รู้จักความสัมพันธ์แบบ ‘Cookie Jarring’ ตัวสำรองที่ถูกเปรียบเหมือน ‘คุกกี้ในโหล’ ที่เขาจะหยิบตามสะดวก แต่ไม่ได้เป็น ‘ตัวจริง’ ในใจสักที
ด้วยบริบทของสังคมยุคใหม่ ทำให้คนต้องมีแผนสำรองเอาไว้เยอะๆ เพื่อเป็นการลดทอนความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตได้แบบไม่คาดฝัน ซึ่งดูเผินๆ ก็ดูจะเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย
ยกเว้นการมีแผนสำรองในความสัมพันธ์ หรือการมีคนคุยหลายคนพร้อมๆ กัน และปฎิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็น ‘คนสำคัญ’ อย่างเท่าเทียมกันทุกคน ทั้งที่จริงๆ แล้ว สถานะที่ให้ได้มากสุด คือ ‘ตัวสำรอง’ ไม่ใช่ตัวจริง
Thai PBS ชวนสำรวจความสัมพันธ์แบบ Cookie Jarring ตัวสำรองที่เปรียบเสมือน ‘คุกกี้ในโหล’ ซึ่งจะถูกหยิบออกมากิน ก็ต่อเมื่อเจ้าของโหลเขารู้สึกหิวเท่านั้น
Cookie Jarring สถานะรัก (กั๊ก) ไว้เผื่อเหงา
คำว่า Cookie Jarring หรือคุกกี้ในโหล อาจจะดูเป็นคำใหม่ แต่เชื่อไหมว่าความสัมพันธ์แบบนี้ มันอยู่มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เป็นความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน ระหว่างคนที่ให้ความหวัง กับคนที่ชอบกินความหวังเป็นอาหารประทังท้อง
เว็บไซต์ The New York Times ให้คำจำกัดความสถานะ Cookie Jarring หรือโหลคุกกี้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่คนคนหนึ่ง ตัดสินใจเก็บ ‘ใครบางคน’ เอาไว้เป็นตัวสำรอง ไม่ต่างจากการ ‘เก็บคุกกี้’ ไว้ในโหล
ในขณะที่เว็บไซต์ Metro ให้คำจำกัดความว่า Cookie Jarring เป็นความสัมพันธ์ที่คนคนหนึ่ง กำลังคบหาดูใจกับคนอื่นอยู่แล้ว แต่ยังเก็บใครบางคนไว้ในโหลคุกกี้ของตัวเอง เผื่อว่าวันใดวันหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่มีกับตัวหลักไม่ลงตัว อย่างน้อยก็ยังมี ‘ตัวสำรอง’ เอาไว้คุยแก้เหงาได้

ซึ่งตัวสำรองในที่นี้ ก็ไม่ต่างอะไรจาก ‘คุกกี้’ ขนมหวานชิ้นเล็กจ้อย แต่อร่อย และหยิบออกมากินได้ง่าย แต่ก็เป็นได้แค่ขนมรองท้อง ไม่ใช่อาหารมื้อหลักอยู่ดี
ความสัมพันธ์แบบ Cookie Jarring แตกต่างจากความสัมพันธ์แบบ FWB (Friend With Benefit) ตรงที่ คนสองคนนั้นอาจจะมีหรือไม่มีความสัมพันธ์ทางกายต่อกันก็ได้ ต่างคนต่างยึดโยงกันเอาไว้ด้วยความรู้สึก ไม่ได้นำเรื่องเซ็กส์เข้ามาเป็นส่วนประกอบหลักในการตัดสินใจทำความรู้จักกัน เหมือน FWB
Cookie Jarring ความสัมพันธ์แบบกึ่งฟิน กึ่งกั๊ก เธอไม่ยอมปล่อย หรือฉันไม่ยอมไป
หมอแพท - นพ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมอง นักเขียนชื่อดัง นามปากกา “รังสิมันต์” และ “หมอตุ๊ด” ผู้เป็นเจ้าของเพจที่ให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์และจิตวิทยา ซึ่งมียอดผู้ติดตามเพจร่วม 300,000 คน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS ว่า Cookie Jarring เป็นความสัมพันธ์แบบสองฝ่าย (Two way action) ที่สอดคล้องกัน ระหว่าง ‘เจ้าของโหล’ กับ ‘คุกกี้’

