จากเด็กอ่อนเลข สู่เทพคำนวณ เปลือยใจ “ดร.สมาพร” ผู้ถ่ายภาพ Supernova SN 2025rbs


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Thai PBS Sci & Tech

Thai PBS
แชร์

จากเด็กอ่อนเลข สู่เทพคำนวณ เปลือยใจ “ดร.สมาพร” ผู้ถ่ายภาพ Supernova SN 2025rbs

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3705

จากเด็กอ่อนเลข สู่เทพคำนวณ เปลือยใจ “ดร.สมาพร” ผู้ถ่ายภาพ Supernova SN 2025rbs

“ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนเลขไม่รู้เรื่อง เรียนไปแล้วก็งง เราจะเอาไปทำอะไร แต่พอเรารู้ว่าตัวเองชอบดูดาว เราอยากเข้าใจว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์อย่างไร มันคือฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ทุกอย่างคือการคำนวณ หลังจากได้ความเข้าใจใหม่ กลายเป็นทำให้เรียนเลขได้ดีขึ้น เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่เรียนจะเอาไปใช้ทำอะไร”

เมื่อความสงสัยในการเคลื่อนที่ของดวงดาว สู่เส้นทางการถ่ายภาพปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวา นี่คือ ดร.แก้ว สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ที่ Thai PBS Sci & Tech ชวนมานั่งพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตจากเด็กค่ายดาราศาสตร์โอลิมปิก สู่นักดาราศาสตร์ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วยการบันทึกภาพของซูเปอร์โนวาใหม่ SN2025 rbs ภายในระยะเวลาเพียง 2.5 ชั่วโมงหลังการค้นพบครั้งแรก โดยโครงการ GOTO ซึ่งซูเปอร์โนวาดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกประมาณ 45.6 ล้านปีแสง ภายในกาแล็กซี NGC 7331 

รับชมคลิปสัมภาษณ์

“ฝนดาวตก” จุดประกายความหลงใหลในแสงดาว

ดร.สมาพร เกริ่นเรื่องราวในวัยเยาว์ว่า จุดเริ่มต้นมาจากความสนใจ ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ๆ รู้สึกว่าดาราศาสตร์มีความน่าสนใจและยังมีเรื่องที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับสาขานี้อีกมากมาย ยิ่งเมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับดาวเคราะห์ หรือยานอวกาศ ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น แต่ว่าด้วยความที่เป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นดาวเพราะท้องฟ้าในเมืองกรุงมีความสว่างมากจนยากจะสังเกตเห็น

เมื่อช่วงอายุ 10 ขวบ มีโอกาสได้ไปดูฝนดาวตกที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 6 ซึ่งวันนั้นที่จำได้แม่นเพราะตรงกับวันเกิดพอดี และเป็นช่วงเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ช่วงเดือน พ.ย.ด้วย

"มันเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก จำได้ว่าผมไปนอนรอในเต็นท์ พอช่วง 3-4 ทุ่ม เริ่มมีคนส่งเสียงจากข้างนอก ผมคลานออกมาจากเต็นท์เห็นดาวตกวิ่งผ่านท้องฟ้าหลายดวงมาก ๆ จากตอนนั้นเลยรู้สึกประทับใจกับท้องฟ้าเวลากลางคืนมาก ๆ" ดร.สมาพร เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

แม้ในตอนนั้น ดร.สมาพร ยังเด็กมาก แต่เขาก็สนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น ในช่วง ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย ได้ไปเข้าค่ายดาราศาสตร์โอลิมปิก กับสมาคมดาราศาสตร์ไทยที่กรุงเทพฯ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่ง "โอลิมปิกนานาชาติ" ที่อินโดนีเซีย จากนั้นได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาเอก ด้านดาราศาสตร์ หลังจากเรียนจบได้ทำงานวิจัยหลังจบปริญญาเอกที่สหรัฐฯ 2 ปี และกลับมาทำงานที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

การแข่งขัน International Olympiad on Astronomy and Astrophysics 2008 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

การแข่งขัน International Olympiad on Astronomy and Astrophysics 2008 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

