เข้ามาคุมทีมได้เพียง 5 นัด ผู้จัดการทีมชั่วคราวอย่าง ไมเคิล คาร์ริค ทำผลงานเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีก 4 นัด และเสมออีก 1 นัด สร้างความหวังใหม่ให้บรรดาแฟนทีมปีศาจแดง ล่าสุดแมนยูรั้งอยู่อันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์ลีก (11 ก.พ. 69) โดยหวังลุ้นจบท็อปโฟร์ เพื่อโควตาไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้า
Thai PBS เก็บตก 5 เรื่อง ที่เมื่อ “คาร์ริค” มาแล้วทำให้ แมนยู เปลี๊ยนไป๋ มาบอกกัน
1.แมนยูในมือไมเคิล คาร์ริค : กองกลางโดดเด่นไฉไลและชัดเจน
อย่างที่แฟนทีมปีศาจแดงหลายคนทราบดี การมาของ ไมเคิล คาร์ริค ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเล่น จากระบบเดิมในยุค รูเบน อโมริม 3-5-2 เปลี่ยนไปเป็นระบบ 4-2-3-1 หรืออาจเรียกว่า เป็นระบบ “เดิมๆ” ที่แฟนปีศาจแดงคุ้นเคยกัน
ครั้นเมื่อเปลี่ยนมาเล่นระบบ “หลัง 4” ในยุคของ ไมเคิล คาร์ริค สิ่งที่กลายมาเป็นความโดดเด่นทันทีทันใด คือการเล่นของมิดฟิลด์ กาเซมิโร และ ค็อบบี้ ไมนู สำหรับรายแรก-กาเซมิโร ดูกระฉับกระเฉง โดดเด่น และมีลูกเปิดบอลยาว สร้างทีเด็ดจนนำมาซึ่งประตูหลายครั้ง ส่วนรายที่สอง-เจ้าหนูไมนู เหมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ จากที่ตกเป็นตัวสำรอง และดูจะไม่มีอนาคตกับทีม กลับกลายเป็นผู้เล่นที่มีความมั่นใจ เล่นบอลง่าย ๆ คอยจับจังหวะ และเชื่อมเกมอย่างสนุกสนาน

ไมเคิล คาร์ริค ในฐานะนักเตะยุคเรืองโรจน์ของแมนยู เป็นผู้เล่นตำแหน่งกองกลางเช่นกันมาก่อน จึงมีความ “เข้าอกเข้าใจ” และรู้ว่าจะต้องใช้งานนักเตะทั้งสองคนอย่างไร และประการที่สำคัญ กองกลางทั้งสองคนนี้ มีระยะการยืนในสนามที่ “ไม่ห่างกัน” จึงสามารถสอดซ้อน คอยช่วยกันเล่น ทั้งรับและรุก เป็นศิลปินคู่ในแดนกลางแมนยูอย่างลงตัว และเมื่อ “กลางเด่น” ย่อมส่งผลต่อการเล่นทั้งระบบของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย
2.แมนยูในมือไมเคิล คาร์ริค : บอลรุกมีมิติ “ลึก” มากขึ้น
แฟน ๆ โดยเฉพาะทีมปีศาจแดงแมนยู คุ้นตากับภาพการถ่ายบอลไปมาเป็นตัว U หรือแปลง่าย ๆ คือ เมื่อเจาะเกมคู่ต่อสู้ไม่เข้า นักเตะแมนยูจะส่งบอลขวางสนาม จากข้างหนึ่งมาข้างหนึ่ง จากนั้นก็จะขวางบอลจากข้างดังกล่าว กลับไปอีกข้างดังเดิม วนลูปไปเช่นนี้ หรือแม้แต่หากคิดอะไรไม่ออก จะ “ส่งบอลกลับหลัง”
ทว่าเมื่อแมนยูมาอยู่ในมือของ ไมเคิล คาร์ริค มีลักษณะการเล่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน นักเตะพยายามส่งบอลในแนวลึก ลดการขวางบอลไปมา และผ่านบอลกันรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ และทำให้นักเตะแมนยูมีรูปแบบการขึ้นบอลที่ว่องไว และพุ่งไปข้างหน้ามากขึ้นชัดเจน

