วันเข้าพรรษาในอดีต โบราณราชประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทย


ประวัติศาสตร์

คมสัน ประมูลมาก

Thai PBS
แชร์

วันเข้าพรรษาในอดีต โบราณราชประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทย

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4232

วันเข้าพรรษาในอดีต โบราณราชประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทย

เมื่อสายฝนโปรยปรายลงมาในช่วงกลางปี ถือเป็นสัญญาณที่บอกกับพุทธศาสนิกชนว่าวันเข้าพรรษากำลังจะเวียนมาถึงอีกครั้ง แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตวันเข้าพรรษาไม่ได้เป็นเพียงแค่วันหยุดหรือการทำบุญแบบในปัจจุบัน แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผูกพันกับโบราณราชประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง เป็นภาพสะท้อนความศรัทธาและความสามัคคีของไทยมาอย่างช้านาน

ทว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การทำบุญวันเข้าพรรษาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน Thai PBS ขอพาผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปดูว่า วันเข้าพรรษาในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไร มีคุณค่าในวิถีชีวิตดั้งเดิมที่น่าจดจำแบบใดบ้าง

ความสำคัญของวันเข้าพรรษา และหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน

วันเข้าพรรษากินระยะเวลายาวนานถึง 3 เดือน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนกระทั่งถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จุดเริ่มต้นของวันเข้าพรรษานั้นมีที่มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ในยุคที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาทำให้มีพระสงฆ์เพิ่มมากขึ้น พระสงฆ์เหล่านั้นได้เดินทางไปเผยแผ่พระธรรมคำสอน ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงฤดูฝน ฤดูแห่งการเพาะปลูก จนชาวบ้านพากันติเตียนว่าพระสงฆ์ไปเหยียบย่ำพืชผลที่ทำการเพาะปลูก

เข้าพรรษา ช่วยให้พระสงฆ์ได้มีเวลาอยู่ประจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่

เข้าพรรษา ช่วยให้พระสงฆ์ได้มีเวลาอยู่ประจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่

เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์หยุดการเดินทางและอยู่จำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยห้ามมิให้ไปค้างอ้างแรมที่อื่น ยกเว้นจะมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น พระวินัยดังกล่าวส่งผลดีมาถึงปัจจุบัน เพราะพระสงฆ์จะได้มีเวลาอยู่ประจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่พุทธศานิกชนจะได้เข้ามาหาพระสงฆ์ที่วัดเพื่อทำบุญ บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม และรับศีลรับพร

นอกจากพระสงฆ์จะได้มีเวลาอยู่วัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม พุทธศานิกชนก็จะได้เข้าวัด ทำบุญ และรับศีลรับพร ด้วยเช่นเดียวกัน

ย้อนอดีตโบราณราชประเพณีในวันเข้าพรรษา

สังคมไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย สืบเนื่องมาจนถึงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ประเพณีในสังคมไทยนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับหลักๆ คือ "งานหลวง" ของราชสำนัก และ "งานราษฎร์" ของชาวบ้าน

แม้ทั้งสองระดับจะมีแก่นและหลักการทางศาสนาที่เหมือนกัน แต่ประเพณีหลวงนั้นจะมีความเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน และมีนัยยะทางการเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระบารมี ความชอบธรรมในการปกครอง ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้โบราณราชประเพณีในวันเข้าพรรษา มีลำดับขั้นตอนที่เตรียมการล่วงหน้ามาอย่างยาวนาน

  • หล่อเทียนพรรษา เริ่มต้นขึ้นประมาณ 1 เดือนก่อนถึงวันเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์จะทรงบอกบุญเพื่อเกณฑ์ขี้ผึ้งจากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทุกฝ่าย เพื่อนำไปหล่อและตกแต่งเป็นเทียนพรรษาของหลวง สำหรับพระราชทานไปจุดบูชาตามพระอารามหลวงต่าง ๆ
  • อุปสมบทนาคหลวง จัดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนการเข้าพรรษา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  การอุปสมบทนาคหลวงคือการที่พระมหากษัตริย์ทรงรับเป็นเจ้าภาพในการบวชให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร หรือแม้แต่สามเณรที่สอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติยศสูงสุดแก่ผู้ที่จะบวชเรียน 
  • วันอาสาฬหบูชา พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงจุดเทียนพรรษาและทรงถวายเครื่องสักการะพุ่มเทียน (พุ่มดอกไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นจากขี้ผึ้ง) บูชาพระแก้วมรกต และทรงถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนพระราชาคณะกว่า 300 รูป

การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตคือหนึ่งในโบราณราชประเพณีในช่วงเข้าพรรษา

การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตคือหนึ่งในโบราณราชประเพณีในช่วงเข้าพรรษา

  • วันเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต จากนั้นจะเสด็จฯ ไปทรงจุดเทียนพรรษาและถวายพุ่มเทียนตามพระอารามหลวงสำคัญ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สำหรับพระอารามหลวงอื่น ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญโคมเทียนไปพระราชทานให้เจ้าอาวาสเป็นผู้จุดแทนพระองค์ นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของวันเข้าพรรษา ยังให้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 150 รูป เข้าไปรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตภายในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย
  • สวดมหาชาติคำหลวง ตลอดช่วงเวลา 3 เดือนของการจำพรรษา จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตเข้าไปสวดวรรณคดีโบราณเรื่องมหาชาติคำหลวง ภายในพระอุโบสถ วัดพระแก้ว โดยแบ่งการสวดออกเป็น 3 วาระ คือ ช่วงต้นพรรษา ช่วงกลางพรรษา และช่วงปลายพรรษา