ในช่วงที่เรากำลังทำความรู้จัก หรือทำตัวน่ารักใส่กันสุดฤทธิ์ (อารมณ์แบบจีบๆ กันอยู่) มันเป็นช่วงเวลาที่สมองในส่วนที่เป็น Reward System ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเก็บเกี่ยวความฟินจากการรอคอย ซึ่งพอข้ามขั้นไปเป็นแฟนกันแล้ว ความรู้สึกฟินตรงนี้จะหายไป เพราะทั้งเราและเขา จะเริ่มเข้าสู่สเตจต่อไปในความสัมพันธ์ ที่มีความ ‘จริงจัง’ กันมากขึ้น และจะเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการทำงานของสมองคนละส่วนกันกับตอนแรก
การที่เรารอคอยแบบมีความหวัง ว่าเดี๋ยวเราจะได้สถานะ มันเป็นความสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนกับตอนที่เราซื้อลอตเตอรี่ มันเป็นความฟินจากการรอคอย ว่าตัวเองจะเป็นผู้ถูกเลือกหรือเปล่า
เหตุผลที่ ‘เจ้าของโหล’ ชอบที่จะสะสมคุกกี้เอาไว้เยอะๆ และไม่สามารถตัดใจยอมปล่อยคุกกี้แสนอร่อยออกไปได้ อาจจะไม่ใช่แค่อยากรักษาความรู้สึกฟิน เวลาที่กำลังจีบๆ กันเอาไว้ แต่เป็นเพราะไม่อยาก ‘สูญเสีย’ สิ่งที่ตัวเองมีไป ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนที่ชื่อว่าอะมิกดะลา (Amygdala) กับอินซูล่า (Insular Cortex)
“ธรรมชาติของมนุษย์ มีแนวโน้มที่จะอยากได้ ‘ทุกอย่าง’ เอาไว้ในชีวิตอยู่แล้ว ตราบใดที่เรายังมีไพ่ความสุขอยู่ในมือ เราจะไม่ยอมเสียไพ่ความสุขออกจากมือของเราไป ดังนั้น พอคุกกี้ทำท่าจะออกจากโหลคุกกี้เดิม เราจะพยายามรั้งเขาเอาไว้ให้ยังอยู่ในโหลคุกกี้ของเรา เพราะว่าเรากลัวที่จะสูญเสียเขาไป”
ฟังๆ ดูแล้ว คนภายนอกอาจจะมองว่า Cookie Jarring เป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic เพราะมีฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจในความสัมพันธ์มากกว่า แต่หมอแพทกลับมองต่างออกไป เขาเชื่อว่าในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง ‘เจ้าของโหล’ กับ ‘คุกกี้’ อาจจะยึดเหนี่ยวกันและกันไว้ อยากจะเป็นคุกกี้ในโหลของกันและกันตลอดไปก็ได้
เจ้าคุกกี้หลายชิ้น ไม่ยอมออกจากโหลดองทองคำ เพราะกลัวที่จะสูญเสียสถานะการเป็นคุกกี้ไป เพราะเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจเหลือเกินว่า ถ้ายังอยู่รอ ก็อาจจะได้เป็นตัวจริง หรือโดนหยิบไปกินสักวันหนึ่ง ดังนั้น คุกกี้จึงได้รอ เพราะว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของโหล เขาก็ให้ความหวัง