3.แมนยูในมือไมเคิล คาร์ริค : ปลุกผีนักเตะหลายราย ให้กลับมามีชีวิตชีวา
อย่างที่ว่าไปตอนต้น กาเซมิโร และ ค็อบบี้ ไมนู คือสองนักเตะในยุคของ ไมเคิล คาร์ริค ที่กลายเป็นกำลังสำคัญของแมนยูในเวลานี้ โดยเฉพาะไมนูที่เหมือนกลับมาแจ้งเกิดใหม่ นอกจากนี้บรรดาแผงหลังอย่าง แฮร์รี่ แมคไกวร์ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ก็กลับมาเป็นคู่เซนเตอร์แบ็คที่ลงตัวอีกครั้ง รวมไปถึง ลุค ชอว์ และ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ ก็ได้ทำหน้าที่ “แบ็คซ้ายและแบ็คขวา” ตามธรรมชาติ ไม่สลับไปมาจนสับสน และชัดเจนในภารกิจแต่ละเกมมากขึ้น
นอกหนือจากการ “ปลุกนักเตะผี” ยังดูเหมือนว่า ไมเคิล คาร์ริค จะพยายามแบ่งสรรปันส่วนภารกิจของผู้เล่นในสนามให้เหมาะสม โดยเฉพาะกัปตันบรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ปกติมักจะได้เห็นผู้เล่นรายนี้ “วิ่งไปทั่ว” แต่รูปแบบการเล่นของแมนยูในมือของไมเคิล คาร์ริค พยายามให้บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นคีย์แมนที่คอยออกบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู หรือมีส่วนกับการเล่นลูกเซตเพลย์เป็นหลัก เพื่อเป็นการถนอมแรงนักเตะ และให้มีเวลาสร้างสรรค์เพื่อทีมมากขึ้น
4.แมนยูในมือไมเคิล คาร์ริค : เกมบุกรอบจัดขึ้นอย่างชัดเจน
ก่อนเริ่มฤดูกาล แมนยูได้แนวรุกใหม่อย่าง มาเธอุส คุนญ่า, ไบรอัน เอ็มโบโม่ และ เบนจามิน เชสโก้ แต่เล่นไปกว่า 20 นัดของฤดูกาล ทั้งสามแนวรุกยังไม่ได้ปล่อยพิษสงอย่างที่คาดหมายกันไว้นัก
กระทั่งการมาของไมเคิล คาร์ริค กับระบบ 4-2-3-1 และการเล่นที่มีความรวดเร็ว กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น ทั้งหมดทำให้ “เกมรุก” ของแมนยูใน 5 นัดหลังสุด มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างชัดเจน

แมนยูในยุคของ ไมเคิล คาร์ริค 5 นัด ยิงไป 10 ประตู เฉลี่ยยิง 2 ประตูต่อ 1 นัด สะท้อนว่าเกมบุกสามารถเบิกประตูคู่แข่งได้เสมอ สาเหตุที่สำคัญ คือการเล่นบอลเร็ว ใช้การต่อบอลที่น้อยลง และเมื่อไรที่รุมแย่งบอลมาได้ จะพาบอลขึ้นไปข้างหน้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ไมเคิล คาร์ริคยังปรับผู้เล่นตำแหน่งปีกสองข้าง อาทิ อาหมัด ดิยัลโล่ หรือ แพทริก ดอร์กู ให้เป็นปีกธรรมชาติจริง ๆ ซึ่งแตกต่างจากยุคของรูเบน อโมริม ที่ทั้งสองคนต้องทำหน้าที่วิงแบ็ค วิ่งขึ้นวิ่งลง ช่วยทั้งเกมรับเกมรุก ทำให้ประสิทธิภาพในเกมลดลง ทว่าการกำหนดภารกิจที่เน้น “บุก” มากกว่าให้กับทั้งสองคน ทำให้เกมรุกของแมนยูมีความเข้มข้นมากขึ้น
5.แมนยูในมือไมเคิล คาร์ริค : เพิ่มทีเด็ดที่ลูกโต้กลับและลูกสูตร
แมนยูยุคไมเคิล คาร์ริค เน้นเกมรุก โดยเฉพาะการเล่น “เกมโต้กลับ” ซึ่งเป็นดีเอ็นเอสำคัญมาตั้งแต่ยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาใช้อย่างจริงจังอีกครั้ง เห็นชัด ๆ ในเกมที่พบกับแมนฯ ซิตี้ ที่ได้ประตูจากลูกสวนกลับ ไม่นับลูกที่ได้ประตูแต่ถูกจับล้ำหน้า ล้วนแต่เป็นการโต้กลับด้วยกันทั้งสิ้น
อีกหนึ่งจุดขายที่เกิดขึ้นในยุคไมเคิล คาร์ริค นั่นคือ การเล่นลูกสูตรจากลูกตั้งเตะ และรวมถึงการเล่นลูกเตะมุม ที่มีลูกเล่นที่หลากหลาย จนทำให้เกิดประตูขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งหมดทั้งมวล สะท้อนเป็นอย่างดีว่า เกิดจากการซ้อมของไมเคิล คาร์ริคกับลูกทีมอย่างจริงจัง จนนำมาซึ่ง “ความเข้าใจ” ของนักเตะปีศาจแดง
เส้นทางการทำทีมในพรีเมียร์ลีกของ ไมเคิล คาร์ริค ยังเหลืออีกราว 12 นัด ไม่ว่าปลายทาง จากสถานะ “กุนซือชั่วคราว” จะเปลี่ยนไปเป็นอื่นอย่างไร ผลงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะเป็นที่จดจำต่อบรรดาแฟนปีศาจแดง เพราะแมนยูวันนี้ “ดูสนุก” และสร้างรอยยิ้มให้แฟน ๆ อย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดจริง
อ่านบทความอื่น ๆ



















