จากข้อมูลองค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก พบว่า ทุก 1 นาที มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก (Stroke) รายใหม่ 30 คน และโดยเฉลี่ยผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คน จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (HDC) ปี 2567 พบผู้ป่วยสะสมโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 363,688 คน
การให้ความรู้เรื่อง “โรคหลอดเลือดสมอง” (Stroke) เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถแยกแยะอาการป่วยออกจากภาวะมึนเมาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากนี้ หลายครั้งคนที่เป็นสโตรกไม่ได้ล้มลงทันที แต่อาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ที่คนรอบตัวมองข้ามไป เรารู้จักสัญญาณของสโตรกมากแค่ไหน แล้วถ้าเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว จะรับมืออย่างไร ตามมาอ่านกันได้เลย

5 อาการสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง
นพ.สิปปนนท์ สามไชย แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทเฉพาะทางโรคลมชัก และเวชศาสตร์การนอนหลับ รพ.พญาไทศรีราชา ได้ให้ความรู้ในรายการ วันใหม่วาไรตี้ ช่วง รู้ทันกันได้ ไว้ว่า 5 อาการสำคัญของสโตรกที่สังเกตได้คือ
การอ่อนแรง: มักเป็นการอ่อนแรงครึ่งซีก เช่น แขนขาข้างขวาหรือข้างซ้ายข้างใดข้างหนึ่ง
ปัญหาการพูด: พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ เรียบเรียงไวยากรณ์ผิด พูดจาสับสน หรือเรียกชื่อสิ่งของไม่ถูก
ใบหน้าผิดปกติ: มีอาการปากเบี้ยว หรือหน้าเบี้ยว
การมองเห็น: ตาอาจมองไม่เห็นไปข้างหนึ่ง ซึ่งคนไข้อาจไม่ได้บอกและตรวจพบได้ยาก
การทรงตัว: มีอาการเดินเซ โซเซไปมา
3 สัญญาณเตือนที่ “ผู้ป่วยสโตรก” อาจมองข้าม
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้ตัวว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่อาจไม่ตระหนักว่าเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ดังนี้
ตามัวกะทันหัน: มองไม่เห็นไปข้างหนึ่งเพียงช่วงสั้น ๆ เช่น 10 วินาทีแล้วหายไป
อ่อนแรงชั่วคราว: แขนขาอ่อนแรงเพียงแป๊บเดียวแล้วกลับมาเป็นปกติ
มึนงง-เดินเซ: เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไป ซึ่งอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

การแยกแยะระหว่าง “เมาเหล้า” กับ “สโตรก”
สำหรับการแยกแยะด้วยตาเปล่าทำได้ยาก แต่มีจุดสังเกตคือ
กลิ่นและประวัติการดื่ม: คนเมาจะมีกลิ่นแอลกอฮอล์และมีประวัติการดื่ม แต่ผู้ที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถเป็นสโตรกได้เช่นกัน
ลักษณะอาการ: คนเมามักจะมีอาการโซเซไปทั่ว ๆ พูดคุยพอรู้เรื่อง และยังมีแรงดีทั้งสองข้าง
จุดต่างสำคัญ: ผู้ป่วยสโตรกมักจะมีอาการอ่อนแรงชัดเจนที่ข้างใดข้างหนึ่ง (เช่น แขนขาข้างขวาอ่อนแรงมากกว่าข้างซ้าย) หากไม่มั่นใจให้รีบส่งโรงพยาบาลไว้ก่อน

หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นสโตรก ทำไม? “ความเร็ว” ในการส่งโรงพยาบาลจึงสำคัญ
ความเร็วในการส่งผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นสโตรก (โรคหลอดเลือดสมอง) ไปโรงพยาบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากยิ่งเข้าถึงการรักษาได้เร็ว ผลการรักษาจะยิ่งดีขึ้นและช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาให้ลดน้อยลงนั่นเองเนื่องจาก แพทย์จะมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น หากผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลได้เร็ว โดยเฉพาะภายในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะมีทางเลือกในการรักษาที่มากขึ้น เช่น การใช้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้ดีกว่า และเพื่อการเฝ้าระวังอาการที่อาจแย่ลง หลังจากเกิดอาการสโตรก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะอาการแย่ลงหรือเกิดอาการซ้ำได้ในช่วง 4-7 วันแรก ดังนั้นการถึงโรงพยาบาลเร็วเพื่อให้แพทย์รับตัวไว้เฝ้าติดตามอาการจึงมีความสำคัญมาก
นอกจากนี้อาการเตือนอาจมาเพียงชั่วคราว ในบางกรณีผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติเพียงช่วงสั้นๆ เช่น ตาหม่นมัวไปข้างหนึ่ง หรือแขนขาอ่อนแรงเพียง 10 วินาทีแล้วหายไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ และต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที และเพื่อแยกโรคให้ชัดเจน เนื่องจากอาการของสโตรก เช่น พูดไม่ชัด เดินเซ หรือสับสน อาจดูคล้ายกับอาการเมาสุรา ซึ่งคนทั่วไปอาจแยกได้ยาก หากไม่มั่นใจ ควรรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
สรุปสั้น ๆ คือ ในอาการของสโตรกนั้น “ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี” เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงโอกาสในการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดของผู้ป่วย

การรักษาและการพักฟื้นโรคสโตรก
ในความเป็นจริงโรคหลอดเลือดสมองตีบอาจกล่าวได้ว่ารักษาให้หายขาดทันทีไม่ได้ แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัวตามเวลา โดยเฉลี่ยแพทย์จะรับตัวไว้เฝ้าติดตามอาการประมาณ 4-7 วัน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีโอกาสอาการแย่ลงหรือเกิดอาการซ้ำได้สูง
กลุ่มเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้น
กลุ่มเสี่ยงหลัก: ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, โรคหัวใจ) และผู้ที่สูบบุหรี่
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้: ความเครียด, การอดนอน และอากาศร้อน
ปัจจัยที่ควบคุมได้: การลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย, ควบคุมโรคประจำตัว และเลี่ยงอาหารรสเค็มซึ่งส่งผลต่อความดันโลหิต
นอกจากนี้ โรคสโตรกยังพบในคนอายุน้อย โดยเกิดขึ้นได้ในคนอายุตั้งแต่ 10, 15 หรือ 20 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่น เป็นเบาหวานตั้งแต่น้อย, มีความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง หรือมีโรคเลือดบางชนิด ซึ่งอาการแสดงจะคล้ายคลึงกับในผู้ใหญ่
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : นพ.สิปปนนท์ สามไชย
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









