รัฐประหาร 1953 ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง อิหร่าน สหรัฐฯ


ประวัติศาสตร์

คมสัน ประมูลมาก

แชร์

รัฐประหาร 1953 ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง อิหร่าน สหรัฐฯ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3762

รัฐประหาร 1953 ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง อิหร่าน สหรัฐฯ

ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน สหรัฐฯ ดำเนินมาอย่างยาวนาน ผ่านการแผ่อิทธิพลและเข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ในยุคล่าอาณานิคม 

สถาบันกษัตริย์และชนชั้นนำในประเทศต่างเป็นพันธมิตรกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ในขณะที่ประชาชนเริ่มตื่นตัวในความเป็นชาตินิยมไม่เห็นด้วยกับการวางตัวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ จนเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งที่นำไปสู่การรัฐประหารในปี ค.ศ. 1953 

มูฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี กษัตริย์แห่งอิหร่านผู้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศตะวันตก

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รัฐบาลอังกฤษได้ผูกขาดการขุดเจาะและค้าน้ำมันในอิหร่านมาอย่างยาวนาน โดย พระเจ้าชาห์ มูฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้ให้สิทธิสัมปทานน้ำมันแก่สหรัฐฯ และอังกฤษ เพื่อแลกกับการได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคง อิหร่านได้รับส่วนแบ่งรายได้เพียงน้อยนิด ทั้งที่เป็นทรัพยากรในชาติของตนเอง จนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

ปี 1951 นายกรัฐมนตรี มูฮัมหมัด มอสซาเดก นายกรัฐมนตรีอิหร่านที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ปลุกกระแสชาตินิยม ได้ทำการยึดอุตสาหกรรมน้ำมันให้กลับมาเป็นของอิหร่าน การกระทำนี้ทำให้อังกฤษโกรธแค้นและถือเป็นการหยามเกียรติชาติมหาอำนาจ อังกฤษจึงตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อายัดทรัพย์สิน และส่งเรือรบไปปิดล้อมอ่าวเปอร์เซียเพื่อระงับการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

นายกรัฐมนตรี มูฮัมหมัด มอสซาเดก ผู้ปลุกกระแสชาตินิยม

สหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในยุคของประธานาธิบดี แฮร์รี เอส ทรูแมน ปฏิเสธที่จะสนับสนุนอังกฤษในการใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐบาล เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่ามอสซาเดกเป็นผู้นำชาตินิยมไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1953 สมัยประธานาธิบดี ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ เกิดความไม่ไว้ใจมอสซาเดก เพราะท่าทีที่โอนเอียงไปทางสหภาพโซเวียต สร้างความกังวลว่าโซเวียตจะเข้าควบคุมอ่าวเปอร์เซียและแหล่งน้ำมันของชาติตะวันตก

ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหาร 1953 ชนวนความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด

แผนการโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดกได้เริ่มต้นขึ้นผ่านปฏิบัติการลับที่มีชื่อว่า Operation Ajax เป็นการร่วมมือกันระหว่างสายลับอังกฤษ (MI6) และสหรัฐฯ (CIA) ปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการปลุกกระแส สร้างโฆษณาชวนเชื่อ จัดตั้งกลุ่มการเมือง ใส่ร้ายว่ารัฐบาลของมอสซาเดกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ CIA ถึงขั้นจ้างคนแสร้งทำเป็นคอมมิวนิสต์ไปโจมตีมัสยิดเพื่อยั่วยุให้ชาวมุสลิมหันมาต่อต้านรัฐบาล

ภาพการประท้วงแสดงออกถึงความไม่พอใจในเหตุการณ์รัฐประหาร

เพื่อให้การรัฐประหารดูชอบธรรม พระเจ้าชาห์ต้องลงนามในคำสั่งปลดมอสซาเดก และแต่งตั้งนายพลฟาซอลลาห์ ซาเฮดี ขึ้นแทน พระเจ้าชาห์ยอมลงนามหลังจากได้รับสัญญาณยืนยันการสนับสนุนจากอังกฤษ แต่ปฏิบัติการในคืนนั้นล้มเหลวเนื่องจากมอสซาเดกไหวตัวทัน ทหารฝ่ายกบฏถูกจับกุม ทำให้พระเจ้าชาห์ตื่นตระหนก และลี้ภัยออกนอกประเทศไปยังกรุงโรม

