ผ่านมา 1 ปี คนไทยมีความสงสัยอะไรบ้างเกี่ยวกับ “แผ่นดินไหวกรุงเทพ” ?
ทำไมถึงเกิด ?
จะเกิดขึ้นอีกไหม ?
โลกวิบัติไปแล้วหรือไม่ ?
แล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?
ทั้งหลายทั้งปวงต่อความสงสัยเหล่านี้ เดินทางมาครบรอบ 1 ปีพอดิบพอดี Thai PBS ชวนร่วมถอดบทเรียน ตลอดจนค้นหาคำตอบของคำถามคาใจมากมายนี้ เพื่อฉายให้เห็น “อนาคต” ที่เราจะอยู่ร่วมกันกับ “แผ่นดินไหว” ต่อไปอย่างไร…
28 มีนาคม 2568 ย้อนรอยแผ่นดินไหวกรุงเทพ ธรณีพิบัติใหญ่ในรอบหลายสิบปี
Thai PBS เชิญ ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์แห่งภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย และเจ้าของเพจ มิตรเอิร์ธ-mitrearth มาร่วมย้อนเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 1 ปีก่อน โดยอาจารย์สันติ อธิบายว่า แผ่นดินไหวในวันนั้น สาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนที่ชื่อว่า “รอยเลื่อนสะกาย”
“รอยเลื่อนสะกายเป็นรอยเลื่อนที่มีขนาดใหญ่มาก ถ้าวัดเป็นสเกล ถือว่าเป็นรอยเลื่อนระดับแนวหน้าของโลกเลยทีเดียว”

อ.สันติ ขยายความต่อมาว่า รอยเลื่อนสะกายมีความยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร โดยเป็นรอยเลื่อนที่ผ่ากลางประเทศพม่า ลากยาวลงไปถึงอ่าวเมาะตะมะใต้ท้องทะเล แต่โดยธรรมชาติของรอยเลื่อนนี้ ไม่ได้ “ขยับตัว” อยู่บ่อย ๆ
รอยเลื่อนแต่ละตัว เขาจะมีนิสัยไม่เหมือนกัน บางรอยเลื่อน จะขยับตัวบ่อย แต่ความรุนแรงไม่มาก ยกตัวอย่าง รอยเลื่อนแถบภาคเหนือของประเทศไทย เช่น รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนลำปาง หรือรอยเลื่อนแพร่ เหล่านี้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กขึ้นได้บ่อย
“แต่สำหรับรอยเลื่อนสะกาย เขามีนิสัยเงียบ ๆ กล่าวคือ นาน ๆ จะเกิดการเลื่อนขึ้นสักที ตามบันทึกทางธรณีวิทยา พบว่า ในอดีตรอยเลื่อนสะกายเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 - 7 ริกเตอร์มาแล้ว แต่อย่างที่บอก นาน ๆ เขาจะเกิดขึ้นสักที ซึ่งครั้งล่าสุดนี้ (28 มี.ค. 68) ถือเป็นครั้งที่ใหญ่มาก ๆ อาจจะเรียกได้ว่า ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดกับรอยเลื่อนสะกายมาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น มันจึงไม่แปลกที่แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้จะสูงมาก แม้จะมีต้นทางที่พม่า แต่แรงสั่นสะเทือนส่งมาถึง กทม. เลยทีเดียว”

ผ่านมาแล้ว 1 ปี แต่ยังมีคำถามที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะกับความสงสัยที่ว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีกไหม ซึ่ง อ.สันติ อธิบายว่า ปกติเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น จะมีการอุบัติซ้ำตามมา แต่ระยะเวลาของการเกิด จะแตกต่างกันไปตามขนาดของแผ่นดินไหว
“ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษาว่า รอยเลื่อนบางตัว หากมีนิสัยนิ่ง ๆ การเกิดแผ่นดินไหวจะมาทุก ๆ 70 ปี แต่สำหรับรอยเลื่อนสะกาย จากการบันทึกของนักธรณีวิทยา ระบุว่า เคยมาทุก ๆ 50 ปี แต่บางครั้งอาจห่างไปเป็น 100 ปี”
“ตามธรรมชาติของโลก หากเป็นภัยพิบัติครั้งเล็ก ๆ มักจะเกิดขึ้นได้บ่อย เช่น แผ่นดินไหวขนาด 4 (ริกเตอร์) อาจจะเกิดทุก ๆ ปี หรือแผ่นดินไหวขนาด 5 (ริกเตอร์) ก็อาจจะเกิดทุก ๆ 5-6 ปี ส่วนแผ่นดินไหวขนาด 6 (ริกเตอร์) สัก 60 ปีถึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง หรือขนาด 7-8 (ริกเตอร์) ขึ้นไป อาจจะเกิด 50 ปี หรือ 100 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามแพทเทิร์นนี้”
28 มีนาคม 2568 แผ่นดินไหวกรุงเทพ อาคารส่วนใหญ่…สอบผ่าน
แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความรู้สึกตกใจ แต่หากพิจารณาในแง่ความปลอดภัย อ.สันติบอกว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ อาคารในกรุงเทพ ถือว่าสอบผ่านแทบทั้งหมด
“ผมทำงานด้านการประเมินระดับอันตรายแผ่นดินไหวมาตั้งแต่สมัยเรียน ป.โท หรือเมื่อสักราว ๆ 10-20 ปีก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีสิ่งที่คาใจผมมาตลอด นั่นคือ ถ้าแผ่นดินไหวมาหนักจริง ๆ อาคารในกรุงเทพจะรับไหวไหม"
แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวกรุงเทพเมื่อปีก่อน ขนาด 7.7 (ริกเตอร์) ผลปรากฏว่า ตึก สตง.ร่วงไปเบอร์เดียว นอกนั้นไม่ร่วงเลย ผมจึงอยากบอกว่า วิศวกรไทย สอบผ่าน

