เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม : บทเรียนการปรับตัวเพื่อสุขภาวะ ในยุคที่ทุกอย่างเร็วกว่าใจ


Insight

พิชญา ใจสุยะ

แชร์

เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม : บทเรียนการปรับตัวเพื่อสุขภาวะ ในยุคที่ทุกอย่างเร็วกว่าใจ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3792

เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม : บทเรียนการปรับตัวเพื่อสุขภาวะ ในยุคที่ทุกอย่างเร็วกว่าใจ

บนพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางกิโลเมตรของ "ซาลาร์ เด อูยูนี" (Salar de Uyuni) ประเทศโบลิเวีย ทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ปรากฏภาพที่ดูราวกับหลุดมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น สีขาวบริสุทธิ์ของเกลือตัดกับสีฟ้าครามของท้องฟ้าอย่างไร้รอยต่อจนดูไม่เหมือนบนโลก ความอัศจรรย์นี้เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า ธรรมชาติยิ่งใหญ่และพร้อมจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่คาดเดาไม่ได้เสมอ

ในวันที่โลกใบเดิมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ความเร็วและความไม่แน่นอน กลายเป็น "ความปกติ" ที่ถาโถมเข้าใส่จนเราเริ่มตั้งตัวไม่ติด

บทความนี้จึงขอสรุปบทเรียนจาก นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "สุขภาวะของมนุษย์ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม" งานประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 Building Sustainable Wellness Under Climate Change "สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร

เพื่อชวนทุกคนมาสำรวจว่า ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าใจ เราจะรักษา "สุขภาวะ" (Well-being) และจิตวิญญาณของเราไว้ได้อย่างไร

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับคำว่า “สุขภาวะ" ก่อน สุขภาวะ คือ ภาวะที่มีความสุขทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างสมดุล สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขในทุก ๆ ด้านอย่าง “สมดุล” กัน

 

การปรับตัวคืออาวุธเดียวของการอยู่รอด (The Art of Adaptation)

ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยฝากบทเรียนอมตะไว้ในทฤษฎีวิวัฒนาการว่า "ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด" ในโลกยุคใหม่ การปรับตัวอาจเริ่มจากเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ

เช่น กรณีที่ Thai PBS รณรงค์ให้ผู้ประกาศข่าวเลิกใส่สูทและปรับอุณหภูมิอาคารเพิ่มขึ้นเพื่อประหยัดพลังงาน เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เช่น BBC, Reuters หรือ South China Morning Post สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การประหยัดไฟ แต่เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ อย่างการกล้าถอดสูท จึงเป็นการสะท้อนว่าการปรับตัวที่แท้จริงเริ่มต้นจากการกล้าทำลายกรอบเดิม ๆ เพื่อสอดรับกับความจริงของโลกและภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

"การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็สร้างแรงกระเพื่อมระดับโลกได้ ดังนั้นสุขภาวะจะเกิดขึ้นได้ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ การปรับตัว" นายวันชัย กล่าว

 

ความจริงที่ถูกมองข้าม กรุงเทพฯ และวันที่น้ำจะท่วมถึงเข่า

นายวันชัย ชี้ว่า มนุษย์กำลังนับถอยหลังสู่ภาวะที่ธรรมชาติอาจไม่สามารถเยียวยาตัวเองได้อีกต่อไป ข้อมูลจากสถาบัน Climate Central ชี้ว่าภายในปี ค.ศ. 2050 แผ่นดินริมทะเลที่ประชากรกว่า 150 ล้านคน อาศัยอยู่ จะจมอยู่ใต้น้ำ สำหรับไทย คาดว่าประชากรบริเวณอ่าวไทยกว่า 6 ล้านคน จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียขยับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการผ่านกฎหมายย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตา ไปยัง "นูซันตารา" เพื่อรับมือกับวิกฤตจมน้ำ แต่สังคมไทยกลับยังคงอยู่ในความนิ่งเฉย รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนราวกับจงใจมองข้ามสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ การมีสุขภาวะในยุคนี้จึงเริ่มจากการ "ยอมรับความจริง" และเลิกหลอกตัวเองว่าเรายังมีเวลาเหลือเฟือ

 

