Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) เป็นกลุ่มอาการทางต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ และเป็นหนึ่งในภาวะที่มีความซับซ้อนทางชีววิทยาสูง เนื่องจากไม่ได้เป็นโรคของรังไข่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความผิดปกติที่เชื่อมโยงระหว่างระบบสืบพันธุ์ ระบบฮอร์โมน และระบบเมแทบอลิซึม PCOS สามารถแสดงออกได้หลากหลาย ตั้งแต่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ภาวะมีบุตรยาก ขนดก สิว ผมบาง ไปจนถึงความผิดปกติของน้ำตาลและไขมันในเลือด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากใช้เวลานานกว่าจะได้รับการวินิจฉัย และมักถูกมองว่าเป็นเพียง “ปัญหาฮอร์โมน” ทั้งที่ในความเป็นจริง PCOS เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวตลอดช่วงชีวิต

หัวใจของการเกิด PCOS อยู่ที่ความผิดปกติของระบบควบคุมฮอร์โมนระหว่างสมองและรังไข่ ซึ่งเรียกว่าแกนไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง-รังไข่ (Hypothalamic-Pituitary-Ovarian axis) ในสภาพปกติ สมองส่วนไฮโปทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนชื่อ Gonadotropin-releasing Hormone (GnRH) ออกมาเป็นจังหวะ เพื่อควบคุมต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการทำงานของรังไข่ แต่ในผู้ที่เป็น PCOS การหลั่ง GnRH มีความถี่สูงและผิดจังหวะ ทำให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary) หลั่ง Luteinizing Hormone (LH) มากเกินไปเมื่อเทียบกับ Follicle-stimulating Hormone (FSH) ฮอร์โมน LH ทำหน้าที่กระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเพศชาย ขณะที่ FSH มีหน้าที่ช่วยให้ไข่เจริญเติบโต เมื่อ LH สูงแต่ FSH ต่ำ รังไข่จึงสร้างฮอร์โมนเพศชายมากเกินความจำเป็น แต่ไข่กลับไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ ไข่จำนวนมากจึงหยุดการเจริญอยู่ในระยะเริ่มต้นและไม่ตกตามรอบเดือน ทำให้เกิดการคั่งของฟอลลิเคิล (Follicle) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์สร้างเซลล์ไข่หลายกลุ่มในรังไข่ ซึ่งเป็นที่มาของภาพรังไข่แบบ Polycystic หรือถุงน้ำขนาดเล็กหลายใบจากการตรวจอัลตราซาวนด์ แม้ในทางการแพทย์จะไม่ใช่ถุงน้ำจริงก็ตาม

ภาวะดื้อต่ออินซูลินพบได้ในผู้ป่วย PCOS จำนวนมาก ทั้งในกลุ่มที่มีน้ำหนักเกินและในกลุ่มที่มีน้ำหนักปกติ ระดับอินซูลินที่สูงกว่าปกติในกระแสเลือด หรือ Hyperinsulinemia จะเสริมฤทธิ์ LH ในการกระตุ้นรังไข่ให้สร้าง ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังยับยั้งการสร้างโปรตีนควบคุมระดับฮอร์โมนเพศ เช่น Sex Hormone-binding Globulin (SHBG) จากตับ ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายอิสระในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดอาการทางคลินิก เช่น ขนดก สิว และผมบางแบบผู้ชาย

การวินิจฉัย PCOS ในทางคลินิกอาศัยเกณฑ์รอตเทอร์ดาม (Rotterdam Criteria) ซึ่งต้องพบอย่างน้อยสองในสามองค์ประกอบ ได้แก่ ภาวะไข่ไม่ตกหรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูงทั้งทางคลินิกหรือจากการตรวจเลือด และลักษณะรังไข่แบบ Polycystic จากอัลตราซาวนด์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องตัดสาเหตุอื่นที่ทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงออกก่อน เช่น กลุ่มอาการคุชชิง (Cushing Syndrome) การประเมินผู้ป่วยจึงต้องอาศัยประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกายเพื่อประเมินลักษณะของภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง ร่วมกับการตรวจฮอร์โมนจากเลือดและการประเมินภาวะเมตาบอลิซึม เช่น ปริมาณกลูโคสในกระแสเลือดหลังจากอดอาหาร (Fasting Glucose) การทดสอบความทนทานต่อกลูโคสทางปาก (Oral Glucose Tolerance Test) และไขมัน การตรวจอัลตราซาวนด์รังไข่มักพบฟอลลิเคิลขนาดเล็กจำนวนมากเรียงตัวรอบขอบรังไข่ร่วมกับปริมาตรในรังไข่ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามในวัยรุ่น การแปลผลต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากลักษณะรังไข่แบบ Polycystic อาจพบได้ในภาวะปกติ
หัวใจของการดูแลผู้ป่วย PCOS คือการจัดการแบบองค์รวมและต่อเนื่อง ขณะนี้ยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้โรคหายขาดได้ การปรับพฤติกรรมถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการรักษา โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกาย การลดน้ำหนักเพียงร้อยละห้าถึงสิบของน้ำหนักตัวสามารถช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินและฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงฟื้นฟูการตกไข่ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้มาก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินและลดความเสี่ยงด้านเมแทบอลิซึมในระยะยาว
ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ต้องการตั้งครรภ์ สามารถใช้ยาคุมกำเนิดเป็นแนวทางหลักในการรักษาได้ เนื่องจากช่วยปรับรอบเดือน ลดการสร้างฮอร์โมนเพศชายจากรังไข่ และเพิ่ม SHBG ส่งผลให้อาการขนดกและสิวดีขึ้น ยาต้านฮอร์โมนเพศชายเช่น Spironolactone อาจใช้เสริมในรายที่มีอาการเด่น แต่ต้องใช้ร่วมกับการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม ในผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร การกระตุ้นการตกไข่เป็นเป้าหมายหลัก เช่น ยา Letrozole เพื่อกระตุ้นการตกไข่ เนื่องจากให้ผลการตั้งครรภ์สูง รวมถึงการใช้ Metformin อาจช่วยปรับภาวะเมแทบอลิซึมและเพิ่มโอกาสการตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่

การดูแลผู้ป่วย PCOS ในระยะยาวยังต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ (Endometrial Hyperplasia) และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer) ซึ่งเกิดจากการได้รับฮอร์โมนเอสโทรเจน (Estrogen) อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีโพรเจสเทอโรน (Progesterone) การทำให้มีการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการคัดกรองเบาหวาน ความผิดปกติของไขมันในเลือด และความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง
เรียบเรียงโดย
โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์
Prince of Wales Hospital
Department of Orthopaedics & Traumatology
Faculty of Medicine, The Chinese University of Hong Kong
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















