รู้จัก Tinglish สื่อสารภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ


Lifestyle

สันทัด โพธิสา

แชร์

รู้จัก Tinglish สื่อสารภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3993

รู้จัก Tinglish สื่อสารภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ

‘ภาษา’ คือการสื่อสาร ที่ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน แต่ในบางครั้ง หากการสื่อสารไม่สมบูรณ์ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการถ่ายทอดสิ่งที่คิด คลาดเคลื่อนไปได้ 

ยิ่งเมื่อพูดถึง “ภาษาอังกฤษ’ อันเป็นภาษาหลักของโลก มีผู้คนมากมายใช้เพื่อสื่อสาร แต่แต่ละสถานที่ ต่างก็มีภาษาอังกฤษในรูปแบบเฉพาะ เพื่อไว้ใชสื่อสารเฉพาะตัว หรือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งบางครั้งไม่ถูกต้องตามหลักการต้นแบบนัก 

Thai PBS ชวนทำความรู้จัก Tinglish การใช้ภาษาอังกฤษสไตล์ไทย ๆ ความหมาย และการใช้ให้ “ถูกต้อง” นั้นควรเป็นอย่างไร

เข้าใจที่มาของ Tinglish  

Tinglish เป็นคำเฉพาะที่นิยามถึง รูปแบบการใช้ภาษาอังกฤษในหมู่คนไทย โดยนอกจากจะมีชื่อเรียก Tinglish แล้ว ยังมีคำอื่น ๆ เช่น Thaiglish, Thailish, Thai English ซึ่งนิยามความหมาย เป็นการประยุกต์เอาภาษาไทยมาผสมกับภาษาอังกฤษในหลากหลายรูปแบบ เช่น การออกเสียง การเรียงคำ การสลับไวยากรณ์ การยืมคำ หรือการสร้างคำใหม่

นอกจากประเทศไทย ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่มีรูปแบบภาษาอังกฤษเฉพาะตัว เช่น Singlish คือรูปแบบภาษาอังกฤษในประเทศสิงคโปร์ โดยเป็นการผสมผสานภาษาอังกฤษเข้ากับภาษาจีนและมลายู รวมถึง Hinglish ที่เป็นรูปแบบภาษาอังกฤษของประเทศอินเดีย มีเอกลักษณ์เรื่องการออกเสียงและคำศัพท์เฉพาะตัว

ลักษณะของ Tinglish เป็นอย่างไร

Tinglish เป็นความไม่สมบูรณ์ของการใช้ภาษาอังกฤษในคนไทย แต่มีความพิเศษคือ สามารถเข้าใจและสื่อสารในหมู่คนไทยด้วยกันเองได้ (หรือในชาวต่างชาติที่เรียนรู้และรู้จักคนไทยมากพอ) ทั้งนี้ Tinglish ในรูปแบบของคนไทย มีข้อสังเกตดังนี้

1.Tinglish ที่ใช้เพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน เข้าใจง่าย แต่ใช้คำศัพท์ผิด หรือผิดหลักไวยากรณ์ ยกตัวอย่าง  คำว่า “เปิดไฟ” คนไทยนิยมพูดว่า Open the light ซึ่งสามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ แต่สำหรับภาษาอังกฤษที่ใช้อย่างถูกต้อง ต้องใช้คำว่า “turn on the light” 

หรือการขึ้นหัวเอกสาร คนไทยมักใช้คำว่า Dear แล้วตามด้วยคำทับศัพท์ว่า Khun เช่น Dear Khun Somchai แต่ในภาษาอังกฤษ เมื่อขึ้นต้นว่า Dear แล้ว ต้องตามด้วยชื่อบุคคล ดังนั้น หากเขียนว่า Dear Khun Somchai อาจทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจว่า Khun Somchai คือชื่อทั้งหมด หรือเป็นชื่อ และตามด้วยนามสกุล

นอกจากคำขึ้นต้น คนไทยยังเพิ่มวลีลงท้าย อย่างคำว่า ครับ และ ค่ะ ลงไปในท้ายประโยคภาษาอังกฤษ เช่น Hello krub, Bye Kha 