“รู้ไหมว่าทำไมมนุษย์ถึงให้ความหวัง เพราะว่ามนุษย์ให้ความรักไม่ได้ ในเมื่อเขาให้ความรักเราไม่ได้ เขาก็เลยให้อะไรสักอย่างที่มันใกล้เคียงกับความรัก ซึ่งมันก็คือความหวัง เพื่อที่จะให้คุกกี้ยังอยู่ในโหลต่อไป จนคุกกี้ลืมไปเองว่า ที่จริงแล้ว เราอยู่ในฐานะของฟรีหรือเปล่า” หมอแพทกล่าว
ความทุกข์ของ ‘คุกกี้’ ที่อยากเลื่อนสถานะเป็นคนรัก ไม่ใช่แค่ตัวสำรอง
หากเปรียบความรักเป็นบันไดสูงชัน มีหลายขั้น หลากบททดสอบ สถานะของความสัมพันธ์แบบ Cookie Jarring ไม่ต่างจากการยืนอยู่บนบันไดขั้นที่ 1 (ขั้นแรกเริ่ม) ของความรัก กล่าวคือ ทำให้สมองเกิดความฟิน แต่ไม่ได้เกิดความสุข แต่เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ไปนานๆ เข้า เราก็อยากจะเดินขึ้นบันไดขั้นต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดในชีวิตคู่ ซึ่งก็คือการแต่งงาน เพราะหัวใจมนุษย์มันไม่สามารถฟรีซให้อยู่กับที่ได้
“ทุกคนพอใจที่จะได้อยู่ในสถานะนี้อยู่แล้วในตอนแรก แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราจะอยากได้มากกว่านี้ เพราะว่าหัวใจและความต้องการของเรามันเป็นไดนามิก เราจะอยากให้ความรักมันวิวัฒนาการขึ้น มันจะมาถึงจุดหนึ่ง ที่ความต้องการของเราสองคนไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ตอนแรก สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นคนที่เริ่มมีความทุกข์กับการเป็นคุกกี้ในโหลซะเอง”

ในฐานะคุณหมอสมอง ผู้ทำงานกับระบบความรู้สึกของมนุษย์มานักต่อนัก หมอแพทบอกว่า วลีสุดคลาสสิกที่เจ้าของโหลคุกกี้มักจะหยิบมาใช้ เพื่อดึงคุกกี้ที่อยากจะเดินออกจากชีวิตให้ยอมอยู่ในโหลอย่างสิโรราบ มักจะประโยคยาวๆ ที่ว่า “ถ้าเธอเจอคนที่ดีกว่าเรา เธอไปได้เลย เราจะไม่รั้งไว้ แต่ถ้าเธอยังไม่มีใคร เธออยู่กับเราก่อนได้ไหม เพราะเราไม่อยากสูญเสียเธอไป” (แหม คลีเช่ซะไม่มี)
ซึ่งถ้าพิจารณากันดีๆ แบบบรรทัดต่อบรรทัด เราก็จะเห็นว่า ประโยคยาวแสนยาวสุดคลีเช่ ที่เจ้าของโหลคุกกี้นี้พูดออกมา มันไม่มีคำว่ารักและไม่มีคำสัญญาอะไรให้รู้สึกไว้วางใจได้เลย แต่พลังแห่งความรัก (หรือความหลง) จะทำให้สมองของคุกกี้ตีความไปอีกแบบ
อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด เขาต้องมีใจให้ชั้นแน่ๆ เขาถึงได้ไม่อยากจะเสียชั้นไป มองจากดาวอังคารก็รู้ ว่าชั้นเป็นคนพิเศษสำหรับเขา เอาล่ะ ชั้นจะอยู่ต่อไป จะได้ไม่เสียโอกาสในการเป็นตัวจริง
เมื่อถอดฟิลเตอร์ความรัก-ความหลงออกไป รูปประโยคที่เขาให้มามีแต่ความหวัง มันไม่ได้มีความรัก ซึ่งสาเหตุที่เขาให้ความหวังกับเรา เพราะว่าเขาไม่สามารถให้ความรักเราได้นั่นเอง
ถ้า ‘เจ้าของโหลคุกกี้’ จะเลือกเราเป็นตัวจริง ยืนเฉยๆ เขาก็เลือก
หมอแพทให้เช็กลิสต์ง่ายๆ ในการสังเกตสถานะตัวสำรองของตัวเองก็คือ หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตัวสำรองของใครบางคน คุณจะไม่ถูกอัปเกรดสถานะ ให้กลายแฟน หรือคนที่คบหาดูใจสักที เพราะเขาเลือกแล้ว ว่าจะ ‘ไม่เลือก’ เรา
หมอแพทยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้เราฟัง ที่อธิบายเรื่องการเลือกหรือไม่เลือกได้ดีมาก
“มีงานวิจัยทำการทดลองกับกลุ่มคน 140 คน ที่ประกาศตัวตั้งแต่แรกเริ่มว่าเป็นแฟนพันธ์ุแท้ของน้ำอัดลมยี่ห้อ A (แฟนเดนตาย) แต่พอมาถึงแล้ว นักวิจัยกลับให้พวกเขาทั้ง 140 คน ดื่มน้ำดำปริศนา 1 แก้ว โดยไม่บอกว่านั่นเป็นน้ำอัดลมยี่ห้อไหนกันแน่ มี 70คน ได้ดื่มน้ำอัดลม ยี่ห้อ A สมใจ ส่วนอีก 70 คนที่เหลือได้ดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อ B แต่พอสแกนสมองออกมา พบว่า ทุกคนที่ดื่มน้ำอัดลมปริศนาแก้วนั้นไป ต่างก็รู้สึกฟินเหมือนกันหมด ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นน้ำอัดลมของยี่ห้ออะไร”
การทดลองนี้ยังไม่จบ นักวิจัยให้คนที่ได้ดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อ B ลองดื่มอีกครั้ง แต่ให้เห็นฉลากกันตั้งแต่แรกไปเลยว่า เป็นน้ำยี่ห้อ B ให้รู้ไปเลยว่าเราได้กินน้ำจากยี่ห้อที่เราไม่ชอบ แล้วค่อยสแกนสมองอีกทีหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าสมองของเขามันก็ยังฟินเหมือนเดิม
ต่อให้เขาจะรู้ หรือไม่รู้ตั้งแต่แรก ว่าสิ่งที่ตัวเองดื่ม ไม่ได้เป็นแบรนด์ ‘ตัวจริง’ แต่เขาก็ยังฟินกับน้ำดื่มนั้นอยู่ดี เพราะสมองมันซื่อตรง แต่พอถึงเวลาที่ต้องเลือก ถึงแม้ว่าสมองของเขาจะฟินกับน้ำดื่มอีกยี่ห้อหนึ่งอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็จะไม่เลือกมาเป็นตัวหลัก เหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ มันไม่ใช่น้ำอัดลมยี่ห้อ A ที่เขาชื่นชอบ
“งานวิจัยนี้บอกให้เรารู้ว่า ถ้าเจ้าของโหลคุกกี้นั้นได้เลือกมาแล้วตั้งแต่ต้น ว่าจะให้เราเป็นแค่คุกกี้ในโหล ต่อให้รอนานแค่ไหน เราก็เป็นคุกกี้ในโหล เพราะถ้าเขาจะให้เราเป็นตัวจริง เราจะได้เป็นตัวจริง ตั้งแต่ตอนแรกอยู่แล้ว”

การเลือกใครสักคน เป็น ‘ตัวจริง’ ในความสัมพันธ์ มันแตกต่างจากการเลือกนักกีฬามาลงแข่งในสนามจริง เพราะการเลือกนักกีฬามันวัดกันที่ฝีมือ ในขณะที่กลไกการเลือกคู่ของมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้นมาก
ในความสัมพันธ์ มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เขาจะเลือกเรา เพราะคุณสมบัติต่างๆ ที่เรามี ถึงเราจะบอกว่า เราดีกว่ายัยนั่น เราสวยกว่ายัยนั่น สักวันหนึ่ง เดี๋ยวเขาจะต้องเห็น แล้วเขาจะต้องอัปเกรดเราให้เป็นตัวจริง โนจ้ะ เขาเลือกคนอื่นเป็นตัวจริง ก็เพราะเขาอยากเลือก มันไม่ใช่เพราะว่าคนคนนั้นดีกว่า
สุดท้ายแล้ว ความฟินไม่ใช่สิ่งที่เอาไปแลกกับสถานะได้ ถ้าเจ้าของโหลคุกกี้นั้น ได้ปักธงเอาไว้แล้ว ว่าเราเป็นได้แค่คุกกี้ เราก็จะอยู่ในสถานะนี้ตลอดไป ต่อให้เราเอาความดี หรือเอาการรอคอยไปแลก มันก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี
คำแนะนำจากหมอสมอง ถึงคุกกี้ทั้งหลาย ที่อยากออกจากสถานะตัวสำรอง
เมื่อหัวใจเราเจ็บจนถึงที่สุด วันหนึ่งเราจะอยากก้าวออกมาจากสถานะตัวสำรองที่มีไว้แก้หิว หรือที่เรียกแบบเท่ๆ ว่า Cookie Jarring นี้อย่างแน่นอน แต่การจะเดินออกจากชีวิตใครสักคน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะเราจะต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่หลากหลายมาก
ความรู้สึกอย่างแรกที่เราต้องเจอ คือการโทษตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนโง่เขลาเหลือเกิน ที่ยอมเป็นคุกกี้ที่นอนแอ้งแม้ง อดทนรอเจ้าของโหลอยู่อย่างนั้น แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นจากวงจรหนึ่งของสมอง หรือที่เราเรียกว่า ลอสอะเวอชั่น (Loss Aversion) หรือภาวะกลัวการสูญเสียสิ่งที่เคยมีอยู่ในชีวิตไป
เพราะเวลาที่เรามีใครสักคนหนึ่งอยู่ในชีวิต คนคนนั้นน่าจะถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวเราไปโดยปริยาย ดังนั้น การเสียเขาไป มันจะเหมือนการเสียบางส่วนในชีวิตเราไปด้วย เหมือนเสียอวัยวะ เสียแขนขา เพราะฉะนั้น เราถึงไม่อยากเสียเขาไป
หมอแพทบอกว่าสิ่งที่สมองกลัวมากที่สุด คือการสูญเสีย และสิ่งที่จะเอาชนะความกลัวที่จะสูญเสียได้ ก็คือความกลัวที่จะสูญเสียขั้นกว่า ดังนั้น หากอยากหลุดออกจากสถานะตัวสำรองนี้ คุกกี้ทั้งหลายอาจจะต้องปรับความคิดใหม่
“ลองคิดดูนะ ถ้าสมมติตอนนี้ เราไม่มีเขา เรากำลังทำอะไรอยู่ เราอาจจะมีแฟนดีๆ สักคน อาจจะกำลังวางแผนแต่งงาน หรืออาจจะแต่งงานไปแล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะเรายังยืนอยู่ตรงนี้”
เรากลัวว่าเราจะสูญเสียเขา แต่เรารู้ใช่ไหม ว่าทุกวินาทีที่เราใช้เวลากับการเป็นคุกกี้ในโหล เรากำลังสูญเสียอนาคตของเราไปด้วยเช่นเดียวกัน

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เจ้าคุกกี้ทั้งหลายคงได้แต่นั่งน้ำตานอง อยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ (หรือจอโทรศัพท์) กันอยู่แน่ๆ เพราะทุกประโยคที่ได้กล่าวไปข้างต้น ช่างไม่รักษาน้ำใจคนที่เป็นตัวสำรองเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้เชื่อเถอะว่า พอเอาความกลัวที่จะสูญเสียอนาคต มาชนะความกลัวที่จะสูญเสียเขา มันจะทำให้เราออกไปได้ หรือถ้ามันออกยากมากจริงๆ ก็ขอฝากคำคมของหมอแพททิ้งท้ายเอาไว้ซักหน่อย
อย่าไปคิดว่าเราเป็นของฟรีที่ไม่มีค่า เพราะของฟรีมีขา แล้วก็เดินออกมาได้เสมอ
ติดตามบทความ และเรื่องราวความรักในหลากหลายรูปแบบได้ที่ Thai PBS NOW: www.thaipbs.or.th/ValentineDay
ภาพปกโดย : พฤษพล จันทาพูน
อ้างอิง



















