ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

“จักรวาลมวยไทย” จากศิลปะการต่อสู้ สู่เวทีมวยเงินล้าน


กีฬา

สันทัด โพธิสา

แชร์

“จักรวาลมวยไทย” จากศิลปะการต่อสู้ สู่เวทีมวยเงินล้าน

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3638

“จักรวาลมวยไทย” จากศิลปะการต่อสู้ สู่เวทีมวยเงินล้าน

 

อัตลักษณ์หนึ่งในความเป็นไทย ที่เป็นทั้งภาพจำ และอยู่ในการรับรู้ของคนไทยมายาวนาน นั่นคือ “มวยไทย” ศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการถ่ายทอด สืบสาน จากรุ่นสู่รุ่น จากยุคต่อยุค ผันผ่านกาลเวลา จนปัจจุบันกลายมาเป็นกีฬาที่ยังได้รับความนิยม แถมยังเพิ่มเติมด้วยสีสันแห่งยุคสมัย เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยกระดับขึ้นเป็นธุรกิจที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนไม่น้อย

ในวาระ 6 กุมภาพันธ์ “วันมวยไทย” Thai PBS ชวนเดินทางเข้าสู่จักรวาลแห่งมวยไทย กีฬาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กระทั่งกลายมาเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชาติ เป็นภาพที่ทำให้เหล่านานานาชาติ ต่างก็จดจำความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

“มวยไทย” ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่เกิดขึ้นในวิถีของสงคราม

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ มวยไทยมีที่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถือกำเนิดขึ้นในกองทหาร ซึ่งในเวลานั้นจำเป็นต้องฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพื่อไว้ใช้ป้องกันตัวในการทำศึกสงคราม โดยหลักการสำคัญของมวยโบราณในวลานั้น ยึดหลักการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย มาประยุกต์ในการต่อสู้ โดยใช้ทักษะทั้ง 8 คือ สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า หรือเรียกกันในชื่อว่า ‘นวอาวุธ’ ทว่าบางตำรา ยังเพิ่มการใช้ ศรีษะและบั้นท้าย ในการโจมตีคู่ต่อสู้อีกด้วย เรียกกันว่า ‘ทศอาวุธ’ 

ศิลปะการต่อสู้มาแต่ครั้งโบราณ

“มวยโบราณ” ได้รับการถ่ายทอด และปรากฎอยู่ในวิถีของผู้คนเรื่อยมา ทว่ายังใช้ชื่อเรียกตำราการต่อสู้เหล่านี้ ตามท้องถิ่นนั้น ๆ อาทิ มวยท่าเสา (ภาคเหนือ), มวยโคราช (ภาคอีสาน), มวยไชยา (ภาคใต้), มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง)

“มวยไทย” และวิวัฒนาการ

จากการฝึกหัดท่าการต่อสู้เพื่อใช้ในการสงคราม มวยโบราณมีวิวัฒนาการเรื่อยมา โดยว่ากันว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เคยมีกองกำลัง “มวยไทยกู้ชาติ” เกิดจากการรวมเหล่านักมวยและครูมวยที่มีชื่อเสียง มาร่วมกันกอบกู้ชาติร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะเดินทางไปทำการรบกับพม่าที่บ้านนางแก้ว จังหวัดราชบุรี จนเป็นที่มาของชื่อ “มวยไทยกู้ชาติ”

กระทั่งเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ มวยไทยเฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดการแข่งขันมวยไทยต่อหน้าพระที่นั่ง หากผู้ใดชนะ จะได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ นอกจากนี้ยังให้กรมศึกษาธิการ บรรจุหลักสูตรการสอนมวยไทย ไว้เป็นวิชาบังคับในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษาอีกด้วย 

การแข่งขันขกมวยต่อหน้าพระที่นั่งในยุคโบราณ

ผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มมีการจัดแข่งขันมวยอาชีพครั้งแรกที่สนามมวยสวนกุหลาบ ก่อนที่ต่อมาจะเกิดสนามมวยอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น สนามมวยท่าช้าง, สนามมวยหลักเมือง, สนามมวยสวนเจ้าเชตุ, สนามมวยเสือป่า โดยในยุคสมัยดังกล่าว มีการแข่งระหว่างนักมวยไทยกับครูมวยต่างชาติ หรือที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ การประลองมวยเลี่ยะผะ หรือมวยกังฟู กับมวยไทย ซึ่งได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน

วิวัฒนาการมวยไทย ผันผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นยุคแรกของการแข่งขันมวยไทยโดยใช้การพันมือด้วยเชือก หรือที่เรียกว่า “มวยคาดเชือก” ปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์นักมวยต่อยกันจนถึงแก่ความตาย ต่อมาจึงมีการกำหนดกติกาใหม่ โดยให้มีการ “สวมนวม” ในการขึ้นชกกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“มวยไทย” และ “แม่ไม้มวยไทย”

เอกลักษณ์ที่สำคัญประการหนึ่งของ “มวยไทย” นั่นคือ ท่าทางการออกอาวุธ หากย้อนประวัติศาสตร์กลับไป บุคคลผู้มีคุณูปการต่อเรื่องราวนี้ คือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ พระเจ้าเสือ ทรงเป็นผู้คิดค้นท่าทางการออกอาวุธ หรือที่เรียกกันว่า “แม่ไม้มวยไทย” ขึ้น

ทั้งนี้แม่ไม้มวยไทยฉบับพระเจ้าเสือ แบ่งออกเป็นท่าหลัก 15 ท่า คือ ท่าสลับฟันปลา, ท่าปักษาแหวกรัง, ท่าชวาซัดหอก, ท่าอิเหนาแทงกริช, ท่ายอเขาพระสุเมรุ, ท่าตาเถรค้ำฝัก, ท่ามอญยันหลัก, ท่าปักลูกทอย, ท่าจระเข้ฟาดหาง, ท่าหักงวงไอยรา, ท่านาคาบิดหาง, ท่าวิรุฬหกกลับ, ท่าดับชวาลา, ท่าขุนยักษ์จับลิง และ ท่าหักคอเอราวัณ 

นอกจากแม่ไม้มวยไทยที่เป็นท่าหลัก ยังแบ่งเป็นท่าย่อยที่แยกออกไปจากแม่ไม้หลักอีกที มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป อาทิ เอราวัณเสยงา, บาทาลูบพักตร์, ขุนยักษ์พานาง, พระรามน้าวศร, ไกรสรข้ามห้วย, กวางเหลียวหลัง, หิรัญม้วนแผ่นดิน, นาคมุดบาดาล, หนุมานถวายแหวน, ญวนทอดแห, ทะแยค้ำเสา, หงส์ปีกหัก, สักพวงมาลัย, เถรกวาดลาน และ ฝานลูกบวบ

เนื่องจากเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมายาวนาน บางตำราจึงมีการนำเสนอแม้ไม้มวยไทย ที่มีท่าทางต่าง ๆ มากถึง 385 ท่า ทว่าไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการออกอาวุธแบบใด จุดเด่นที่สำคัญของมวยไทย คือ

การใช้พื้นฐานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้เกิดประสิทธิภาพ เสมือนว่าเป็นอาวุธ  

เช่น เปรียบกำปั้น เป็นดาบหรือมีดสั้น เปรียบแขนท่องล่างและหน้าแข้ง แทนเกราะในการป้องกันการโจมตี ข้อศอก เปรียบเสมือนค้อนและกระบอง ส่วนเข่าและขา เปรียบเสมือนขวาน ที่เป็นอาวุธสำคัญในการโจมตีคู่ต่อสู้

ด้วยพระปรีชาสามารถในเรื่องศิลปะการต่อสู้ ตลอดจนทรงคิดค้นท่ามวยต่าง ๆ ต่อมาจึงมีการยกย่องให้ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ พระเจ้าเสือ ให้เป็น “วันมวยไทย” เพื่อสดุดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อศิลปะการต่อสู้ประจำชาตินี้

“มวยไทย” และสนามมวยในตำนาน

เพราะความแพร่หลายของมวยไทย ส่งผลให้เกิด “สนามมวย” มากมายหลายแห่งของประเทศ ทว่าสนามมวยทั้ง 5 แห่งนี้ คือภาพจำของเหล่าบรรดาแฟนมวยชาวไทยมายาวนาน 

1.สนามมวยราชดำเนิน ได้รับการยกย่องให้เป็นสนามมวยมาตรฐานแห่งแรกของไทย สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2488 ได้รับการออกแบบโดยนักออกแบบชาวต่างชาติ สนามมวยแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นต้นกำเนิดของมวยไทยสมัยใหม่ ปัจจุบันสนามมวยราชดำเนิน ได้รับการบูรณะและต่อยอดจนกลายเป็นสนามมวยที่ทันสมัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ราชดำเนิน อิมเมอร์ ซีฟ มวยไทย” จัดแข่งทั้งมวยไทย และมวยสากล รายการมวยสำคัญ ๆ ของประเทศ