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ที่ไม่มีในแผนยุทธศาสตร์ชาติ

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่าเราได้ก้าวข้าม "Planetary Boundary" หรือขีดจำกัดของโลกมาแล้ว ใน 3 ด้านสำคัญ ที่ไม่สามารถกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก (Point of No Return) คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ, การปนเปื้อนของสารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จากเดิมที่ปกติระบบนิเวศของโลก หากเกิดปัญหาขึ้น ธรรมชาติจะสามารถเยียวยาตัวเองได้

โลกกำลังเผชิญการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ครั้งที่ 6 ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์โดยเฉพาะ ภายใน 50 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตถึง 70% อาจหายไปจากโลก และความตายของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ย่อมส่งผลกระทบกับมนุษย์เสมอ ทุกครั้งที่เรากินแฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น อาจแลกมาด้วยการเผาป่าแอมะซอนเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือการลดลงของ "ผึ้ง" ก็อาจทำให้พืชผักทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น เพราะกว่า 70% ของพืชที่เรากินมาจากการผสมพันธุ์ของพวกมัน เมื่อรั้วธรรมชาติถูกทำลายลงทีละชั้น สุขภาวะของเราย่อมพังทลายตามไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

กับดักโลกออนไลน์ และการสูญเสียตัวตน

ความเร็วของข้อมูลข่าวสาร (Speed of Time) ในยุค Real-time ไม่ได้เพียงแต่เปลี่ยนวิธีที่เราสื่อสาร แต่กำลังกัดเซาะตัวตนของเรา อดีตเคยส่งจดหมายที่อาจใช้เวลาเดินทาง 2 อาทิตย์ เพื่อให้เราได้มีเวลา "รอคอย" และ "ไตร่ตรอง" แต่ปัจจุบันเมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น เราจะรู้สึกตัวเองช้ากว่า ไม่เก่งพอ ไม่สำเร็จพอ ทำให้เรายิ่งเปรียบเทียบตัวเองกับยอดไลก์และภาพลักษณ์บนหน้าจอมากขึ้นตามไปด้วย นำไปสู่การสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมหาศาล (Loneliness in the Crowd) ซึ่งเป็นความเสื่อมถอยของสุขภาวะทางจิตที่รุนแรงที่สุดในยุคนี้

ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว และมีอินเทอร์เน็ตติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย แต่มนุษย์นั้น “คุยกันมาก แต่สัมพันธ์กันน้อย มีคนรอบตัวเยอะ แต่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ” นายวันชัย กล่าว

รวมไปถึงการถูกขังอยู่ใน Echo Chamber ที่อัลกอริทึมคอยป้อนเฉพาะสิ่งที่อยากเห็น จนเรามองไม่เห็นความจริงที่ต่างออกไป และการมองโลกเพียงมุมเดียว อาจทำให้ง่ายต่อการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม (Fake News) เช่น ภาพจากข่าวสงคราม ก็ยังสามารถถูกสื่อแต่ละฝั่งนำไปตัดต่อเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ หรือมิจฉาชีพ (Scammer) ที่พัฒนากลวิธีหาเงินอยู่ตลอดเวลา รวมถึงมีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าเจ้าหน้าที่รัฐ

ไปจนถึงการที่ AI เริ่มเข้ามาแทนที่แรงงาน จนบริษัทใหญ่มีนโยบายหยุดรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ หรือหากจะรับคนใหม่ ต้องมั่นใจว่างานนี้ใช้ AI ทำแทนไม่ได้ ดังนั้น “การเปลี่ยนวิธีคิดและการปรับตัว คือ หัวใจสำคัญของสุขภาวะในปัจจุบัน"

 

พลังของการตั้งคำถามและการเป็น "นักสังเกต"

นายวันชัย ชี้ว่า “คำถามที่ดี มีค่ามากกว่าคำตอบที่ได้รับ” เพราะหากเราตั้งคำถามที่ดี จะช่วยให้เรามองเห็นอนาคตที่ดีได้

