รู้จักคำว่า “ฮั้ว” วิวัฒนาการคำศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคม


Insight

สันทัด โพธิสา

Thai PBS
แชร์

รู้จักคำว่า “ฮั้ว” วิวัฒนาการคำศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคม

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4241

รู้จักคำว่า “ฮั้ว” วิวัฒนาการคำศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคม

มีคำต่างประเทศหลายต่อหลายคำที่คนไทยพูดใช้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต หนึ่งในนั้น คือคำว่า “ฮั้ว” คำศัพท์จีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยยาวนาน ปัจจุบัน “ฮั้ว” ยังวนเวียนอยู่ในสังคมไทยเช่นเดิม แต่ถูกนำไปใช้ทั้งความหมายเชิงบวกและเชิงลบ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?  Thai PBS ชวนหาความหมาย และการเปลี่ยนแปรไปตามบริบทของคำนี้ร่วมกัน

ย้อนที่มาคำว่า “ฮั้ว” 

คำว่า ฮั้ว มีต้นกำเนิดในภาษาจีน โดยในภาษาจีนกลาง ออกเสียงว่า "เหอ" (hé) ส่วนในภาษาจีนแต้จิ๋ว ออกเสียงว่า "ฮั้ว" หรือ "เฮ้" 

ฮั้ว ในภาษาจีน มีความหมายดั้งเดิมว่า ปรองดอง, ร่วมมือ, สามัคคี, รวมกัน หรือความกลมเกลียว ต่อมาเมื่อชาวจีนอพยพเข้ามาในประเทศไทย ได้นำศัพท์คำนี้มาใช้ โดยเฉพาะในวงการค้าขายและการทำธุรกิจร่วมกัน

ในยุคแรก ๆ คำว่า ฮั้ว มักปรากฏในแวดวงการค้า หรือการทำธุรกิจ มีความหมายถึง การตกลงร่วมมือกันทางธุรกิจ การจับมือเป็นหุ้นส่วน หรือการร่วมแรงร่วมใจทำกิจการ 

ต่อมาเมื่อธุรกิจเริ่มมีรูปแบบที่เรียกว่า การประมูล และมีการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นมากขึ้น คำว่า ฮั้ว มีบริบทที่เปลี่ยนไป เริ่มถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่สุจริต เช่น การนัดหมายลับ ๆ ระหว่างผู้แข่งขัน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งราคาอย่างเป็นธรรม พฤติกรรมนี้เรียกกันว่า ฮั้วราคา

วิวัฒนาการคำว่า “ฮั้ว” 

เมื่อธุรกิจมีการแข่งขัน คำว่า “ฮั้ว” จึงมีบริบทที่แปรเปลี่ยนไป แม้รากความหมายยังถือเป็น “การร่วมมือ” เหมือนกัน ทว่านัยยะสำคัญกลับเปลี่ยนไปใน “เชิงลบ”  

ยกตัวอย่าง การประมูลงานก่อสร้าง หากผู้รับเหมาแข่งกันเสนอราคาต่ำสุด ทุกคนจะได้กำไรน้อยลง พวกเขาจึง "ฮั้วกัน" ให้เจ้าหนึ่งได้งานราษฎร์ไป อีกเจ้าได้งานหลวงไป โดยหมุนเวียนกันจัดสรรประโยชน์ต่อกันไปเรื่อย ๆ

จากตัวอย่างนี้ “ฮั้ว” จึงแปรความหมาย จาก "การร่วมมือ" กลายเป็นการ "การรวมกันตกลงเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง"

จากแวดวงธุรกิจ สู่การฮั้วประมูลภาครัฐ   

จากการฮั้วกันในแวดวงธุรกิจ ลักษณะของการฮั้วกันยังแพร่ขยายไปในภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการประมูลงานของภาครัฐ เป็นที่มาของคำว่า ฮั้วประมูล คือการที่ผู้เข้าร่วมเสนอราคา “ร่วมกัน” ตกลงเงื่อนไขกันไว้ก่อน หรือกำหนดผลลัพธ์ของการประมูลงานกันไว้ก่อนแล้ว 

เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมการฮั้วเหล่านี้ ประเทศไทยจึงมีการออกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือเรียกกันติดปากว่า พ.ร.บ.ฮั้วประมูล เพื่อป้องกันและปราบปรามการสมรู้ร่วมคิดในการเสนอราคา ทำให้รัฐเสียประโยชน์ 

ทั้งนี้ ความผิดทางกฎหมาย ในมุมของภาคเอกชน หรือบริษัท ที่เป็นผู้เสนอราคา คือ

  • ความผิดฐานฮั้วกันเอง (นัดแนะกันฮั้วราคา) โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับเป็นจำนวน ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำผิดนั้น (หรือของมูลค่าสัญญา)
  • ความผิดฐานใช้อิทธิพล ข่มขู่ หรือให้รับสินบน โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด

ในมุมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนรู้เห็นในการฮั้วกัน แบ่งเป็น 2 กรณี 

  • กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเอื้อประโยชน์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท
  • กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจอนุมัติ หรือร่วมออกแบบ กำหนดสเปกแล้วทุจริตเอง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 400,000 บาท

เมื่อ “ฮั้ว” เดินทางสู่การเมือง

จากแวดวงธุรกิจ ตลอดจนภาครัฐ พฤติกรรมการฮั้วยังขยายมาสู่บริบททางการเมือง การฮั้วกันทางการเมือง คือ การที่พรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง "ร่วมมือกัน" เพื่อล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง ให้เป็นไปตามเป้าหมายของตน หรือร่วมมือกันจัดสรรผลประโยชน์ให้เข้าทางพรรคพวกตนเอง

ทั้งนี้ “การฮั้วการเมือง” ส่งผลเสียหายต่อสถาบันการเมือง คือ

  • เป็นการส่งเสริมการทุจริตเชิงโครงสร้าง 
  • เป็นการขัดขวางการแข่งขันอย่างเสรี
  • เป็นการกระทำที่ขัดต่อประโยชน์สาธารณะ 

อาจกล่าวได้ว่า การฮั้วทางการเมือง คือการร่วมกัน “ล็อกอำนาจและกฎเกณฑ์" เพื่อประโยชน์ของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มนั่นเอง

จาก “ฮั้ว” ในภาษาจีน สู่คำศัพท์ต่างประเทศที่แปรเปลี่ยนไปเมื่ออยู่ในสังคมไทย

ไม่ได้มีแค่คำว่า “ฮั้ว” ที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบท แต่ยังมีคำภาษาต่างประเทศอื่น ๆ อีก ที่แปรเปลี่ยนไปตามการรับรู้ของสังคมไทย เช่น

เจ๊ง - เป็นภาษาจีน ความหมายเดิมแปลว่า เงียบ หรือสงบ ทว่าในบริบทไทย ถูกนำมาใช้ในความหมายว่า ล้มละลาย, ขาดทุนจนต้องปิดกิจการ หรือเครื่องมือพังเสียหาย

อั๊งยี่ – เป็นภาษาจีน อั๊ง แปลว่า สีแดง ยี่ แปลว่า ตัวหนังสือ อั๊งยี่ แปลว่า ตัวหนังสือสีแดง แต่ในบริบทไทย หมายถึง สมาคม หรือองค์กรลับ ที่รวมตัวกันเพื่อกระทำความผิดทางกฎหมาย

ดรามา - ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทละคร หรือเรื่องราวสะเทือนอารมณ์ ทว่าในบริบทไทย คือการทะเลาะกันบนโลกออนไลน์ การทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ 

Fake - คำศัพท์อังกฤษ แปลว่า ของปลอม ทำเลียนแบบ ในบริบทไทย ใช้ต่อว่าคนที่มีบุคลิกเสแสร้ง ไม่จริงใจ 

Toxic – คำศัพท์อังกฤษ แปลว่า พิษ ในบริบทไทย ใช้นิยามคนหรือบรรยากาศที่สร้างความเครียด หรือมีนิสัยมีพิษต่อคนรอบข้าง

Nerd - ในภาษาอังกฤษ มีความหมายถึง คนที่คลั่งไคล้หรือเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง ส่วนในบริบทไทย มักใช้นิยามคนที่ดูเชย ๆ หรือคนที่มีบุคลิกเข้าสังคมได้ไม่ดีนัก

Mafia – เป็นภาษาอิตาลี รากคำเดิมมาจากคำว่า Mafiusu แปลว่า ความมีศักดิ์ศรี ความกล้าหาญ เมื่อนำมาใช้ในบริบทไทย กลายเป็นคำเรียกองค์กรอาชญากรรมมืด หรือผู้มีอิทธิพล

เหตุที่ “คำศัพท์” สามารถแปรเปลี่ยนไป

การที่คำศัพท์คำเดียวกัน แต่เมื่อไปอยู่ในต่างสถานที่ ต่างพื้นที่ หรือต่างภาษา กลับมีความหมายแตกต่างกันไป มีเหตุผลหลัก ๆ คือ

  • เพราะบริบททางวัฒนธรรมและสังคมที่ต่างกัน ทำให้คำ ๆ เดียวกัน เปลี่ยนนัยยะความหมายไปได้
  • การลื่นไหลและเปลี่ยนความหมายของคำ เมื่อคำศัพท์เดินทางข้ามประเทศผ่านผู้คน คำนั้นมักจะถูกหยิบไปใช้เฉพาะในบางสถานการณ์ จนความหมายเดิมถูกกัดกร่อนไป 
  • การยืมคำต่างประเทศ มาสร้างเป็นคำแสลงในภาษาตัวเอง โดยเฉพาะใช้ในการสร้างอารมณ์ความรู้สึก เช่น ดราม่า, ฟิน (ที่มาจากคำว่า Final)

ไม่ว่าจะถูกนำไปตีความในเชิงบวกหรือลบ สุดท้าย “ภาษา” เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และมีวิวัฒนาการ รวมทั้งสะท้อนวิถีของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฮั้วคำศัพท์สังคม
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