มีกลุ่มคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยมักนำมาแปลงใช้ เช่น Chill หรือ Chill out ที่มีความหมายว่า ทำตัวสบาย ๆ ทว่าในหมู่คนไทยนิยมใช้ว่า Chill Chill หรือคำว่า  same ที่มีความหมายว่า เหมือนเดิม คนไทยนำไปใช้ในรูปแบบว่า same same มีความหมายว่า เหมือนกัน 

อีกหนึ่งคำที่คุ้นเคยกันดี คือ Check bill ในความหมายของคนไทยคือ การเรียกเก็บเงิน แต่ในภาษาอังกฤษ หากจะเรียกเก็บเงิน ให้เลือกใช้คำใดคำหนึ่ง คือ Check หรือ Bill ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสองคำ

2. Tinglish ที่ใช้รูปประโยคที่ผิดจากดั้งเดิม แต่สื่อความหมายได้ เช่น ประโยค "ฉันกินยาแล้วง่วงนอน คนไทยพูดแบบ Tinglish คือ "I eat medicine and sleepy.แต่ในภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง คือ  "The medication makes me sleepy.

หรือประโยค “ไปเร็วๆ” คนไทยพูดแบบ Tinglish คือ  "Go go, very fast fast!" แต่ในภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง คือ "Let's go, very quickly!

3.Tinglish ที่ใช้สื่อสารเพื่อความสนุกสนาน เป็นมุกขำขัน และมักคิดค้นขึ้นมาเอง ส่วนใหญ่จะเป็นคำผสมผสานในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่น 

  • Snake Snake Fish Fish ความหมายคือ งู ๆ ปลา ๆ ที่เป็นสำนวนไทย
  • You know me a little go ความหมายคือ คุณรู้จักฉันน้อยไป 
  • Do not sheep product ความหมายคือ ห้ามแกะสินค้า
  • Banana water wow ความหมายคือ กล้วยน้ำว้า
  • Vegetable ความหมายคือ ผลัก

นอกจากรูปประโยคแบบ Tinglish คนไทยยังใช้วิธี “ยืมคำอังกฤษ” (Thai English Loanwords)

ภาษาอังกฤษบางคำ เข้าข่ายเป็น "คำกึ่งทับศัพท์" ซึ่งคนไทยมักยืมมาตัดคำ เปลี่ยนความหมาย หรือใช้เป็นคำกริยาในแบบที่เจ้าของภาษาไม่ใช้กัน เช่น

  • Intrend คนไทยใช้ในความหมายว่า ทันสมัย, ตามแฟชัน แต่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Trendy หรือ Fashionable
  • Fit คนไทยใช้เพื่อสื่อสารว่า ร่างกายแข็งแรง หรือ เสื้อผ้ารัดรูป แต่ภาษาอังกฤษหมายถึง ขนาดที่พอดี เช่น This shirt fits me ส่วนถ้าจะบอกว่าร่างกายแข็งแรง ต้องใช้ In shape หรือ Healthy 
  • Over คนไทยใช้แทนความหมายว่า เกินจริง แต่ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Exaggerate หรือ Overact
  • Freshy คนไทยใช้เรียก นักศึกษาปี 1 แต่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Freshman 
  • Back คนไทยใช้ในความหมายว่า คนหนุนหลัง, ผู้สนับสนุน แต่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Backup หรือ Sponsor
  • Forward คนไทยมักใช้เป็นคำกริยา เช่น ฟอร์เวิร์ดไลน์ให้หน่อย แต่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Share หรือ Send หากเป็นการส่งต่อข้อความทั่วไป

Tinglish ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรพัฒนาใช้ให้ถูกต้อง

