คำพิพากษาศาลปกครองกลางวันที่ 25 กันยายน 2569 ควรเป็นสัญญาณที่ดังพอให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดถามเพียงว่า “ผมยังมีสิทธิสู้อีกหรือไม่?” แล้วเริ่มถามคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “การต่อสู้เพื่อรักษาสถานะของผม กำลังสร้างต้นทุนให้ กสทช.และประเทศมากเพียงใด?” เพราะวันนี้เรื่องนี้เดินมาไกลเกินกว่าจะเป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของคนคนหนึ่งแล้ว
ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้องคดีที่ นพ.สรณขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยเรื่องลักษณะต้องห้ามของเขา โดยศาลเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาสำคัญ ทั้งอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กระบวนการพิจารณา และสถานะการเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก่อนเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมาย
แน่นอน คุณหมอมีสิทธิอุทธรณ์ หากเชื่อว่าตัวเองถูกต้อง ก็ใช้สิทธิทุกช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ ต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนถึงศาลปกครองสูงสุด แต่สิทธิในการต่อสู้คดีไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการยืนยันนั่งเก้าอี้ประธาน กสทช. สองเรื่องนี้ควรแยกออกจากกันเสียที
กฎหมายให้ “สิทธิ” แต่สปิริตต้องมาจากตัวเอง
ผู้ดำรงตำแหน่งระดับประธานองค์กรอิสระไม่ควรวัดความเหมาะสมของการกระทำเพียงว่า “กฎหมายยังไม่ได้ห้ามผมใช่หรือไม่?” เพราะมาตรฐานของผู้ถืออำนาจสาธารณะควรสูงกว่านั้น ต้องมีทั้งความรับผิดชอบ จริยธรรม ความตระหนักต่อประโยชน์สาธารณะ และที่สำคัญคือสปิริตของผู้ดำรงตำแหน่ง กฎหมายอาจบอกได้ว่าใครมีสิทธิทำอะไร แต่กฎหมายเขียนบังคับไม่ได้ว่าเมื่อใดคนคนหนึ่งควรถอย เพื่อให้องค์กรเดินต่อ
สองเดือนที่ผ่านมา สังคมเห็นการประชุม กสทช.ล่มแล้วล่มอีก ถึงวันที่ 23 กันยายน การประชุมบอร์ดล่มติดต่อกันถึง 12 ครั้งเพราะองค์ประชุมไม่ครบ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานถึงวาระค้างพิจารณาจำนวนมาก ไม่ว่าจะโยนความรับผิดชอบให้ฝ่ายใด สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารระดับชาติทำงานระดับบอร์ดไม่ได้ตามปกติ
เก้าอี้ตัวเดียว ไม่ควรทำให้องค์กรทั้งองค์กรหยุดเดิน
ต้องย้ำเพื่อความเป็นธรรมว่า การประชุมล่มไม่ใช่ความรับผิดชอบของประธานเพียงคนเดียว กรรมการที่ไม่เข้าประชุมก็ต้องรับผิดชอบและอธิบายเหตุผลของตัวเองต่อสังคมเช่นกัน แต่คำว่า “ประธาน” มีความหมายมากกว่ากรรมการหนึ่งเสียง
ประธานคือคนที่ต้องรักษาการทำงานขององค์กร เมื่อการดำรงตำแหน่งของตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง จนการประชุมไม่สามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ ผู้เป็นประธานยิ่งต้องถามตัวเองว่า อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการรักษาเก้าอี้ กับการรักษาองค์กร?
นี่ไม่ใช่คำถามทางกฎหมาย แต่เป็นคำถามเรื่องจริยธรรมของการใช้อำนาจ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
กสทช.ไม่ใช่พื้นที่พิสูจน์ว่าใครแพ้ใครชนะ กสทช.มีภารกิจเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ โทรคมนาคม โทรทัศน์ วิทยุ การแข่งขันของผู้ประกอบการ สิทธิผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารของประเทศ ทุกครั้งที่การประชุมล่ม จึงไม่ได้มีเพียงกรรมการที่เดินกลับบ้าน มีเรื่องที่ควรได้รับการตัดสินใจต้องรอต่อไป มีผู้ประกอบการรอ มีประชาชนรอ และมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ไม่ได้หยุดรอความขัดแย้งของ กสทช. นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศกำลังจ่าย
พอได้แล้วคุณหมอ
คำนี้ไม่ได้หมายความว่าให้คุณหมอยอมรับว่าตัวเองผิด และไม่ได้หมายความว่าให้สละสิทธิอุทธรณ์ สู้คดีต่อไปได้เต็มที่ หากศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยกลับในอนาคต ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพผลของกระบวนการยุติธรรม แต่ระหว่างที่สู้คดี คุณหมอสามารถเลือกได้ว่า จะทำให้ข้อพิพาทของตัวเองแยกออกจากการทำงานขององค์กรหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ และนี่คือสิ่งที่เรียกว่าสปิริต
ตำแหน่งประธานองค์กรอิสระไม่ควรมีมาตรฐานเพียงว่า “ยังอยู่ได้ตามกฎหมายหรือไม่” แต่ต้องถามว่า “การอยู่ต่อของผม ยังเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือไม่?” เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในเนื้อหาคดีแล้ว เมื่อการประชุมล่มมาแล้วถึง 12 ครั้ง และเมื่อความขัดแย้งเรื่องประธานบดบังภารกิจหลักของ กสทช.มานานหลายเดือน ถึงเวลาที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กร ต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการยืนยันสิทธิของตัวเอง
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
อุทธรณ์คดีได้ ก็อุทธรณ์ไป พิสูจน์ความถูกต้องได้ ก็พิสูจน์ให้ถึงที่สุด แต่ควรเปิดทางให้ กสทช.กลับมาทำงาน เพราะเก้าอี้ประธาน กสทช.ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร และประเทศไม่ควรถูกบังคับให้รอจนกว่าคนคนหนึ่งจะต่อสู้คดีถึงที่สุด
บางครั้ง “สปิริต” ไม่ได้พิสูจน์ด้วยการสู้จนวินาทีสุดท้าย แต่พิสูจน์ด้วยการรู้ว่า เมื่อองค์กรกำลังเสียหายเพราะความขัดแย้งที่มีเราเป็นศูนย์กลาง — ถึงเวลาหรือยังที่จะพอ
และหลังคำพิพากษาวันที่ 25 กันยายน คำถามนี้ คุณหมอควรเป็นคนตอบเอง
หมายเหตุ: บทความแสดงความคิดเห็น โดยอ้างอิงสถานการณ์และคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ณ วันที่ 25 กันยายน 2569
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