การวิ่งตามความฝัน จากเด็กไม่ถนัดเลข สู่เทพแห่งการคำนวณ

ดร.สมาพร เล่าพรางอมยิ้มว่า ตอน ม.ต้น วิชาที่เรียนไม่เคยได้ดีคือ “คณิตศาสตร์” เรียกว่า เรียนเลขไม่รู้เรื่อง เรียนไปแล้วก็งงเราจะเอาไปทำอะไร (หัวเราะ) แต่พอมีโอกาสไปเข้าค่ายดาราศาสตร์โอลิมปิกจึงทำให้ได้รู้ว่าเรื่องที่สนใจ เราชอบดูดาวแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ จึงพยายามศึกษา หากิจกรรมที่เราชอบ เราสนใจเกี่ยวกับเอกภพ ท้องฟ้าเวลากลางคืน ทำให้เราค้นพบตัวเองว่า เราอยากที่จะเข้าใจการเคลื่อนที่ของดาวบนท้องฟ้า

“การที่เราอยากจะเข้าใจว่าดาวเคราะห์โคจรรอบดาวฤกษ์อย่างไร โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์อย่างไร ดวงจันทร์โคจรรอบโลกอย่างไร มันคือฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์หมดเลย "ทุกอย่างคือการคำนวณ" เรามีสมการต่างๆ ที่สามารถเอามาใช้บอกได้ว่าจันทรุปราคาครั้งถัดไปเกิดขึ้นเมื่อไร สุริยุปราคาครั้งที่แล้วที่เกิดในประเทศไทยเกิดเมื่อไร เราสามารถคำนวณได้หมดเลย ซึ่งมันก็เป็นคณิตศาสตร์ทั้งนั้น พอหลังจากได้ความเข้าใจใหม่ กลายเป็นทำให้เรียนเลขได้ดีขึ้น เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่เรียนจะเอาไปใช้ทำอะไร”

สิ่งที่ ดร.สมาพร ได้จุดประกายความคิด คือ การตามฝันหรือการที่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ จะช่วยให้ทำอย่างอื่นที่คิดว่าเป็นอุปสรรคระหว่างทางได้ดีขึ้น ยิ่งหากตั้งใจหัดเรียนสกิลนี้ ทั้งที่ตัวเองไม่เก่งมาก แต่ถ้าได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้ จะช่วยให้เรา "สู้" กับมันได้เยอะขึ้น

ภาพช่วงเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา

ภาพช่วงเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา

วิชา “ดาราศาสตร์” ไม่ใช่แค่การดูดาว

วิชาดาราศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเหมือนกับทั่วโลก ไม่ใช่แค่ที่ไทย แม้แต่สหรัฐฯ เองก็คิดเช่นนี้

ดร.สมาพร เล่าให้ฟังว่า คนอื่นมักจะคิดว่า การดูดาวมันต้องเรียนอะไรเยอะขนาดนั้นเลยหรือ แต่การวิจัยดาราศาสตร์ในปัจจุบันมีคำถามอีกมากมายว่าเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร มีวิวัฒนาการอย่างไร ดาวดวงแรกเกิดขึ้นเมื่อไร สสารหรือธาตุ ฝุ่นต่าง ๆ ที่มาจากรอบ ๆ ตัวเราเกิดมาจากไหน เพราะว่าตอนเอกภพเกิดขึ้น มีแต่ไฮโดรเจนกับฮีเลียม แม้แต่ตัวของมนุษย์เองที่มีคาร์บอน มีแคลเซียมอยู่ในกระดูก มีเหล็กอยู่ในเลือด สิ่งเหล่านี้มันมาจากไหน

“ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรามาจากการวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ เพราะฉะนั้น การศึกษาดาราศาสตร์ เป็นการหาต้นตอ ต้นกำเนิดว่าสรรพสิ่งที่เห็นอยู่รอบ ๆ ตัวเรา มันมาจากไหน”

ดร.สมาพร อธิบายงานวิจัยของตนเองว่า เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับดาราศาสตร์สังเกตการณ์ โดยใช้อุปกรณ์ คือ กล้องโทรทรรศน์ที่สามารถเก็บรายละเอียดของวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้เราเอามาวิเคราะห์ได้ว่ามันมีธาตุองค์ประกอบอะไรบ้าง แก๊สที่เราเห็นมันเคลื่อนด้วยความเร็วเท่าไร วัตถุที่เราเห็นมันอยู่ไกลออกไปเท่าไร

“ผมสนใจวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมาก ธาตุต่าง ๆ ในเอกภพส่วนใหญ่มาจากดาวฤกษ์มวลมาก เมื่อดาวฤกษ์มวลมากวิวัฒนาการไปจนสิ้นชีวิตมันแล้ว มันไม่ได้ตายเงียบๆ แต่ดาวฤกษ์มวลมากพอตายแล้วมันระเบิด พอระเบิดธาตุต่าง ๆ ที่มันสังเคราะห์มาตลอดชีวิตมันก็กระจายออกมาในอวกาศ และก็สามารถเกิดขึ้นเป็นดาวฤกษ์รุ่นต่อ ๆ ไป เกิดขึ้นเป็นดาวเคราะห์เหมือนโลกได้”

ภาพอุปกรณ์สำหรับสังเกตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่แคลิฟอร์เนีย_WIRC+Pol

ภาพอุปกรณ์สำหรับสังเกตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่แคลิฟอร์เนีย_WIRC+Pol

รู้จัก Supernova SN 2025rbs

สำหรับซูเปอร์โนวา SN 2025rbs เป็นซูเปอร์โนวาที่เพิ่งได้รับการจำแนกว่าเป็นประเภท Ia (อ่านว่า วัน-เอ) ซูเปอร์โนวาประเภทนี้ เกิดจากการระเบิดของดาวแคระขาวในระบบดาวคู่ และมีความสำคัญอย่างมากในทางดาราศาสตร์ เพราะสามารถใช้เป็น "เทียนมาตรฐาน" (Standard Candle) ในการวัดระยะทางไปยังกาแล็กซีต่าง ๆ และเป็นเครื่องมือหลักในการศึกษาการขยายตัวของเอกภพ จากการศึกษาระยะทางไปยังกาแล็กซีห่างไกลผ่านทางซูเปอร์โนวานี้เอง ทำให้ได้ค้นพบว่าเอกภพมีการขยายตัวแบบมีความเร่ง นำไปสู่การค้นพบสำคัญทางดาราศาสตร์ที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า “พลังงานมืด” (Dark Energy)

Supernova : รู้ได้อย่างไร เมื่อไรดาวจะระเบิด ?

ดร.สมาพร ตอบคำถามนี้ ว่า เราจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์มุมกว้าง ถ่ายท้องฟ้าทั้งท้องฟ้าทุกคืน เพื่อมาดูว่ามีจุดแสงอะไรโผล่ขึ้นมาบ้างไหม พอเกิดจุดแสงขึ้น ก็ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "สเปกโตรกราฟ" ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นและช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ เพื่อเก็บข้อมูลของจุดแสงเหล่านี้เพื่อจำแนกความสว่างที่แต่ละความยาวคลื่น จากตรงนี้สามารถบอกได้ว่าดาวดวงนี้ระเบิดจริง ๆ และบอกได้ว่าดาวดวงที่ระเบิดมีองค์ประกอบอย่างไร ระเบิดด้วยความเร็วเท่าไร คุณสมบัติของมันเป็นอย่างไร

นอกจากความรู้เรื่องการกำเนิดของสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัวแล้วยังมีอย่างอื่นอีกไหมที่เราเอาความรู้พวกนี้มาใช้บนโลกได้ ?

นักวิจัยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บอกว่า มีหลายอย่าง ดาราศาสตร์อาจดูเหมือนไกลตัว ไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ว่าสุดท้าย วัตถุท้องฟ้าอยู่ไกลมาก ๆ ที่สังเกตการณ์ได้ยากมาก ๆ คือส่วนหนึ่งในการผลักดันพัฒนาเทคโนโลยี เพราะถ้าเราอยากศึกษาดาวที่ไกลขึ้น ค้นพบกาแล็กซีที่ไกลก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยี ยกตัวอย่างการถ่ายภาพดิจิทัล ซึ่งกล้องดิจิทัลเกิดมาเพื่อถ่ายภาพดาราศาสตร์

