เมื่อสายฝนโปรยปรายลงมาในช่วงกลางปี ถือเป็นสัญญาณที่บอกกับพุทธศาสนิกชนว่าวันเข้าพรรษากำลังจะเวียนมาถึงอีกครั้ง แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตวันเข้าพรรษาไม่ได้เป็นเพียงแค่วันหยุดหรือการทำบุญแบบในปัจจุบัน แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผูกพันกับโบราณราชประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง เป็นภาพสะท้อนความศรัทธาและความสามัคคีของไทยมาอย่างช้านาน
ทว่าเมื่อสังคมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การทำบุญวันเข้าพรรษาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน Thai PBS ขอพาผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปดูว่า วันเข้าพรรษาในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไร มีคุณค่าในวิถีชีวิตดั้งเดิมที่น่าจดจำแบบใดบ้าง
ความสำคัญของวันเข้าพรรษา และหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน
วันเข้าพรรษากินระยะเวลายาวนานถึง 3 เดือน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนกระทั่งถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จุดเริ่มต้นของวันเข้าพรรษานั้นมีที่มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ในยุคที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาทำให้มีพระสงฆ์เพิ่มมากขึ้น พระสงฆ์เหล่านั้นได้เดินทางไปเผยแผ่พระธรรมคำสอน ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงฤดูฝน ฤดูแห่งการเพาะปลูก จนชาวบ้านพากันติเตียนว่าพระสงฆ์ไปเหยียบย่ำพืชผลที่ทำการเพาะปลูก
เข้าพรรษา ช่วยให้พระสงฆ์ได้มีเวลาอยู่ประจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่
เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์หยุดการเดินทางและอยู่จำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยห้ามมิให้ไปค้างอ้างแรมที่อื่น ยกเว้นจะมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น พระวินัยดังกล่าวส่งผลดีมาถึงปัจจุบัน เพราะพระสงฆ์จะได้มีเวลาอยู่ประจำวัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่พุทธศานิกชนจะได้เข้ามาหาพระสงฆ์ที่วัดเพื่อทำบุญ บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม และรับศีลรับพร
นอกจากพระสงฆ์จะได้มีเวลาอยู่วัดเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม พุทธศานิกชนก็จะได้เข้าวัด ทำบุญ และรับศีลรับพร ด้วยเช่นเดียวกัน
ย้อนอดีตโบราณราชประเพณีในวันเข้าพรรษา
สังคมไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย สืบเนื่องมาจนถึงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ประเพณีในสังคมไทยนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับหลักๆ คือ "งานหลวง" ของราชสำนัก และ "งานราษฎร์" ของชาวบ้าน
แม้ทั้งสองระดับจะมีแก่นและหลักการทางศาสนาที่เหมือนกัน แต่ประเพณีหลวงนั้นจะมีความเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน และมีนัยยะทางการเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระบารมี ความชอบธรรมในการปกครอง ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้โบราณราชประเพณีในวันเข้าพรรษา มีลำดับขั้นตอนที่เตรียมการล่วงหน้ามาอย่างยาวนาน
- หล่อเทียนพรรษา เริ่มต้นขึ้นประมาณ 1 เดือนก่อนถึงวันเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์จะทรงบอกบุญเพื่อเกณฑ์ขี้ผึ้งจากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทุกฝ่าย เพื่อนำไปหล่อและตกแต่งเป็นเทียนพรรษาของหลวง สำหรับพระราชทานไปจุดบูชาตามพระอารามหลวงต่าง ๆ
- อุปสมบทนาคหลวง จัดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนการเข้าพรรษา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม การอุปสมบทนาคหลวงคือการที่พระมหากษัตริย์ทรงรับเป็นเจ้าภาพในการบวชให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร หรือแม้แต่สามเณรที่สอบเปรียญธรรม 9 ประโยคได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติยศสูงสุดแก่ผู้ที่จะบวชเรียน
- วันอาสาฬหบูชา พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงจุดเทียนพรรษาและทรงถวายเครื่องสักการะพุ่มเทียน (พุ่มดอกไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นจากขี้ผึ้ง) บูชาพระแก้วมรกต และทรงถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนพระราชาคณะกว่า 300 รูป
การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตคือหนึ่งในโบราณราชประเพณีในช่วงเข้าพรรษา
- วันเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต จากนั้นจะเสด็จฯ ไปทรงจุดเทียนพรรษาและถวายพุ่มเทียนตามพระอารามหลวงสำคัญ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สำหรับพระอารามหลวงอื่น ๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญโคมเทียนไปพระราชทานให้เจ้าอาวาสเป็นผู้จุดแทนพระองค์ นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของวันเข้าพรรษา ยังให้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 150 รูป เข้าไปรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตภายในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย
- สวดมหาชาติคำหลวง ตลอดช่วงเวลา 3 เดือนของการจำพรรษา จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตเข้าไปสวดวรรณคดีโบราณเรื่องมหาชาติคำหลวง ภายในพระอุโบสถ วัดพระแก้ว โดยแบ่งการสวดออกเป็น 3 วาระ คือ ช่วงต้นพรรษา ช่วงกลางพรรษา และช่วงปลายพรรษา
ย้อนอดีตวิถีชีวิตและงานราษฎร์ในวันเข้าพรรษา
วิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีต แม้จะไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและหรูหราเท่างานหลวง แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและความเรียบง่าย โดยธรรมเนียมส่วนใหญ่ของชาวบ้านก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเพณีของราชสำนัก เช่น การถวายพุ่มเทียน การหล่อเทียนพรรษา
การหล่อเทียนพรรษาได้รับอิทธิพลมาจากราชสำนักตั้งแต่สมัยโบราณ (Photo by Madaree TOHLALA / AFP)
โดยในวันเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนจะพากันไปที่วัดเพื่อรับศีลและประกอบพิธีอธิษฐานพรรษา ในระดับของฆราวาส ควบคู่ไปกับการอธิษฐานจำพรรษาของพระสงฆ์ หลังจากนั้นมีกิจกรรมตักตวงบุญกุศลตลอด 3 เดือน เช่น เข้าวัด ทำบุญ เลี้ยงพระ ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนใครที่มีความศรัทธามากเป็นพิเศษ ก็จะไปปฏิบัติธรรม ถือศีล 8 และค้างแรมที่วัด
นอกจากนี้ ช่วงวันเข้าพรรษายังเป็นช่วงเวลาที่นิยมให้บุตรชายได้อุปสมบทบวชเรียน โดยถือคติอย่างเคร่งครัดว่าบวชแล้วจะต้องอยู่ให้ครบพรรษา 3 เดือน ห้ามลาสิกขากลางคัน หรือที่เรียกกันว่าห้ามแหกพรรษาโดยเด็ดขาด และหากจะให้ดีที่สุดก็ควรอยู่บวชไปจนถึงช่วงรับกฐินหลังออกพรรษาเสียก่อน จึงค่อยลาสิกขา
ในสมัยโบราณไม่มีการบวชเป็นหมู่คณะหรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่าการอุปสมบทหมู่
โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในสมัยโบราณไม่มีการบวชเป็นหมู่คณะหรือที่เรียกว่าการอุปสมบทหมู่แบบในปัจจุบัน แม้แต่ในงานระดับชาติอย่างการบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม ผู้ที่จะบวชก็จะต้องเข้าไปรับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ทีละรูปเท่านั้น ไม่ใช่การเข้าไปนั่งบวชพร้อมกันเป็นหมู่คณะแต่อย่างใด
วันเข้าพรรษา ความเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม
เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป บริบททางสังคมและการดำรงชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดระหว่างอดีตกับปัจจุบันคือระยะเวลาในการบวช ในอดีตผู้คนนิยมบวชให้ครบ 3 เดือนตลอดพรรษา แต่ในปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดทางภาระหน้าที่การงาน หรือการเรียน ทำให้คนยุคใหม่นิยมบวชกันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ
ความหมายของเทียนพรรษาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเทียนที่ใช้ถวายพระสงฆ์เพื่อจุดอ่านหนังสือทบทวนพระธรรมวินัยในยามค่ำคืน จนมีการถวายหลอดไฟในช่วงเข้าพรรษาให้พระสงห์นำไปใช้ทดแทนการจุดเทียนป้องกันไฟไหม้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเทียนพรรษา คือ เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยที่ถูกจุดไว้หน้าพระประธานตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่ให้ไฟดับ
นอกจากวันเข้าพรรษาแล้ว อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นคือวันอาสาฬหบูชา ที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นวันหยุดทางศาสนาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่แท้จริงแล้วในสมัยก่อนเป็นเพียงวันพระใหญ่ธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น เพิ่งจะมีการริเริ่มกำหนดให้เป็นวันอาสาฬหบูชา ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ดังนั้นประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาในระดับประเทศ จึงถือเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
กิจกรรมแห่เทียนพรรษาสะท้อนภาพความผูกพันกับสถาบันศาสนาได้เป็นอย่างดี
แม้รูปแบบของวันเข้าพรรษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะถูกปรับไปตามยุคสมัย แต่แก่นแท้แห่งความศรัทธาของคนไทยยังคงไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นโบราณราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ในอดีต หรือการทำบุญที่เรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างคนไทยกับสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ได้เป็นอย่างดี
วันเข้าพรรษาปีนี้ ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ไม่ว่าจะตักบาตร เข้าวัดถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน ตลอดจนการถือศีลปฏิบัติธรรมตามกำลังของตน เพื่อร่วมรักษาวัฒนธรรมและคุณค่าของวิถีพุทธในสังคมไทยให้คงสืบไป
ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติม
- เปิดประวัติและความสำคัญ วันเข้าพรรษา
- พุทธไทยมี “เข้าพรรษา” แล้วศาสนาอื่นมีอะไร ?
- งดเหล้าเข้าพรรษา ได้อะไรคืนสู่ชีวิตบ้าง ?
- "ปฏิทินวันพระ 2568" พร้อมบทสวดแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ และตนเอง
- ไขข้อสงสัย 4 บุญใหญ่กฐิน-ผ้าป่าต่างกันอย่างไร?
อ้างอิง
- สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- Thai PBS Podcast รายการมองอดีต ตอน ธรรมเนียมปฏิบัติเข้าพรรษา / ตอน โบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทยในเทศกาลเข้าพรรษา









