เป็นเรื่องที่มีคนพูดถึงอย่างมาก หลังผลการสืบสวนชุด "The Rest of the Story" โดยสำนักข่าวอัลจาซีรา อาราบิก เปิดเผยถึงอาวุธที่กองทัพอิสราเอลใช้ในสงครามกาซาที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตชนิดที่ว่า แทบไม่เหลือชิ้นส่วนของร่างกายใด ๆ ไปเกือบ 3,000 คน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากการใช้ "ระเบิดสุญญากาศ" หรือ “Thermobaric Bomb”
Thai PBS Sci & Tech ชวน ผศ.ดร.ถกล ตั้งผาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มาพูดคุยถึงที่มาของระเบิดสุญญากาศ และพลังทำลายล้างสุดขั้วจนทั่วโลกกังวลในการใช้ระเบิดชนิดนี้
"ระเบิดสุญญากาศ" (Thermobaric Bomb) คืออะไร ?
"ระเบิดสุญญากาศ" (Thermobaric Bomb) หรือที่รู้จักกันในนาม "Father of All Bombs" (FOAB) เป็นนวัตกรรมอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระเบิดโดย FOAB 1 ลูก เทียบเท่าระเบิด TNT 44 ตัน โดยใช้หลักการเปลี่ยนจากการบรรทุกสารออกซิไดเซอร์ (Oxidizer) มาเป็นการใช้ "ออกซิเจน" (Oxigen) จากชั้นบรรยากาศเป็นตัวช่วยในการเผาไหม้แทน
กลไกนี้ช่วยให้สามารถบรรทุกเชื้อเพลิงได้ในปริมาณที่มากขึ้นในปริมาตรเท่าเดิม อานุภาพการทำลายล้างครอบคลุมทั้งความร้อนมหาศาลที่สามารถระเหยสสารได้ และแรงดันสุญญากาศที่ทำลายอวัยวะภายในอย่างรุนแรงแม้เป้าหมายจะอยู่ในที่กำบัง

"ระเบิดสุญญากาศ" แตกต่างจากระเบิดทั่วไปอย่างไร ?
ผศ.ดร.ถกล อธิบายว่า โดยปกติแล้ว ปฏิกิริยาการจุดระเบิดต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ เชื้อเพลิง, ออกซิไดเซอร์ และอุณหภูมิที่สูงหรือความร้อน ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างระเบิดทั่วไปและระเบิดสุญญากาศ มีดังนี้
• ระเบิดทั่วไป : บรรจุทั้งเชื้อเพลิง เช่น ดินปืน และตัวออกซิไดเซอร์ไว้ภายในลูกระเบิด เมื่อชนวนทำงานจะเกิดปฏิกิริยาทันที
• ระเบิดสุญญากาศ : บรรจุเพียงเชื้อเพลิงเหลว (Pure Fuel) 100% โดยไม่บรรทุกสารออกซิไดเซอร์ไปกับตัวเครื่องส่ง ทำให้มีพื้นที่ว่างสำหรับบรรจุเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระเบิดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับระเบิดสุญญากาศ เมื่อระเบิดเข้าใกล้หรือถึงเป้าหมาย จะทำการกระจายตัวเชื้อเพลิงเหลวให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศในรัศมีวงกว้าง จากนั้นเชื้อเพลิงที่ฟุ้งกระจายจะเข้าไปจับกับออกซิเจนในอากาศรอบข้าง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวออกซิไดเซอร์ เมื่อเชื้อเพลิงและออกซิเจนผสมกันในระดับที่เหมาะสม ระบบจะจุดระเบิดจากแกนกลาง ทำให้เกิดการระเบิดขนาดใหญ่
ตัวอย่างคลิป อิสราเอลทิ้งระเบิดชนิดใหม่ในฉนวนกาซา โดยชาวปาเลสไตน์อ้างว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็ก แต่การวิเคราะห์ชี้ว่าน่าจะเป็นระเบิดสุญญากาศ Credit @Defence_Index
"ระเบิดสุญญากาศ" กับอานุภาพการทำลายล้าง
ความอันตรายถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยแบบแรกคือการระเบิดโดยตรง หรือ blast จะกินรัศมี 200-300 เมตร ซึ่งใจกลางการระเบิดนี้มีอุณหภูมิสูงถึง 2,500-3,000 องศาเซลเซียส นั่นทำให้อะไรที่อยู่ในรัศมีนี้ แทบจะระเหิดทันที อย่างที่สองคือ แรงดันจากการที่ระเบิดสร้างสภาวะสุญญากาศ และสุดท้ายคือ ในกรณีที่ระเบิดด้าน แม้เชื้อเพลิงจะไม่ได้ระเบิดแต่หากผู้ที่อยู่ในรัศมีสูดดมหรือได้สัมผัสตามร่างกายก็จะเป็นพิษอยู่ดี
ผศ.ดร.ถกล กล่าวว่า ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใช้คำว่า "ระเหิด" ซึ่งหมายถึงการที่ "ของแข็งเปลี่ยนสภาพเป็นไอโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว" ดังนั้น เมื่อร่างกายมนุษย์ถูกระเบิดสุญญากาศหรือแรงบีบกับความร้อนมหาศาล ร่างกายที่มีเนื้อหนังก็จะกลายเป็นเศษฝุ่นหรือก๊าซได้ โดยไม่ได้เปลี่ยนเป็นสถานะเป็นของเหลว
การระเหิดในธรรมชาติก็มีอย่างเช่น ลูกเหม็น หรือยาดม ซึ่งจะเปลี่ยนสภาพจากของแข็งระเหิดเป็นไอ แตกต่างจากคำว่า "ระเหย" ซึ่งหมายถึงการที่ของเหลวกลายเป็นไอ เช่น น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำ นั่นเอง

ย้อนที่มา "ระเบิดสุญญากาศ" มุ่งจัดการเป้าหมายเข้าถึงยาก
ผศ.ดร.ถกล ได้เล่าถึงที่มาของระเบิด ระบุว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เทคโนโลยีการทำระเบิดมีต้นกำเนิดมายาวนานตั้งแต่สมัยจีนโบราณ แต่ระเบิดเชื้อเพลิงสู่อากาศ หรือ Fuel-to-air bomb ถูกพัฒนาขึ้นโดยอมเริกาในสงครามเวียดนาม จากนั้นรัสเซียได้พัฒนาต่อจนสามารถสร้างระเบิดสุญญากาศ “Vacuum Bomb” หรือ “Thermobaric Bomb” หรือ "Father of All Bombs" ขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของอาวุธแบบเดิมในการจัดการกับเป้าหมายที่เข้าถึงยาก เช่น ผู้ก่อการร้ายหรือกองกำลังที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน หรือในอุโมงค์และบังเกอร์ที่ทหารเดินเท้าหรือหน่วยรบพิเศษเข้าถึงได้ยาก
การใช้ระเบิดสุญญากาศถึงแม้ว่าเป้าหมายจะหลบอยู่หลังผนังอาคารที่แข็งแรง ซึ่งสามารถกันความร้อนได้ หรือในอุโมงค์ใต้ดิน แต่แรงดันสุญญากาศจะยังคงแทรกซึมเข้าไปทำลายระบบภายในร่างกายของผู้ที่อยู่ข้างในได้ทั้งหมด
อันตรายแบบนี้ต้อง "แบน" ไหม ?
ถึงแม้ว่าสถานะปัจจุบันของระเบิดสุญญากาศ มักถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ในการ "ข่มขู่" มากกว่าการใช้งานจริง เนื่องด้วยผลกระทบที่รุนแรงเกินกว่าที่มาตรฐานสากลจะยอมรับได้ นอกจากนี้ การตรวจสอบร่องรอยของระเบิดค่อนข้างยาก ซึ่งอาจทำให้ถูกใช้อย่างไม่เปิดเผยก็เป็นไปได้เช่นกัน
ผศ.ดร.ถกล กล่าวว่า ตามกฎหมายระดับนานาชาติ ไม่ได้ยับยั้งการใช้งานนี้ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าระเบิดชนิดนี้ถูกออกแบบมาอยู่ในหัวรบที่เคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำก่อนทำหน้าที่สังหาร ซึ่งนั่นทำให้ลดความเสียงหายข้างเคียงได้ ซึ่งเป้าหมายจะต้องเป็นเป้าหมายทางการทหาร ไม่ใช่พลเรือน
อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ได้ถูกแบน แต่อาวุธก็คืออาวุธ จะเป็นปืนพก ระเบิดมือ หรืออาวุธอันตรายที่ได้ชื่อว่าเป็น “Father of All Bombs” ก็ไม่ควรเอามาลงกับผู้บริสุทธิ์ ทางที่ดีอย่ามีสงครามจะดีที่สุด
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



