“เราผ่านบททดสอบขนาด 7.7 ได้ ซึ่งเราไม่ใช่ขี้ไก่เลย โอเค วันนั้นเรามีผู้เสียชีวิตก็จริง จากตึก สตง. แต่ในคราวเดียวกัน ก็มีคนที่รอดชีวิตอีกเป็นล้าน ๆ คนใน กทม. ถูกไหม ซึ่งไม่ใช่เพราะความเก่ง แต่รอดเพราะตึกไม่ถล่ม”
“หากเป็นคีย์เวิร์ดในแง่วิศวกรรม เราถือว่าเราไม่แพ้ เพราะถ้าตึกร่วง ก็คือแพ้ แต่ถ้าไม่ร่วง ก็ถือว่าไม่แพ้ นั่นหมายความว่า ถ้าครั้งหน้ามาอีก ในระดับเดียวกัน เราก็จะไม่เป็นอะไร”
แม้จะสอบผ่านในมิติวิศวกรรม แต่ อ.สันติ บอกว่า มีเรื่องที่คนไทยสอบไม่ผ่านเช่นกัน นั่นคือ เรื่องวิธีคิดและสภาพจิตใจ
“วันนั้นในเชิงกายภาพ เราสอบผ่าน เพราะตึกเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ตึก มีแค่ สตง. เท่านั้นที่พ่ายแพ้ แต่สิ่งที่เราสอบไม่ผ่าน คือ mentality หรือวิธีคิด ถ้าวันนั้นมีบทลงโทษเรื่องความโกลาหล เราโดนตีก้นกันทุกคน เรื่องแบบนี้ในบางประเทศ เช่น ที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่ตกใจ เขาไม่เป็น เพราะเขาเชื่อในอาคารของเขา พอแผ่นดินไหวมา เขามุดใต้โต๊ะ แล้วพอสถานการณ์ผ่านไป เขาก็เดินเรียงรายกันลงมา เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างความเชื่อใจให้กับคนไทยหรือคนกรุงเทพ ว่าอาคารเหล่านี้รับมือได้”
“ถามว่าเชื่อใจแล้วจะมีผลดียังไง คือถ้าครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ความโกลาหลก็จะไม่เกิด จริง ๆ วันนั้นโชคดีนะ ที่ความโกลาหลไม่ทำร้ายเรา จำเหตุการณ์ไฟไหม้ผับซานติก้าเมื่อหลายปีก่อนได้ไหม นั่นคือ บทลงโทษของความโกลาหล โชคดีที่แผ่นดินไหวกรุงเทพเมื่อปีก่อน ความโกลาหลไม่ลงโทษเรา แล้วเราก็มีชีวิตอยู่ได้ เพราะอาคารไม่ถล่ม”