ดังนั้นการมีสุขภาวะที่ดีในโลกที่วุ่นวาย เริ่มต้นจากการเป็นคนช่างสงสัย เหมือนโจ นางาอิ เด็กชายญี่ปุ่นชั้นประถม ที่สงสัยว่า "ผีเสื้อจะจำอดีตตอนเป็นหนอนได้ไหม" เขาลงมือทดลองโดยการนำสารเคมีบางอย่าง ที่มีกลิ่นที่หนอนรู้สึกกลัว และไม่ชอบกลิ่นนี้ มาให้หนอนที่กลายเป็นผีเสื้อ ให้ผีเสื้อตัวนี้ดม ปรากฏว่าผีเสื้อตัวนี้ก็ไม่ชอบกลิ่นนี้ จนพบว่า แม้จะผ่านการเปลี่ยนสัณฐาน (Metamorphosis) แต่ความทรงจำและความกลัวในอดีตก็ยังคงหลงเหลืออยู่

รวมถึงการฝึกเป็น "นักสังเกต" เช่น การเดินป่าช้า ๆ สังเกตว่าใบไม้ร่วงในหน้าแล้ง เพื่อลดการใช้พลังงาน หรือการพลิกหินมองหาแมลงน้ำ ช่วยให้เรากลับไปเชื่อมต่อกับกฎธรรมชาติ การมองเห็นมุมมองใหม่ ๆ ในชีวิตไม่จำเป็นต้องไปที่ไหนไกล เพียงแค่หยุดนิ่งพอที่จะได้ยินเสียงของตัวเองท่ามกลางความเงียบ เพราะในความเงียบนั้นมีความสงบ แต่ไม่มีความเหงาซ่อนอยู่

 

ปรัชญาดอกไม้และความรับผิดชอบต่อชีวิต

คุณภาพของสังคมวัดได้จากวิธีคิด (Mindset) เรื่องส่วนรวม ในญี่ปุ่น ขยะคือ "ความรับผิดชอบส่วนบุคคล" ที่ต้องจัดการเอง แต่ในไทย เรามักมองว่าเป็น "ความรับผิดชอบของรัฐ" การปรับวิธีคิดให้เห็นว่าเราคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ คือ รากฐานของสุขภาวะที่สมบูรณ์

สุดท้าย ปรัชญาจีนเรื่อง "เงิน 2 บาท" ได้ให้บทเรียนที่กินใจว่า "หากมีเงิน 2 บาท บาทแรกจงซื้อข้าวเพื่อประทังชีวิต แต่บาทที่สองจงซื้อดอกไม้" เพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อให้อิ่มท้อง แต่ดอกไม้ หรือความงามและคุณค่า คือเหตุผลที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ (The meaning of life)

 

ออกแบบความปกติใหม่ (Designing Your Own Well-being)

สุขภาวะในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมไม่ใช่การพยายามวิ่งกลับไปหา "ความปกติเดิม" แต่คือการสร้าง "ความปกติใหม่" ที่เราอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความหวัง และไม่สูญเสียตัวตนไปกับกระแสโลก เพื่อความสมดุลของจิตใจ

"สุขภาวะไม่ใช่แค่การไม่เจ็บป่วย แต่คือความสามารถในการรับมือกับโลกที่ไม่เหมือนเดิม สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่คนไม่เครียดเลย แต่คือสังคมที่คนไม่ต้องเผชิญความเครียดเพียงลำพัง" นายวันชัย กล่าว

หัวใจสำคัญของการอยู่รอดคือคติ "Don't expect, but hope" (อย่าคาดหวัง แต่จงมีความหวัง) เพราะความคาดหวังคือภาระ แต่ความหวังคือพลังที่ขับเคลื่อนให้เราก้าวต่อไป ในโลกใบเดิมที่หมุนไม่เหมือนเดิม

ในวันที่ทุกอย่างเร็วจนคุณแทบหายใจไม่ทัน ลองหยุดนิ่งแล้วถามตัวเองดูว่า "วันนี้คุณได้ซื้อดอกไม้ให้ชีวิตตัวเองหรือยัง ?"

 

🎬 รับชมคลิปเต็มที่

📄 อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม
ผอ. ไทยพีบีเอส ปลุกสติรับมือยุคโลกเดือด แนะ "ปรับตัว-ตั้งคำถาม" กุญแจพ้นวิกฤต
ถอดสูทหน้าจอ สื่อต่างชาติชื่นชมไทยพีบีเอส ตัวอย่างการรับมือวิกฤตพลังงานที่ลงมือทำได้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุขภาวะภาวะโลกร้อนปัญหาโลกร้อน
พิชญา ใจสุยะ

ผู้เขียน: พิชญา ใจสุยะ

อยากเกิดเป็นก้อนหิน

บทความ NOW แนะนำ