4 วันต่อมา การรัฐประหารเป็นผลสำเร็จผ่านการก่อจลาจล การสร้างความรุนแรงบนท้องถนนในกรุงเตหะราน ความวุ่นวายทำให้กลุ่มทหารของนายพลซาเฮดี นำรถถังบุกเข้าโจมตีบ้านพักของมอสซาเดกอย่างหนัก จนในที่สุดมอสซาเดกก็ต้องยอมจำนน

นายกรัฐมนตรี มูฮัมหมัด มอสซาเดก ถูกจับกุมตัวขึ้นศาลหลังการรัฐประหาร

หลังการรัฐประหาร มอสซาเดกถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตัดสินให้ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านพักไปตลอดชีวิต พระเจ้าชาห์ได้เสด็จกลับอิหร่านอย่างผู้ชนะและรวบอำนาจกลับมาอยู่ในมือ และพาประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ผลประโยชน์ทางด้านน้ำมันอังกฤษไม่สามารถกลับมาผูกขาดได้เหมือนเดิม ถือเป็นการสิ้นสุดยุคทองของการครอบงำโดยจักรวรรดิอังกฤษในตะวันออกกลาง

ผลสืบเนื่องจากความโกรธแค้นที่ฝังรากลึกจนยากจะถอน

หลังการรัฐประหาร พระเจ้าชาห์กลับคืนสู่อำนาจด้วยความหวาดระแวง เพราะทรงทราบดีว่าอำนาจของพระองค์มาจากต่างชาติไม่ใช่ประชาชน จึงได้ทำการกระชับความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐฯ คู่แค้นของประชาชน พร้อมจัดตั้งหน่วยตำรวจลับ SAVAK เพื่อกวาดล้างปรามปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชน และสร้างความเกลียดชังที่มีต่อผู้สนับสนุนการรัฐประหาร และผู้อยู่เบื้องหลังอย่างสหรัฐฯ

หน่วยตำรวจลับ SAVAK ปรามปรามผู้เห็นต่าง

ความโกรธแค้นของชาวอิหร่านนำไปสู่การลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่ที่ผ่านการหลอมรวม โดย อายะตุลเลาะห์ โคเมนี ผู้นำทางจิตวิญญาณ ของชาวอิหร่าน จนสามารถโค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 2,500 ปีลงได้สำเร็จในเหตุการณ์ การปฏิวัติอิสลาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1979 พร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปกครองระบอบสาธารณรัฐอิสลาม และประกาศจุดยืนเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ ด้วยการยึดสัมปทานน้ำมันที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมอยู่มาเป็นของตัวเอง

อาญาตุลเลาะห์ โคเมนี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ

สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดแตกหักที่ยากจะย้อนกลับ เมื่อประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ของสหรัฐฯ อนุญาตให้พระเจ้าชาห์ที่ลี้ภัยอยู่เดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อรักษาโรคมะเร็ง นักศึกษาอิหร่านเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจ เพราะเกรงว่าสหรัฐฯ จะใช้พระเจ้าชาห์เป็นเครื่องมือเพื่อกลับมาก่อรัฐประหารซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต

นักศึกษาอิหร่านจึงบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะราน และจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกัน สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวประกัน แต่ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดสถานการณ์คลี่คลายด้วยยุทธวิธีทางการทูต หลังการจับเป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วัน

การบุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะราน

จะเห็นได้ว่าปฏิบัติการรัฐประหารที่สร้างขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ในวันนั้น ได้กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่สร้างความบอบช้ำทางการเมือง จนก่อให้เกิดความรุนแรงที่ได้มอบบาดแผลและความเกลียดชังแบบฝังรากลึก พร้อมมอบสถานะศัตรูถาวรกับสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว

อ้างอิง

  • สหรัฐฯ - อิหร่าน คู่แค้นครึ่งศตวรรษ | FLASHPOINT จุดร้อนโลก
  • จาก "เปอร์เซีย" สู่ "อิหร่าน" : ตะวันออกกลาง ดินแดนเปื้อนเลือด ? | Back To Basics
  • คุยกับทูต ยะอ์ฟัร อัครามี สัมพันธ์อิหร่าน-สหรัฐ จากพันธมิตรสู่ศัตรูคู่ปรปักษ์ | มติชนสุดสัปดาห์
  • An Iranian Odyssey; Mossadegh, Oil and the Coup | IranWire

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามอิหร่าน-อิสราเอลตะวันออกกลางสงครามการปฏิวัติอิหร่านสหรัฐอเมริกา
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

นักดื่มกาแฟที่เขียนบทความได้นิดหน่อย

บทความ NOW แนะนำ