ย้อนอดีตวิถีชีวิตและงานราษฎร์ในวันเข้าพรรษา

วิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีต แม้จะไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและหรูหราเท่างานหลวง แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและความเรียบง่าย โดยธรรมเนียมส่วนใหญ่ของชาวบ้านก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเพณีของราชสำนัก เช่น การถวายพุ่มเทียน การหล่อเทียนพรรษา

การหล่อเทียนพรรษาได้รับอิทธิพลมาจากราชสำนักตั้งแต่สมัยโบราณ (Photo by Madaree TOHLALA / AFP)

การหล่อเทียนพรรษาได้รับอิทธิพลมาจากราชสำนักตั้งแต่สมัยโบราณ (Photo by Madaree TOHLALA / AFP)

โดยในวันเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนจะพากันไปที่วัดเพื่อรับศีลและประกอบพิธีอธิษฐานพรรษา ในระดับของฆราวาส ควบคู่ไปกับการอธิษฐานจำพรรษาของพระสงฆ์ หลังจากนั้นมีกิจกรรมตักตวงบุญกุศลตลอด 3 เดือน เช่น เข้าวัด ทำบุญ เลี้ยงพระ ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนใครที่มีความศรัทธามากเป็นพิเศษ ก็จะไปปฏิบัติธรรม ถือศีล 8 และค้างแรมที่วัด

นอกจากนี้ ช่วงวันเข้าพรรษายังเป็นช่วงเวลาที่นิยมให้บุตรชายได้อุปสมบทบวชเรียน โดยถือคติอย่างเคร่งครัดว่าบวชแล้วจะต้องอยู่ให้ครบพรรษา 3 เดือน ห้ามลาสิกขากลางคัน หรือที่เรียกกันว่าห้ามแหกพรรษาโดยเด็ดขาด และหากจะให้ดีที่สุดก็ควรอยู่บวชไปจนถึงช่วงรับกฐินหลังออกพรรษาเสียก่อน จึงค่อยลาสิกขา

ในสมัยโบราณไม่มีการบวชเป็นหมู่คณะหรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่าการอุปสมบทหมู่

โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในสมัยโบราณไม่มีการบวชเป็นหมู่คณะหรือที่เรียกว่าการอุปสมบทหมู่แบบในปัจจุบัน แม้แต่ในงานระดับชาติอย่างการบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม ผู้ที่จะบวชก็จะต้องเข้าไปรับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ทีละรูปเท่านั้น ไม่ใช่การเข้าไปนั่งบวชพร้อมกันเป็นหมู่คณะแต่อย่างใด

วันเข้าพรรษา ความเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม

เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป บริบททางสังคมและการดำรงชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดระหว่างอดีตกับปัจจุบันคือระยะเวลาในการบวช ในอดีตผู้คนนิยมบวชให้ครบ 3 เดือนตลอดพรรษา แต่ในปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดทางภาระหน้าที่การงาน หรือการเรียน ทำให้คนยุคใหม่นิยมบวชกันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

ความหมายของเทียนพรรษาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเทียนที่ใช้ถวายพระสงฆ์เพื่อจุดอ่านหนังสือทบทวนพระธรรมวินัยในยามค่ำคืน จนมีการถวายหลอดไฟในช่วงเข้าพรรษาให้พระสงห์นำไปใช้ทดแทนการจุดเทียนป้องกันไฟไหม้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเทียนพรรษา คือ เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยที่ถูกจุดไว้หน้าพระประธานตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่ให้ไฟดับ

นอกจากวันเข้าพรรษาแล้ว อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นคือวันอาสาฬหบูชา ที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นวันหยุดทางศาสนาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่แท้จริงแล้วในสมัยก่อนเป็นเพียงวันพระใหญ่ธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น เพิ่งจะมีการริเริ่มกำหนดให้เป็นวันอาสาฬหบูชา ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ดังนั้นประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาในระดับประเทศ จึงถือเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน

กิจกรรมแห่เทียนพรรษาสะท้อนภาพความผูกพันกับสถาบันศาสนาได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมแห่เทียนพรรษาสะท้อนภาพความผูกพันกับสถาบันศาสนาได้เป็นอย่างดี

แม้รูปแบบของวันเข้าพรรษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะถูกปรับไปตามยุคสมัย แต่แก่นแท้แห่งความศรัทธาของคนไทยยังคงไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นโบราณราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ในอดีต หรือการทำบุญที่เรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ได้เป็นอย่างดี

วันเข้าพรรษาปีนี้ ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ไม่ว่าจะตักบาตร เข้าวัดถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน ตลอดจนการถือศีลปฏิบัติธรรมตามกำลังของตน เพื่อร่วมรักษาวัฒนธรรมและคุณค่าของวิถีพุทธในสังคมไทยให้คงสืบไป

ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติม

อ้างอิง

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • Thai PBS Podcast รายการมองอดีต ตอน ธรรมเนียมปฏิบัติเข้าพรรษา / ตอน โบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทยในเทศกาลเข้าพรรษา
     

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วันเข้าพรรษาประเพณีงดเหล้าเข้าพรรษาเทียนพรรษา
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

ผู้สำเร็จการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักเขียนประจำการอยู่ที่สำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS ผู้ชอบผลิตผลงานในรูปแบบบทความ ผ่านหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม และผู้เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้ว ที่ทำด้วยตนเอง

บทความ NOW แนะนำ