อาจกล่าวได้ว่า Tinglish เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ภาษาอังกฤษในท้องถิ่น ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ และอาจไม่ถูกต้องตามมาตรฐานของเจ้าของภาษา ทว่าในมุมมองของนักภาษาศาสตร์ อธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นวิวัฒนาการทางภาษา ซึ่งแทนที่จะคิดว่าเป็นความผิดพลาด แต่ให้มองว่า เป็นปรากฎการณ์การเรียนรู้ภาษาตามธรรมชาติ 

ดังนั้น Tinglish หรือแม้แต่การประยุกต์ภาษาอังกฤษ ขึ้นอยู่กับบริบท เพราะหากใช้เพื่อให้การสื่อสารในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่น รวมทั้งลดความประหม่าในการฝึกภาษาอังกฤษ ทั้งหมดถือเป็นทางเลือก และเป็นตัวช่วยที่ดี  

อย่างไรก็ตาม การเคารพในเจ้าของภาษา เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากหากใช้ภาษาอังกฤษในรูปแบบเฉพาะอยู่เป็นประจำ ทำให้เจ้าของภาษา ฟังหรืออ่านไม่เข้าใจ จึงจำเป็นต้องพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามมาตรฐานด้วยเช่นกัน

ภาษา คือ ศิลปะอย่างหนึ่ง ที่สามารถประยุกต์ และเติมแต่งให้มีความสละสลวย และช่วยให้เกิดวิวัฒนาการ แต่ต้องไม่หลงลืมโครงสร้าง และหลักการ อันเป็นพื้นฐานความถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันตรงกัน

 


More Facts

5 ข้อแนะนำการเลือกโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ

1.กำหนดเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน "เรียนไปเพื่ออะไร?" เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งจะมีสไตล์และหลักสูตรที่เด่นต่างกัน เช่น เรียนเพื่อการสื่อสาร ใช้ในชีวิตประจำวัน ควรเน้นโรงเรียนที่มีคลาสสนทนา หรือรียนเพื่อสอบสอบวัดระดับ (IELTS, TOEFL, TOEIC) ควรเน้นโรงเรียนที่มีเทคนิคการทำข้อสอบ มีแนวข้อสอบเก่า และอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือเรียนเพื่อการทำงาน ควรเน้นสถาบันที่สอนการเขียนอีเมล การนำเสนองาน หรือศัพท์เฉพาะทางธุรกิจ

2. ควรเช็กคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญของผู้สอน มีใบประกาศนียบัตรด้านการสอนภาษาอังกฤษโดยตรงหรือไม่ เช่น CELTA, TEFL, TESOL หากต้องการเน้นเรื่อง "สำเนียงและการออกเสียง" ควรเรียนกับเจ้าของภาษา จะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าพื้นฐานยังไม่แน่น การเริ่มต้นกับอาจารย์คนไทย จะเข้าใจจุดอ่อนของคนไทยด้วยกัน ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์ได้เร็วกว่า

3. เลือกรูปแบบการเรียนและขนาดของชั้นเรียน ยิ่งคนน้อย ยิ่งมีโอกาสได้พูดและได้รับการแก้ไขจากอาจารย์มากขึ้น ห้องเรียนกลุ่มไม่ควรเกิน 6–10 คน

4. โรงเรียนสอนภาษาที่ดี ควรมีการทดสอบวัดระดับก่อนเริ่มเรียน เพื่อจัดให้ผู้เรียนได้อยู่ในห้องที่เหมาะสม ไม่ยากหรือไม่ง่ายเกินไป ควรมีระบบติดตามผลระหว่างเรียน หรือมีการทดสอบหลังจบคอร์สเพื่อดูพัฒนาการ

5. อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจจากป้ายโฆษณาหรือราคาค่าเรียนที่ถูกที่สุด ให้ลองหารีวิวจากคนที่เคยเรียนจริง ๆ นอกจากนี้ควรเลือกสถาบันที่มี "Class ทดลองเรียนฟรี" เพื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ วิธีการสอนของอาจารย์ และดูว่าการสอนตอบโจทย์ความต้องการของเราหรือไม่

ดูเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Tinglishภาษาอังกฤษไทย
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