เสียงปัตตานีและเสียงสยามผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว และเป็นต้นธารของดนตรีไทยในยุครัตนโกสินทร์

เพลงมลายูยังมีชีวิตอยู่

ในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้าได้คัดสรรบทเพลงสำคัญจากปัตตานีมาบรรเลงใหม่ในรูปแบบออร์เคสตร้า โดยเรียบเรียงเสียงให้ทันสมัย แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของเสียงมลายูไว้อย่างครบถ้วน เพลงเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในชุมชน

เพลงที่จะได้ยินในงานนี้ประกอบด้วย:

1. บุหงาปัตตานี บุหงาตันหยง บุหลันลันตู : เพลงที่ขับร้องโดย วงปล่อยแก่ยะลา เพลงที่พูดถึงความงามของดอกไม้และสาวงามแห่งเมืองลันตู

2. บุหลันลอยเลื่อน : เพลงที่รัชกาลที่ 2 ทรงจำทำนองจากพระสุบิน เพลงสรรเสริญพระจันทร์ที่เคยใช้เป็นเพลงเกียรติยศรับเสด็จ

3. นกเขามะราปี : ทำนองจากเพลงรองเง็งมาเลเซีย ที่ครูมนตรี ตราโมทแต่งเป็นระบำ สะท้อนวัฒนธรรมการประชันนกเขาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

4. แกแนะอูแด บุหงารำไป : เพลงระบำกุ้งและเพลงดอกไม้หอม เป็นเพลงครูของวงรองเง็ง

5. ซัมเป็ง มาศมาเราะห์ โยเก็ตรองเง็ง : เพลงที่พูดถึงทองคำบริสุทธิ์และการเต้นระบำ สะท้อนถึงความมั่งคั่งของปัตตานีในอดีต

6. เมาะอินังชวา เมาะอินังลามอ : เพลงของสาวงามชาวชวา เพลงครูที่มักบรรเลงก่อนเพลงอื่นๆ

7. ลาฆูดูวอ : บทเพลงพื้นบ้านติดหูที่ร่วมแสดงโดย วง Four Eyes Woodwind Ensemble วงยอดฝีมือเยาวชนดนตรีจากภาคใต้

8-12. รวมถึงเพลงอื่นๆ อาทิ บูหรงกากา ราซาซายังเง จินตาราซัง เลนัง ตารีกีปัส ปูโจ๊ะปีซัง อาเนาะดีดี้ และเพลงเด็กปัตตานี (5 เพลง) ขับร้องโดย อาจารย์ธัญพร นิกาจิ ครูสอนเด็กที่ใส่เนื้อร้องใหม่จากทำนองรองเง็ง หลากหลายบทเพลงที่เพลิดเพลินและเพราะพริ้ง

ศิลปินชาวบ้านคือผู้พิทักษ์มรดกทางดนตรีของมนุษยชาติ

นอกจากนักดนตรีมืออาชีพจากวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราแล้ว งานนี้ยังมีการยกย่องศิลปินชาวบ้านที่อุทิศชีวิตเพื่อรักษาและสืบทอดเพลงมลายู โดยเฉพาะ ครูขาเดร์ แวเด็ง (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2536) ช่างทองที่กลายเป็นนักไวโอลินรองเง็งผู้ยิ่งใหญ่ และ ครูแบเย็ง (เซ็ง อาบู) นักแมนโดลินที่รักษาเพลงรองเง็ง 300 เพลงไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

เสียงของครูเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 และนำมาเรียบเรียงใหม่ในงานนี้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและภาคภูมิใจในมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้

วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา สะพานเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ภายใต้การดำเนินงานของ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ไม่ใช่แค่วงดนตรีที่เล่นเพลงคลาสสิกตะวันตก แต่คือ “สะพานเชื่อม" ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างเพลงพื้นบ้านกับเพลงคลาสสิก ระหว่างท้องถิ่นกับสากล

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข

การนำเพลงพื้นบ้านมาเรียบเรียงในรูปแบบออร์เคสตราไม่ใช่การ "ยกระดับ" เพลงพื้นบ้านให้ "สูงขึ้น" แต่คือการ "ขยายพื้นที่" ให้เพลงเหล่านี้ได้เดินทางไปยังผู้คนที่กว้างขึ้น ให้คนที่ไม่เคยได้ยินเสียงรองเง็งมาก่อน ได้มีโอกาสสัมผัสความไพเราะที่ซ่อนอยู่ในทำนองมลายู

เสียงอดีตสร้างจินตนาการ การแสดงดรีที่ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าดนตรี

การจัดงานครั้งนี้เป็นการสื่อสารข้อความที่ลึกซึ้งว่า “ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค แต่คือความงดงาม"