สนามมวยราชดำเนินในอดีต

เวทีมวยราชดำเนินยุคใหม่

2.สนามมวยลุมพินี อีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในการจดจำไม่แพ้กัน ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2499 เป็นสนามมวยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผ่านการแข่งขันมวยนัดสำคัญ ๆ มาเป็นจำนวนมาก อาทิ การชิงแชมป์โลกครั้งแรกของ โผน กิ่งเพชร กับปาสคาล เปเรซ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2503 ปัจจุบันสนามมวยลุมพินีย้ายไปอยู่ย่านรามอินทรา และปรับปรุงให้กลายเป็นเวทีมวยแบบ Sport Entertainment เต็มรูปแบบ

เวทีมวยลุมพินีปัจจุบัน (ภาพจากเฟซบุ๊ก สนามมวยลุมพินี รามอินทรา)

3. เวทีมวย 7 สี เริ่มก่อตั้งและถ่ายทอดสดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ถือเป็นเวทีมวย และการแข่งขันมวยไทยที่อยู่คู่กับแฟนกีฬามวยไทยมายาวนาน จนเป็นที่มาของคำว่า “มวยจอตู้” กับรายการศึกมวยไทย 7 สี ต้นตำรับการถ่ายทอดสดมวยไทยในยุคแรกเริ่ม กระทั่งกลายเป็นคอนเทนต์กีฬาที่ยังคงอยู่คู่หน้าจอถึงปัจจุบัน

4.สนามมวยอ้อมน้อย อีกหนึ่งในสนามมวยไทยในตำนาน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 รองรับการจัดรายการ “ศึกเจ้ามวยไทย” ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 นอกจากมีคู่มวยดัง ๆ มาขึ้นชกมากมาย สนามมวยอ้อมน้อยยังได้ชื่อว่าเป็นสนามมวยที่ได้มาตรฐานลำดับที่ 3 ของประเทศอีกด้วย

5. สนามมวย Max Muay Thai ถือเป็นสนามมวยยุคใหม่ ที่พัฒนาสู่การเป็น Sport Entertainment แบบเต็มตัว ด้วยบรรยากาศ แสง สี เสียง ทำให้การแข่งขันมวยยกระดับไปอีกขั้น ก่อตั้งที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2557 โดยเปิดโอกาสให้นักมวยต่างชาติได้ขึ้นชกโชว์ฝีไม้ลายมือ ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งสนามมวยที่ได้รับการจดจำเป็นอย่างมาก

“มวยไทย” กับนักกีฬาที่เป็นที่จดจำ

นับจากอดีตสู่ปัจจุบัน วงการกีฬามวยเมืองไทย เกิด “นักมวย” ชื่อดังมากมาย ทั้งประเภทมวยไทย และมวยสากล และสำหรับ 5 ขื่อต่อไปนี้ คือนักมวยที่อยู่ในการจดจำของแฟนกีฬาไทยอยู่เสมอ

1.โผน กิ่งเพชร นี่คือนักมวยสากลที่เป็น “แชมป์โลก” คนแรกของประเทศไทย โดยคว้าแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต เมื่อปี พ.ศ. 2503 เอาชนะนักมวยจากเวเนซุเอลา ที่สนามมวยลุมพินี นอกจากนี้ยังเป็นนักมวยคนไทยคนแรกที่ครองแชมป์โลก 3 สถาบันหลัก คือ เดอะริง (The Ring), สภามวยโลก (WBC) และสมาคมมวยโลก (WBA)  ชื่อของโผนมักได้รับการพูดถึงในฐานะ นักมวยไทยในยุคบุกเบิก ที่ก้าวสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ

โผน กิ่งเพชร (ภาพจากเฟซบุ๊ก โผน กิ่งเพชร)

2.เขาทราย แกแล็คซี่ อีกหนึ่งตำนานความยิ่งใหญ่ที่แฟนมวยทุกยุคทุกสมัยต่างจดจำ เจ้าของแชมป์โลกรุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวต ฉายา “ซ้ายทะลวงไส้” ที่สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกไว้ได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน เขาทรายเคยสร้างกระแส “ถนนโล่ง” เพราะผู้คนพากันรีบกลับบ้าน เพื่อไปดูเจ้าตัวขึ้นต่อยป้องกันแชมป์โลกนั่นเอง