Supernova : เทคนิคการถ่ายภาพ

นักดาราศาสตร์ผู้ถ่ายภาพซูเปอร์โนวา “SN 2025rbs” เล่าถึงกลวิธีการถ่ายภาพ ว่า เวลาเราถ่ายรูปท้องฟ้าเพื่อสังเกตหาวัตถุใหม่ ๆ มันมีสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงหลายอย่าง หลัก ๆ คือ 3 อย่าง โดยมีองค์ประกอบคือ "เวลา ขนาดกล้อง คุณสมบัติของกล้อง" มีจำกัด เพราะฉะนั้นต้องเลือกว่า

1. เราจะดูพื้นที่ท้องฟ้ากว้างขนาดไหน จะดูเฉพาะเจาะจงเป็นจุด ๆ หรือถ่ายทั้งท้องฟ้า

2. ถ่ายนานแค่ไหน ถ้าถ่ายสั้น ๆ เราจะมีเวลาไปที่อื่นมากขึ้น แต่ถ้าถ่ายยาวก็จะเจอวัตถุจางมากขึ้น

3. เราอยากกลับมาที่เดิมบ่อยแค่ไหน เพราะว่าซูเปอร์โนวามันระเบิดปุ๊บ จากที่ระเบิดไปจนถึงสว่างที่สุด จะใช้เวลาไม่กี่วันไปจนถึง 1 สัปดาห์ พอมันสว่างที่สุดจนจางหายไป จะใช้เวลาหลักเดือน

“ในสมัยแรกที่ถ่ายนั้น เราจะมีเวลาค่อย ๆ ถ่ายก็ได้ แต่ตอนนี้เรามีคำถามวิจัยแนวหน้าในสาขาซูเปอร์โนวา คือ เราอยากรู้ว่าใน 1 ชม. หรือ 1 วันแรก หลังการระเบิดของซูเปอร์โนวา มันเกิดอะไรขึ้น เพราะตอนนั้นจุดดาวฤกษ์ที่มันระเบิดมันค่อนข้างคงตัว ดูหน้าตายังเป็นดาวฤกษ์อยู่ แต่พอ 3-5 วันมันเละหมดแล้ว เพราะมันระเบิดไปแล้ว

ฉะนั้นคำถามตอนนี้เราสนใจว่าชั้นผิวดาวตอนที่มันระเบิดมันมีคุณสมบัติอย่างไร สสารรอบ ๆ ดาวตอนที่มันระเบิดมันมีคุณสมบัติอย่างไร เพราะมันจะบอกเราได้ว่าการวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ช่วงสุดท้ายของชีวิตพวกมันเป็นอย่างไร โจทย์วิจัยตอนนี้คือเราอยากหาดาวฤกษ์หลังจากที่มันระเบิดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”

ดร.สมาพร อธิบายกลยุทธ์ในงานวิจัยของตัวเองว่า ไม่ได้สนใจทั้งท้องฟ้า แต่มุ่งเป้าไปกาแล็กซีที่อยู่ใกล้โลก ซึ่งรู้จักกาแล็กซีพวกนี้ดีอยู่แล้ว มีแค็ตตาล็อก มีบัญชีว่ามันอยู่ตรงไหนบ้างบนท้องฟ้า และด้วยการที่มีกล้องโทรทรรศน์ทั้งซีกฟ้าเหนือ ซีกฟ้าใต้ จึงสามารถส่องได้ทั้งหมด

“ผมส่องไปที่กาแล็กซีเหล่านี้กาแล็กซีละ 1 นาที วนไปเรื่อย ๆ ทุกคืนผมก็จะมีรูปใหม่ของกาแล็กซีพวกนี้ที่เปิดหน้ากล้อง 1 นาที พอได้รูปมาก็เอารูปคืนนี้ไปเทียบกับคืนที่แล้ว เพื่อดูว่ามันมีอะไรโผล่ขึ้นมาใหม่หรือเปล่า ซึ่งกระบวนการพวกนี้เป็นการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์หมด เราเอารูปมาลบกันแล้วถ้าเกิดมันมีจุดแสงใหม่ขึ้นมามันก็จะเห็นชัดเจน”