เมื่อเครื่องดนตรีจากยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางมาบรรเลงร่วมกัน ไม่มีเสียงใดดังกว่ากัน ไม่มีวัฒนธรรมใดสำคัญกว่ากัน ทุกเสียงมีค่า ทุกเสียงมีความหมาย และเมื่อรวมกันแล้ว กลับกลายเป็นความไพเราะที่มีเอกลักษณ์เ

นี่คือบทเรียนจากเสียงแห่งประวัติศาสตร์ของปัตตานี เมืองที่ผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างภาษา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และสร้างสรรค์สิ่งงดงามร่วมกันได้

ศิลปะบนเวทีสีสันจากภาพจิตรกรรมประกอบเพลงรองแง็ง

ความพิเศษอีกอย่างของงานนี้คือ การมี ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินนานาชาติ มาสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมประกอบบทเพลงระหว่างการแสดง เป็นการผสมผสานระหว่าง เสียงที่เห็นได้และภาพที่ได้ยิน

ดร.สุชาติ วงษ์ทอง

ดร.สุชาติ วงษ์ทอง

การวาดภาพตามเสียงดนตรีแบบเรียลไทม์เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเข้าใจในทั้งดนตรีและจิตรกรรม ดร.สุชาติได้ร่วมงานกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้ามาหลายครั้ง ทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ชมที่ได้สัมผัสทั้งเสียงและสีไปพร้อมกัน

พื้นที่ เยาวชน อนาคต ดนตรีมลายู

งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ วงโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี วงชนะเลิศระดับภาคใต้ จากการประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ประจำปี พ.ศ. 2568 ได้ร่วมแสดงกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เป็นการส่งเสริมพัฒนาฝีมือนักดนตรีเยาวชน สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่นสู่ระดับโลกต่อไป

การที่เด็กนักเรียนจากปัตตานีได้ยืนบนเวทีเดียวกับนักดนตรีมืออาชีพ ได้บรรเลงเพลงบ้านเกิดของตัวเองในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นประสบการณ์ที่จะฝังลึกในใจและเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

เสียงอดีตที่สร้างจินตนาการ

โครงการ “เสียงอดีต สร้างจินตนาการ" โดยมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และไทยพีบีเอส ที่กำลังร่วมกันขับเคลื่อนและดำเนินการอยู่นั้น ไม่ใช่การ "เก็บรักษา" เพลงเก่าไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่คือการ “ทำให้เพลงเก่ามีชีวิต" อีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงและซาบซึ้งได้ในความสุนทรียโสต

เมื่อเราได้ยินเสียงไวโอลินบรรเลงทำนอง "บุหงาปัตตานี" หรือเสียงเชลโลสีทำนอง "บุหลันลอยเลื่อน" เราไม่ได้แค่ได้ยินเสียงดนตรี แต่เราได้ “เดินทางข้ามเวลา" กลับไปสู่ยุคที่เรือสำเภาจากจีนและโปรตุเกสแล่นเข้าจอดที่ท่าเรือปัตตานี กลับไปสู่ยุคที่วังยะหริ่งเต็มไปด้วยเสียงดนตรี กลับไปสู่รากเหง้าของความเป็นเรา

การจัดงานที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็มีความหมายในตัวเอง เพราะมหาวิทยาลัยคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แห่งการค้นคว้า และแห่งการสืบทอดองค์ความรู้ การที่เสียงดนตรีมลายูดังก้องในหอประชุมแห่งนี้ ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า ดนตรีพื้นบ้านมีคุณค่าทางวิชาการ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสมควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง

ดนตรีคือบ้านของจิตใจ

เสียงดนตรีที่ปัตตานีคือเสียงที่เตือนเราว่า เราเคยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เราเคยสร้างสรรค์สิ่งงดงามร่วมกันได้ และเราสามารถทำได้อีกครั้ง ถ้าเราเปิดใจรับฟังกัน เหมือนกับที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นรับฟังกันและกลมกลืนกันในวงออร์เคสตรา

คอนเสิร์ต "ดนตรีที่ปัตตานี เล่าเรื่องปัตตานีผ่านเสียงดนตรี (Lagu Pattani)” ทำการแสดงเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.00-15.00 น. ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ดนตรีที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อปัตตานี ต่อดนตรีมลายู และต่อความหมายของ "การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข"

เพราะบางครั้ง คำตอบของปัญหาสังคมไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ในเสียงดนตรีที่กลมกลืนกัน

ชวนมาติดตาม รายการ เสียงอดีตสร้างจินตนาการ ตอน เล่าเรื่องปัตตานีผ่านเสียงดนตรี 
ชมอีกครั้งได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/program/PowerOfMusic  

วราสิทธิ์ แสงทอง

ผู้เขียน: วราสิทธิ์ แสงทอง

โปรดิวเซอร์อาวุโส แห่งสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา คนธรรมดาที่ฝักใฝ่การทำอาหาร สร้างแรงบันดาลใจชีวิตด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

  • ปัตตานี
  • ออร์เคสตรา
  • คอนเสิร์ต

บทความ NOW แนะนำ