เขาทราย แกแล็คซี่

3.สมรักษ์ คำสิงห์ เป็นทั้งนักมวยไทย และนักมวยสากลสมัครเล่นที่สามารถคว้า “เหรียญทองโอลิมปิก” ให้กับประเทศไทยได้เป็นคนแรก ด้วยลีลาการต่อยมวยที่มากไปด้วยพรสวรรค์ ต่อยสนุก สร้างสีสันให้คนดู พร้อมประโยคติดปากของเจ้าตัว “ไม่ได้โม้” ทำให้ผู้คนจดจำเขามาถึงทุกวันนี้

สมรักษ์ คำสิงห์ (ภาพจากเฟซบุ๊ก สมรักษ์ คำสิงห์)

4.บัวขาว บัญชาเมฆ หนึ่งในนักมวยไทย ที่พาคำว่า “มวยไทย” ออกสู่สายตานานาชาติ ด้วยลีลาแม่ไม้มวยไทยอันสวยงามและดุดัน ทำให้บัวขาวเอาชนะคู่ต่อสู้ และสร้างชื่อเสียงเป็นตำนานในศึก Thai Fight รวมทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักมวยไทยรุ่นหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี

บัวขาว บัญชาเมฆ (ภาพจากเฟซบุ๊ก บัวขาว บัญชาเมฆ)

“มวยไทย” จากศิลปะการต่อสู้ สู่ Sport Entertainment เงินล้าน

ไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า “มวยไทย” คือกีฬามหาชน ที่ดูได้ตั้งแต่เยาวชนไปจนคนสูงวัย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ให้เกิดการต่อยอด จากรูปแบบการแข่งขันทั่วไป ไปสู่ความบันเทิงเชิงกีฬา ที่มาในรูปแบบที่เรียกว่า Sport Entertainment 

“มวย-กีฬา-บันเทิง” คือสูตรผสมอันลงตัว เป็นที่มาของการยกระดับการแข่งขัน ตลอดจนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับคนดู ดังตัวอย่างการแข่งขันมวย Thai Fight ที่เริ่มต้นในช่วงปี พ.ศ. 2553 โดยถือเป็นการปลดล็อกการแข่งขันมวยไทยแบบเดิม ๆ ให้มีความผสมผสาน กุญแจสำคัญ คือการเปิดเวทีให้นักมวยนานาชาติ ได้เข้ามาโชว์ทักษะมวยไทย ในคราวเดียวกัน ยังสร้างนักมวยไทยให้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติได้อีกด้วย

จาก Thai Fight ที่สร้างการรับรู้ในวงกว้าง มาจนถึงเวทีที่ร้อนแรงไม่แพ้กันอย่าง One Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ MMA (Mixed Martial Arts) ซึ่งได้นำศาสตร์แม่ไม้มวยไทย มาใช้แข่งขันในรายการนี้เช่นกัน 

มวย ONE Championship (ภาพจากเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย P.K.)

จากความสำเร็จของรายการในระดับพันล้านบาท มีจำนวนผู้ชมทั่วโลก ส่งผลต่อชื่อเสียงของนักมวยไทย รวมไปถึงศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่า “มวยไทย” ให้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือการนำศิลปะอันเก่าแก่ให้ “ไปต่อ” ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งยังเป็นการพาเอาคำว่า Soft Power เดินทางไปตามมุมต่าง ๆ ของโลกเช่นกัน

000_Hkg10204486.jpg

ย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี ไม่มีใครล่วงรู้ว่า “มวยไทย” จะเดินทางมาไกลเช่นในวันนี้ ในคราวเดียวกัน คงจะไม่มีใครล่วงรู้อีกว่า อนาคตของมวยไทยจะเดินหน้า หรือประยุกต์ไปต่อเช่นไร ทว่าความงดงามของศิลปะการต่อสู้ จะยังคงได้รับการถ่ายทอดต่อไปอย่างแน่นอน เพราะนี่คือ “วิชา” อันเป็นเอกลักษณ์ ประการที่สำคัญ คือ “ความภาคภูมิใจ” ในความเป็นตัวตนของเรา…

อ้างอิง

  • Blessed with Venom: History of Muay Thai / www.muaythaicitizen.com
  • MUAY THAI / th.yokkao.com
  • History of Muay Thai / thaiboxingsydney.com

อ่านบทความอื่น ๆ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มวยไทยศิลปะการต่อสู้
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