ดร.สมาพร กล่าวว่า การเจอซูเปอร์โนวาใหม่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นขนาดนั้น เพราะว่าปัจจุบันนี้นักดาราศาสตร์เจอซูเปอร์โนวาใหม่ปีละประมาณหมื่นดวง มันเยอะมาก ๆ จนเราไม่รู้จะทำอะไร แต่ว่าเราอยากเจอหลังจากระเบิดเร็ว ๆ ซึ่งซูเปอร์โนวาที่เราเจอเร็ว ๆ ในปีปีหนึ่ง ก็ยังมีการเจอไม่เยอะ

“โครงการวิจัยนี้เพิ่งเริ่มมาเมื่อปีที่แล้วเอง หลังจากที่เริ่มมาเราเจอซูเปอร์โนวาแล้ว 1 ดวง (หัวเราะ) ซึ่งเจอหลังจากที่มันระเบิดแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ว่าบังเอิญว่าเป็นซูเปอร์โนวาที่ผมไม่ได้ทำการวิจัย แต่ก็มีกลุ่มอื่นกำลังเอาข้อมูลไปใช้อยู่ครับ”

“การศึกษาซูเปอร์โนวา เรารู้ว่ามันมีธาตุที่หนักกว่าไฮโดรเจนกับฮีเลียม มันเกิดขึ้นได้อย่างไร การสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์พวกนี้ เพื่อการตอบคำถามดั้งเดิมที่เรามีมาตลอด คือ เอกภพมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันทำงานอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรามันมาจากไหน”

ดร.สมาพร ติญญนนท์

ดร.สมาพร ติญญนนท์

ถามถึงสิ่งที่คาดหวังในการทำงาน ดร.แก้ว มีเป้าหมายอนาคตกับงานด้านดาราศาสตร์อย่างไร ?

ดร.สมาพร นิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนมองมาที่ผู้ถาม และตอบว่า ปัจจุบันการสังเกตการณ์ต่าง ๆ ยังมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ของต่างประเทศ หรืออุปกรณ์ที่ซื้อมาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในไทย เรามีกล้องโทรทรรศน์ขนาด 2.4 เมตร ที่ดอยอินทนนท์ มีอุปกรณ์ดาราศาสตร์บนกล้องหลายชิ้น ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ผลิตจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเป้าหมายถัดไปก็คือเริ่มทำอุปกรณ์เอง เริ่มจากชิ้นส่วนที่ซื้อมาแล้วประกอบเองในประเทศ

ทาง NARIT มีเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ขนาด 2.4 เมตร อยู่ทั่วโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ ชิลี และออสเตรเลีย แต่ว่าเป็นการจัดซื้อจากต่างประเทศมาทั้งหมดเลย ปัจจุบันมีโครงการผลิตกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตรมาใช้เอง ซึ่งตัวแรกจะติดตั้งในประเทศ โดยจะนำไปใช้ที่หอดูดาวพิษณุโลก

หากนักวิจัยไทยได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ในอนาคตก็จะมีโครงการผลิตกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร เพื่อนำไปใช้แทนกล้องที่ซื้อจากต่างประเทศต่อไป ซึ่งนอกจากนี้ยังช่วยสร้างประสบการณ์และศักยภาพของวิศวกรไทยไปอีกขั้น

และนี่คือแรงบันดาลใจของการเดินทางเพื่อค้นหาปริศนาแห่งจักรวาลกับ ดร.สมาพร ติญญนนท์

ดร.สมาพร ติญญนนท์

ดร.สมาพร ติญญนนท์

***ล้อมกรอบ***

ดร.สมาพร ติญญนนท์ หรือ ดร.แก้ว
นักวิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

การศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิก (IOAA) ได้รับทุนรัฐบาล (ทุน พสวท.)

ระดับปริญญาตรี ด้านฟิสิกส์ (Physics) ที่ Harvey Mudd College สหรัฐอเมริกา

ระดับปริญญาโทและเอก ด้านดาราศาสตร์ (Astronomy) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) หรือ Caltech

รางวัลที่ได้รับ
รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2568

Story : Thai PBS Sci & Tech
Video Creator : รัตนพล ทิพย์มะณี

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci & Tech Thai PBS Sci And Tech SpaceSupernovaซูเปอร์โนวาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
Thai PBS Sci & Tech

ผู้เขียน: Thai PBS Sci & Tech

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความ NOW แนะนำ