บทเรียนจากแผ่นดินไหวกรุงเทพ…ความรู้เรื่องการป้องกันภัยที่ต้องมี
ไม่ว่าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นอีกเมื่อไร ความสำคัญที่เหนือกว่านั้น คือ การมีองค์ความรู้ ที่พร้อมรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนพึงจะมี
“ทุกคนควรมีความรู้ 2 ชุด ความรู้ชุดแรกคือ ความรู้ในฐานะผู้ตาม คือต้องปฏิบัติตามคนที่บอก หรือต่อให้ไม่มีใครบอก ก็ต้องรู้จักการปฏิบัติตัวเบื้องต้น เช่น เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อไร ควรมุดโต๊ะนะ รอจนเมื่อสถานการณ์สงบ ค่อยเดินลงมาจากตึก”
“ส่วนความรู้ชุดที่สอง คือ ความรู้ในฐานะผู้นำ เพราะบางครั้งเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ เช่น เป็นครูอนุบาล หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นมา มีเด็กอนุบาลอยู่กับตัวเอง ครูก็ต้องเป็นผู้นำ ที่จะให้เด็ก ๆ ปฏิบัติตัวตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย”
อ.สันติ อธิบายต่อว่า ขั้นตอนการปฏิบัติตัวยามเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ไม่ได้มีความซับซ้อน และเป็นไปตามหลักมาตรฐานทั่วไป เช่น การมุดโต๊ะระหว่างที่เกิดแผ่นดินไหว ห้ามเคลื่อนที่ขณะแผ่นดินไหว ห้ามอยู่ในที่ลาดชัน เพราะมีโอกาสเกิดดินถล่ม รวมถึงหากอยู่ริมทะเล ก็ให้รีบขึ้นที่สูง เผื่อกรณีเกิดสึนามิ
มีอีกหลักการที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น คนที่อยู่ใกล้กับประตูที่สุด ต้องรีบวิ่งไปเปิดประตูไว้ แล้วกลับมามุดใต้โต๊ะ ถามว่าทำไมต้องเปิดประตู เพราะหลายครั้งมวลชนถูกขังอยู่ในห้อง เนื่องจากเราไม่เปิดประตู แผ่นดินไหวทำให้วงกบประตูพัง แล้วทำให้ประตูเปิดไม่ได้ ดังนั้น การเปิดประตูเป็นกิริยาสำคัญ เท่า ๆ กับการมุดใต้โต๊ะ
การมีองค์ความรู้ ย่อมผ่อนหนักให้เป็นเบา และลดความสูญเสีย แต่ความรู้จะไม่ส่งผลทางใดเลย หากประชาชน “ขาดสติ” ในสถานการณ์คับขัน
“ภัยพิบัติทุกภัย มักจะมาแบบเกรี้ยวกราด ซึ่งเป็นธรรมดาของเขา เพราะฉะนั้น การมีสติสำคัญที่สุด และสิ่งแรกที่ควรทำ คือ ไม่ทำตัวเป็นภาระ ทุกคนควรรู้หน้าที่ และควรปฏิบัติตัวเอง เพื่อให้ปลอดภัย”

แผ่นดินไหว…ภัยพิบัติที่ต้องตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนก
เป็นความจริงที่ว่า “โลกยังเกิดแผ่นดินไหวต่อไป” เพราะตราบใดที่โลกยังคงขับเคลื่อน (Earth Process) การเกิดแผ่นดินไหว หรือแม้แต่ภัยพิบัติอื่น ๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อไป
แผ่นดินไหว มันเป็นตัวบ่งชี้ว่า โลกยังมีชีวิต
กับคำถามสำคัญ เรื่องการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว อ.สันติ บอกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทว่าในมิติของประชาชน สามารถรู้ได้ แต่ควรรู้เพื่อให้ตระหนัก และไม่ควรตระหนกไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
“คนมักชอบถามว่า รอยเลื่อนไหนที่ควรเฝ้าระวัง สมมติถ้าผมบอกว่า รอยเลื่อนที่แม่จันต้องเฝ้าระวัง ปรากฏว่า ร้านค้าต่าง ๆ ที่แม่จัน พากันปิดร้านกันหมด เพราะความกังวล คือเรื่องบางเรื่อง ถ้ารู้แล้วมันสร้างความตะหนก สู้เราไม่รู้จะดีกว่า”
“ในมุมกลับกัน ไม่รู้ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องปล่อยไปตามยถากรรม เพราะความจริง เรื่องเหล่านี้มีเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ทั้งกรมโยธา หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง บุคลากรเหล่านี้คือคนที่ต้องคอยจับตาและเฝ้าระวัง”
อ.สันติ ทิ้งท้ายว่า ภัยพิบัติเป็นของคู่กันกับโลก และมีทั้งคุณและโทษ สุดท้ายอยู่ที่เราจะเลือกจัดการกับมันอย่างไร
“ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลก เราก็ต้องอยู่กับเขาให้ได้ แล้วอยู่กับเขาอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากเขา นี่คือหลักการที่ควรจะเป็น”

28 มีนาคม อาจได้รับการบันทึกว่า เป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพ แต่เหนืออื่นใด การมีสติ และรับมืออย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น “ภัย” ประเภทไหน จะช่วยลดการสูญเสีย และช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างเข้มแข็งและปลอดภัยต่อไป
“ภัยพิบัติไม่ได้มีให้เรากลัวหรือหนี แต่ให้เรารู้ และทำตัวให้เข้มแข็งกว่า แล้วทำอย่างไรไม่ให้เจ็บจากเขา นี่คือความสำคัญที่ประชาชนควรระลึกเอาไว้เสมอ”
อ่านเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









